ฮาวทูยกระดับงานวิจัยท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ของ บพข. ขับเคลื่อนแนวทางพัฒนา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย อย่างยั่งยืน

“ทำอย่างไรถึงจะทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของบ้านเราสามารถสร้างมูลค่า สร้างรายได้สูงให้กับประเทศ เพื่อพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน” นี่เป็นโจทย์สำคัญที่ทาง ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานคณะอนุกรรมการ แผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญ โดยวางอยู่บนความมุ่งมั่นที่อยากเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ขับเคลื่อน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ให้โตได้อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นเพื่อตอบสนองกับเป้าหมายข้างต้นนี้ต้องการขับเคลื่อนให้ครบทุกมิติ ทั้ง กลุ่มการท่องเที่ยวบนฐานมรดกธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ จึงเกิดการทำงานร่วมกัน ระหว่าง ทีมนักวิจัย นักวิชาการ สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวแต่ละด้าน รวมถึงภาคธุรกิจท่องเที่ยวเอกชน โดยมี แผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. เป็นสื่อกลางเชื่อมให้เกิดการทำงานร่วมกัน
และเพื่อให้เห็นภาพสัมฤทธิผลและผลลัพธ์ในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน แผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. จึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์การตลาดการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งงานเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งในงาน “บพข. สร้างสรรค์เศรษฐกิจไทย เชื่อมโลกด้วยวิจัยและนวัตกรรม หรือ PMUC RESEARCH for Thailand’s Competitiveness 2023” ที่จัดไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยในการเสวนานี้ได้ผู้ทรงคุณวุฒที่เป็นตัวแทนทั้งจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวเอกชน และสมาคมท่องเที่ยวแต่ละด้านมาแชร์ประสบการณ์การกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวนับจากนี้ไป


จุดอ่อนที่รอวันพลิกเปลี่ยนเป็นจุดแข็ง กับการกำหนด Master Plan สำหรับ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่ต้องชัดเจน

วงเสวนานี้ เริ่มต้นด้วยการให้มุมมองของ ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ ATTA ที่กล่าวว่า
“ในช่วงที่วิกฤตโควิดคลี่คลาย ไตรมาศแรก ปี 2566 เรามีนักท่องเที่ยว In bound เข้ามาประมาณ 6 ล้าน 5 แสนคน โดยนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเป็นตลาดอันดับหนึ่ง คือ นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย รัสเซีย จีน อินเดีย หรือถ้าคิดเป็นรายเดือนเรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 2 ล้าน 1 แสนคน”
“อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งที่เกิดจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน นับว่ามีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยไม่น้อย แต่ก็เป็นความโชคดี ที่ทุกครั้งที่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยมักเป็นประเทศที่ได้รับอานิสงส์มาโดยตลอด หลายปีก่อน จีนกับญี่ปุ่นมีปัญหากัน ชาวญี่ปุ่นก็ไม่เดินทางไปจีน เดินทางมาไทยแทน”
“เหตุผลหลักเป็นเพราะเรามีจุดยืนที่มีความเป็นกลางสูง กอปรกับประเทศไทยมีความหลากหลายด้านแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ อาหาร และอีกจุดเด่นหนึ่งที่มองว่าประเทศไทยได้เปรียบในด้านการท่องเที่ยว คือ ประเทศไทยสามารถเที่ยวได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีทั้ง Day tour และ Night tour และมีอาหารการกินตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งนี่เป็นไลฟ์สไตล์ของคนไทย ที่กลายเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยว แถมคนไทยยังมี Service Mind ที่ดี ที่เอาชนะใจนักท่องเที่ยวต่างชาติได้”

“อย่างไรก็ดี ในประเด็นที่เรามีความเซนซิทีฟในด้าน Demand side ที่ค่อนข้างสูง อาจเป็นจุดอ่อนที่ทำให้การท่องเที่ยวกระจุกตัว เกิดความเสื่อมโทรมในแหล่งธรรมชาติ ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก อย่างก่อนโควิดระบาด ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว เราขับเคลื่อนด้วย Demand side ที่ควักทุกอย่างออกมาขาย ไม่ว่าตลาดจะต้องการอะไร เราก็จะพยายามคิดธีมใหม่ๆออกมาให้ทันกับตลาด”
“ทว่า เรากลับไม่เคยคิดว่า เราจะทำการตลาดเชิงรุกในการ Conduct ตลาด ให้ไปตามจุดที่มีความสมดุลและเพียงพอ จึงไม่แปลกที่ก่อนจะเกิดการทำตลาดในเรื่องของเมืองรอง สิ่งที่เราค้นพบ คือ รายได้จาก 55 จังหวัดเมืองรอง มีแค่ 5.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่ ในอีก 22 จังหวัดหลัก รายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 84.9 เปอร์เซ็นต์”
“นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรองขึ้นมา จากจุดอ่อนสำคัญ คือ ปัญหาการท่องเที่ยวกระจุกตัว และทรัพยากรสำคัญถูกดึงไปใช้แบบไม่มีข้อจำกัด นั่นเป็นเพราะเราทำตลาดแบบวิ่งตามเทรนด์ ตามความต้องการของโลกตลอดเวลา โดยที่ไม่ดูความสามารถของตัวเอง”
“ยกตัวอย่าง ช่วง ก่อนโควิด เราจะได้ยินเสมอว่า จังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต น้ำไม่พอ ไฟไม่พอ ขยะเต็มเมือง เนื่องจากที่ไหนที่มีนักท่องเที่ยว ปัญหาเหล่านี้มักเกิดขึ้นเสมอ เพราะเราไม่เคยทำ Area Capacity ไม่เคยดูอย่างจริงจังว่านักท่องเที่ยวควรไปอยู่จุดไหน”
“ดังนั้น ในช่วงนี้จึงเกิดคำถามว่า เมื่อในช่วงวิกฤตโควิดธรรมชาติของไทยได้รับการพักฟื้น จนในตอนนี้ ธรรมชาติกลับมาสวยสดงดงามอีกครั้ง และในตอนนี้เราเริ่มเปิดประเทศ ขับเคลื่อนเครื่องยนต์ในภาคการท่องเที่ยวอีกครั้ง ปัญหาเดิมๆ อย่างการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวเริ่มส่อเค้าจะกลับมา ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ก็หลับมา ด้วยเหตุนี้เราควรไหวตัวและมีมาตรการตอบกลับปัญหานี้อย่างจริงจังได้แล้วหรือยัง”

“ที่ผ่านมา ขณะที่เรามักพูดเสมอว่าการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่เราไม่เคยมี Scenario Master Plan รองรับสำหรับการเติบโตในภาคการท่องเที่ยวของประเทศ เรามีแต่การคาดการณ์ว่าในปี 2570 ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศปีละ 70 ล้านคน ซึ่งในปี 2019 เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามา 40 ล้านคน ก็หนาแน่นมากแล้ว พอเป็น 70 ล้านคน จึงต้องเตรียมการให้มากกว่านี้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลนี้”
“โดยเฉพาะการทำให้นักท่องเที่ยวเกิดการกระจายตัว ดังนั้น การวาง Scenario Master Plan เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล นับเป็นกระดุมเม็ดแรกที่ประเทศไทยต้องทำมากกว่า โดยเราสามารถใช้กลไกในเรื่องของวีซ่ามาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการได้”
“ยกตัวอย่าง ในตอนที่ญี่ปุ่นเกิดสึนามิครั้งใหญ่ และเกิดโรงไฟฟ้าระเบิดที่ฟุกุชิมะ จนนักท่องเที่ยวไม่กล้าเข้ามาเที่ยว ทางการญี่ปุ่นก็ออกมาตรการยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยวที่มาทั้งหมด เพราะวีซ่า คือ เครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ดีที่สุด หรืออย่างประเทศจีน ที่มีการเดินทางออกนอกประเทศเพื่อท่องเที่ยว มีการสำรวจว่าปัจจัยที่นักท่องเที่ยวจีนพิจารณามากที่สุด ในการเดินทางมาท่องเที่ยว คือ การเลือกประเทศที่ยกเว้นวีซ่า”
“ขณะที่ประเทศไทย ในวันที่ 8 พฤษภาคม จะได้มีการกำนหดให้นักท่องเที่ยวจีน ที่เข้ามาในประเทศไทย จะขอวีซ่าท่องเที่ยวแบบกลุ่มไม่ได้ ต้องขอวีซ่าในแบบรายบุคคลเท่านั้น การทำเช่นนี้เป็นการคาดการณ์ได้เลยว่านักท่องเที่ยวจีนจะลดลงอย่างแน่นอน และจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดไมซ์ หรือกลุ่มนักท่องเที่ยว Incentive เพราะที่ผ่านมา ตลาดไมซ์ คือตลาดที่นักท่องเที่ยวจีนสร้างรายได้เข้าประเทศให้ไทยสูงที่สุด เพราะนักเดินทางที่เข้ามาด้วยสาเหตุของการมาประชุมและร่วมนิทรรศการเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ ที่จะเข้ามาใช้จ่ายมากที่สุด”
“ดังนั้นสิ่งที่ต้องมาทบทวน คือคนที่วางนโยบาย กับภาคอุตสาหกรรมและทิศทางที่ควรจะขับเคลื่อนไป กำลังเดินสวนทางกันอยู่หรือไม่”

“มาดูในเรื่องของงานวิจัย เมื่อได้ตอบรับการเชิญชวนจาก สกสว. ให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำวิจัยด้านการท่องเที่ยว ต้องบอกตามตรงว่า เราใช้ประสบการณ์จริงมาร่วมทำงานวิจัย จึงเป็นการตัดสินจากประสบการณ์ส่วนตัวอย่างเดียว ทำให้มิติทางความคิดยังขาดความรอบด้านในการมองการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวไทย ในระดับมหภาค ขณะเดียวกัน จากการทำงานกับภาคนักวิจัย ก็ต้องยอมรับว่า ความคิดของนักวิชาการและนักวิชาชีพ ต่างกัน”
“นักวิชาการเป็นผู้เก็บข้อมูลจากทุกแหล่งเพื่อมารวบรวมเป็นโจทย์วิจัย แต่สิ่งที่นักวิชาการขาด คือ ข้อมูลจากการปฏิบัติงานจริงที่ต้องไปสัมผัสโดยตรง ดังนั้น ช่องว่างระหว่างนักวิชาการและนักวิชาชีพจึงเกิดขึ้น คือ นักวิชาชีพจะเห็นแง่มุมไม่กว้างเท่านักวิชาการ แต่มีประสบการณ์จริงจากการทำงาน ซึ่งต้องยอมรับว่าอาจขาดความแม่นยำและความรอบด้านแบบนักวิชาการ นี่เป็นสาเหตุและความจำเป็นสำคัญ ที่เราต้องดึง นักวิชาชีพ มาทำงาน ร่วมกันนักวิชาการ เพื่อเติมเต็มช่องว่างซึ่งกันละกัน ต่างคนต่างแบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ ที่มี เช่นนี้ย่อมทำให้เกิดไม้บรรทัดอันใหม่ที่มีความแม่นยำมากขึ้น”
“เพราะเราเล็งเห็นได้ว่าคุณูปการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของการทำงานร่วมกัน คือ เราจะสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน แต่จุดด้อยของไทยในตอนนี้ คือ เรายังไม่มีการสื่อสารในเรื่องของ Sustainable Tourism ที่มากพอ แต่ละหน่วยงานก็ตีความกันเอง ดังนั้น  หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลนโยบายการท่องเที่ยวของไทย จึงจำเป็นต้องทำให้ภาพของ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นั้นชัดเจนขึ้นมา โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทย ว่ามันจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร กรอบความคิด Framework เป็นอย่างไร ในอนาคตทุกคนต้องเดินไปในทิศทางไหน เราต้องทำให้ “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ของไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่วาทกรรม แต่ต้องมี “ธง” ที่เป็นกรอบแล้วชี้นำให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันให้ได้”

งานวิจัยที่มาจากความร่วมมือของทุกฝ่าย กลไกสำคัญ เพิ่มขีดความสามารถให้ภาค อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ด้าน นิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น อุปนายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) ได้ฉายภาพให้เห็นว่า งานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนจาก แผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. มีส่วนในการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ได้ในมิติใดบ้าง
“สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) ได้ก่อตั้งมาแล้ว 30 ปี เราเน้นสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสมดุล นั่นหมายความว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ใส่ใจในทุกด้าน ทั้งด้านรายได้และความยั่งยืน รวมถึงการท่องเที่ยวก็ต้องเข้าไปร่วมแก้ปัญหาในเรื่องที่เป็นเทรนด์โลก นั่นคือ ปัญหาโลกรวน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”
“โดยถ้าพิจารณาในบริบทของประเทศไทย เรายังมีจุดด้อยเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น เราไม่มีระเบียบ วิธีการ สำหรับประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคการท่องเที่ยวโดยตรง จึงต้องปรับใช้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่มีมาก่อนหน้า และเมื่อไม่มีมาตรฐานระดับประเทศ แต่ละหน่วยงาน แต่ละสำนัก ก็สามารถเลือกใช้วิธีการที่แตกต่างกันและนำไปอ้างอิง ว่านำเสนอในวิธีการต่างๆ แล้วกลับไม่สะดวกกับผู้ประกอบการ”
“จนกระทั่ง 10 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา มี 8 หน่วยงานมาจับมือกัน โดย 8 หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการท่องเที่ยวของไทย โดยมีทาง สกสว. และ บพข. เป็นผู้ริเริ่ม และมีหน่วยที่ได้นำเอาองค์ความรู้ไปปรับใช้จริงเพื่อสร้างการท่องเที่ยวยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือ สมาคม TEATA ต่อยอดมาจากหอการค้าและสภาหอการค้าไทย”

“โดยในปีแรก ทุนวิจัยที่ได้มา เราทำเรื่ององค์ความรู้เพื่อปลดล็อคในส่วนของการลดคาร์บอนฟุตปริ้นซ์ กับทาง อบก. ก่อน โดยทำให้การประเมินคาร์บอนฟุตปริ้นซ์ แต่เดิมที่เป็นเรื่องยาก และต้องมีค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญที่จะมาคำนวณให้เป็นหลักหมื่น และเราก็ได้ ข้อกำหนดการคำนวณคาร์บอนฟุตปริ้นซ์ เป็นค่ามาตรฐานให้กับประเทศไทย ออกมาเมื่อกลางปี 2565 ทำให้การคำนวณเร็วขึ้นจาก 2 วัน เหลือแค่ประมาณ 3 ชั่วโมง และพอตัดขั้นตอนออกไป ค่าใช้จ่ายในการประเมินคาร์ฟุตปริ้นซ์ก็ลดลงด้วยในระดับที่สามารถทำกันเองได้”
“มาถึงทุนวิจัยปีที่ 2 ปี 2565 เราก็ขยับมาปลดล็อคในส่วนที่ 2 เรียกว่า เทคนิคของการปรับลดและการทดสอบขาย และสร้างระบบนิเวศ จากองค์ความรู้ที่มี และต้องมีเครือข่ายทั้งของฝั่งผู้ใช้และผู้รับประโยชน์ โดยขยายไปยังพื้นที่วิจัยใน 5 จังหวัด นครปฐม สมุทรสงคราม และพื้นที่เชื่อมโยง ตลอดจน ภูเก็ตและกระบี่ โดยทั้งสองกลุ่มนี้ มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มแรก คือ กลุ่มสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากรุงเทพฯ และกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวหลักทางภาคใต้”
“โดยในปี 2565 เราไปลงพื้นที่ภาคสนาม นำองค์ความรู้ที่ได้จากการเก็บข้อมูลในจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นจังหวัดแรกที่เราไปศึกษาวิจัยตั้งแต่ปี 2564 มาปรับใช้ และได้ออกมาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่ปรับขายจริง โดยใช้ขั้นตอนที่เราตกผลึกมาจากการศึกษาในพื้นที่จังหวัดน่าน ถึง การท่องเที่ยวเพื่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนฟุตปริ้นซ์ ได้อย่างยั่งยืน โดยปฏิบัติตามวิธีการที่ อบก. ให้ความรับรอง พร้อมกันนี้เรายังทำงานไปพร้อมกับภาคีเครือข่าย เช่น ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ชุมชนแหลมสัก จ.กระบี่ หรือ โรงเรียนธรรมชาติป่าชายเลน ชุมชนแพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม เป็นต้น”

“นอกจากนั้น ปี 2565 เราทำควบคู่ไปกับงานวิจัยคู่ขนานอีกมาก ที่ได้รับการสนับสนุนทุนจาก บพข. ขณะที่เราร่วมมือกับเครือข่าวสถาบันการศึกษา อย่างปี 2564 ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอปี 2565 ร่วมกับ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รวมทั้งหมด เกือบ 70 กว่ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ”
“งานวิจัยทั้งหมดนี้ช่วยทำให้ ผู้ใช้ประโยชน์ อย่างทาง สมาคม TEATA มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น เช่น ปี 2564 เราประสบความสำเร็จในการออกข้อกำหนดเฉพาะฉบับแรกออกมา เรามีอัตราความสิ้นเปลืองเฉลี่ยของรถยนต์ที่ใช้เพื่อการท่องเที่ยวออกมาโดยใช้งานวิจัยมาสนับสนุน ดังนั้น การทำงานวิจัยด้านนี้ออกมา นำไปสู่การปรับใช้องค์ความรู้ที่ลึกขึ้นแต่ในวิธีที่ง่ายขึ้น
มาในปีนี้ ทาง อบก. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มคำนวณคาร์บอนออกมา ทดลองใช้เมื่อ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยสามารถลดการคำนวณจาก 2 วัน เป็น 3 ชั่วโมงอย่างที่เกริ่นมา”
“ต่อมา สิ่งที่ได้รับการปลดล็อค คือ ปลดล็อคการทวนสอบ ที่เวลาเราขึ้นทะเบียนแต่ก่อน ก็จะมีค่าเจ้าหน้าที่มาทวนสอบ 15,000-30,000 บาท แต่พอมีการทำงานวิจัยร่วมกัน ก็จะเกิดการทำงานระหว่าง อบก. และและทีมนักวิจัยคณะใหญ่ ที่มาทำงานร่วมกันจนเกิดการปลดล็อคตรงนี้ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประเมินคาร์บอนฟุตปริ้นซ์แล้ว”

“และในภาพของอนาคตอันใกล้ ประมาณ 4-5 เดือนต่อจากนี้ จะเกิดระบบนิเวศการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่สำคัญ คือ ทาง บพข. จะสนับสนุนให้ทาง อบก. และทีมวิจัย ให้สร้างแอปพลิเคชัน ในการคำนวณและประเมินคาร์บอนฟุตปริ้นซ์ภาคท่องเที่ยว ในหมวดเส้นทางท่องเที่ยวออกมาและสามารถซื้อคาร์บอนลดเชยได้เลย ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ ก็นับเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น เพราะในประเทศไทยไม่เคยมีระบบนี้มาก่อน”
“สรุปแล้วที่เราทำทั้งหมดก็เพื่อตอบสนองเป้าหมายการทำคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Carbon Neutrality แต่เป้าหมายที่ยากกว่าและเราต้องการไปถึง คือ Net zero emission ซึ่งเป็นเป้าหมายของประเทศด้วย ซึ่งทาง อบก.จะเดินหน้าพัฒนาในเรื่องนี้ น่าจะภายในปีงบประมาณนี้”

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

แชร์ประสบการณ์ การใช้งานวิจัยหนุนให้เกิดการเติบโตของ ธุรกิจสปาและเวลเนสไทย

มาถึงอีกหนึ่งธุรกิจ ที่มีส่วนในการสร้างการเติบโตให้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ได้อย่างยั่งยืน นั่นคือ ธุรกิจสปาและเวลเนสไทย ซึ่ง ชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานกรรมการสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย ได้มาแชร์ประสบการณ์ในการปรับเอางานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุน จาก บพข. ไปปรับใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกิจการสปาแอนด์เวลเนส ว่า
“เราแบ่งงานในด้าน สปาแอนด์เวลเนส ออกเป็นในด้านของ Wellness Oriented เน้นไปที่การป้องกันก่อนป่วย หมายถึงทุกกิจกรรมที่นำไปสู่การมี Well-being ที่หมายถึงสุขภาวะ เป็นสุขทางกาย ทางใจ และทางอารมณ์ ดังนั้นความเป็น Wellness จึงมีความสำคัญในฐานะสิ่งที่จะมาเชื่อมร้อยวิถีสุขภาพ และการดำเนินชีวิตของผู้คน โดยในปัจจุบันเราต้องการเชื่อมอุตสาหกรรมเวลเนสเข้ากับอุตสาหกรรมไมซ์ และเชื่อมโยงเข้ากับแหล่งท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวเชิงการกีฬา ไปจนถึงกระแสสังคมผู้สูงวัย ที่ในปัจจุบันมีการแนะนำผู้ป่วย หรือการแนะนำให้กับผู้ที่ต้องการป้องกันตนเองก่อนป่วยไปใช้ในส่วนของ Recreation เช่น การใช้การนวดและสปา เพื่อลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ”
“มาในวันนี้เราได้มาร่วมกันสร้างนิยามการท่องเที่ยวแบบเวลเนส ที่ค้นพบและเรียนรู้สิ่งใหม่หรือวิธีในการดูแลสุขภาพ ด้วยการทำงานวิจัยกับหน่วยงานอย่าง บพข. ซึ่งมีการทำงานวิจัยร่วมกันในหลายมิติ ทั้งงานวิจัยนวดตอกเส้น นวดคนตั้งครรภ์ นวดเด็กทารก และมีงานวิจัยที่นำไปปรับใช้แล้ว นั่นคือ งานวิจัยที่นำธาตุเจ้าเรือนมาผสมผสานกับเมนูสปา สร้างเป็นรูปแบบการนวดแบบใหม่ที่มีผู้คนสนใจจำนวนมาก เป็นแบบอย่างของงานวิจัยที่มีหลักฐานทางวิชาการรับรอง เมื่อนำมาพัฒนาออกสู่ธุรกิจก็เพิ่มในส่วนของสตอรี่เทลลิ่งเข้าไป ก็สามารถนำไปขายในเชิงพาณิชย์ได้”

ตีตลาด Tourism for all สร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศได้อย่างไร? นัตตี้แอดเวนเจอร์ มีคำตอบ

มาถึงอีกหนึ่งประเด็น ที่ถ้าประเทศไทยจะเดินหน้าสู่ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะละเลยประเด็นนี้ไปไม่ได้ นั่นคือ การสร้าง การท่องเที่ยวสำหรับคนทั้งมวล หรือ Tourism for all ที่หมายถึง การจัดการท่องเที่ยวให้กับคนในกลุ่มเฉพาะ เช่น กลุ่มผู้พิการ หรือผู้สูงอายุ นั่นเอง ซึ่งในเรื่องนี้ นิธิ สืบพงษ์สังข์ เจ้าของนัตตี้แอดเวนเจอร์ และ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ริเริ่ม การท่องเที่ยวสำหรับคนทั้งมวล ในประเทศไทยเป็นเจ้าแรก จะได้มาแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง
“อยุธยาของผมพร้อมครับ นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวโบราณสถานอันเป็นมรดกโลกแล้ว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความพร้อมในเรื่องการต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ที่เราเรียกว่า ทัวริซึม ฟอออล การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล”
“ประโยคนี้ผมมักพูดซ้ำๆ อยู่เสมอในช่วงเวลาที่ผ่านมา ในฐานะเป็นผู้ผลักดันการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล หรือการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) ซึ่งเป็นกระแสการท่องเที่ยวที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก หมายถึง การท่องเที่ยวที่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพร่างกาย สามารถเข้าถึงแหล่งท่อง เที่ยว บริการสาธารณะ และกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ ได้ โดยสะดวก ปลอดภัย และปราศจากอุปสรรค ที่อาจเกิดขึ้นจากความแตกต่างทางสภาพร่างกาย”
“โดยเราได้นำโปรแกรมการท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปเสนอภายใต้รูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล โดยเฉพาะมนุษย์ล้อ และผู้พิการทางตาซึ่งนัตตี้จัดอยู่เป็นประจำ และได้รับความสนใจจากชาวยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุด ในงาน ITB 2023 ที่จัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ที่มีบูธมาออกทั้งหมด 5,500 บูธ แต่จากประเทศไทยมี นัตตี้แอดเวนเจอร์แค่เจ้าเดียวที่ทำ Tourism for all จึงมีผู้สนใจเดินมาหาเรา และได้ผลตอบรับที่ดีมาก”
“เหตุผลหลัก ที่ทำให้การท่องเที่ยวในรูปแบบนี้บูมขึ้นมา เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า ประชากรทั้งโลก 1 ใน 4 จะมีอายุเกิน 60 ปีถือเป็นตลาดใหญ่มาก ถ้าคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่เตรียมตัว ก็จะพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย”
“ดังนั้น สำหรับ นัตตี้แอดเวนเจอร์ เราเปิดรับกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้พิการตั้งแต่ปี 2018 โดยใช้คอนเซปตอบสนอง การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ในมิติ สังคม สิ่งแวดล้อม การกระจายรายได้ไปสู่เศรษฐกิจฐานราก แต่สิ่งที่ต้องมาตีความ คือ มิติด้านสังคม ที่เราตีความว่า ประเพณี วิถี วัฒนธรรม แต่เราอาจละเลยในด้าน Demand side ของคนพิการ นั่งวีลแชร์ไป ไม่มีภาคการท่องเที่ยวที่นึกถึงเขาเท่าไร”
“จนกระทั่งได้ไปเจอพาร์ทเนอร์ที่อังกฤษ ที่ตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่จัดการท่องเที่ยวให้คนพิการ ซึ่งเขาทำอยู่ และเขายังได้อัปเดตข้อมูลสำคัญว่ามูลค่าการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงวัยและคนพิการทั่วโลก สูงแบบน้องๆอุตสาหกรรมเวลเนส คือ 8,000 ล้านดอลลาร์ ต่อปี และจุดแข็งของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ คือ ไม่มีทางลดลง มีแต่จะมากขึ้น ตามเทรนด์ Aging society และ ภาวะที่อัตราการเกิดน้อยลงด้วย”
“ดังนั้น ตัวเลขนี้จึงเป็นไปตามบริบทของสังคมที่หลีกหนีไม่ได้ ที่สุดแล้ว ผมเลยตัดสินใจที่จะจัดทัวร์สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ ในไทย ด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์ของพาร์ทเนอร์ และเมื่อจัดจริงก็ได้เรียนรู้พร้อมทำจริงไปด้วย กับการจัดทัวร์ให้ผู้พิการ
ดังนั้น ในตอนนี้เรื่องของการจัด Tourism for all หรือ การจัดสถานที่ท่องเที่ยวให้เป็น Universal Design ได้แทรกซึมเข้าไปในการท่องเที่ยวเชิงความเชื่อและศาสนา อย่าง การเที่ยววัด แล้ว โดยล่าสุด ทางวัดใหญ่ในอยุธยา ได้มาติดต่อให้เราช่วยออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยวให้กับผู้สูงวัย ที่ต้องการมาเที่ยววัด ซึ่งได้คิดออกมาในชื่อโปรแกรม “ศรัทธาสถานเพื่อคนทั้งมวล” ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ท่องเที่ยวสูงวัยจำนวนมาก”

ฉีกกรอบการจัดทัวร์ สร้างความแปลกใหม่ บนเส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืน สไตล์ “ไกด์เจอร์รี่”

มาถึง คมสัน สุวรรณรัตน์ หรือ ไกด์เจอร์รี่ ผู้ฝึกสอนตามมาตรฐานหลักสูตรสมาคมสมาพันธ์มัคคุเทศก์โลก ที่ได้มาแชร์ประสบการณ์การจัดการท่องเที่ยวที่แปลกใหม่และได้รับเสียงตอบรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างมากมาย
“ที่ผ่านมา ผมน่าจะเป็นไกด์คนแรกๆ ที่จัดโปรแกรมท่องเที่ยวที่ฉีกออกมาจากรูปแบบเดิม เส้นทางเดิม เพราะเห็นโอกาสบางอย่างในการสร้างเส้นทางการเดินทางใหม่ให้กับประเทศไทย โดยจากประสบการณ์ทั้งการนำเที่ยว และการอบรมนักสื่อความหมายทั่วประเทศ ทำให้เจอเส้นทางใหม่ที่น่าสนใจ”
“ขอยกตัวอย่าง เส้นทางทัวร์จากรุงเทพฯ ไป เชียงใหม่ ที่ส่วนใหญ่ มักตีจากกรุงเทพฯไปยังเชียงใหม่โดยตรง หรือถ้ามีนอกเส้นทาง ก็จะไปยัง สุโขทัย ลำปาง แล้วก็ไปเชียงใหม่ จนกระทั่งตัวผมเองได้มีโอกาสไปอบรมนักสื่อความหมายที่ จ.แพร่ ที่ต้องเป็นการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อฝึกทักษะของนักสื่อความหมาย และได้มีโอกาสไปเจอเสน่ห์ของการท่องเที่ยวที่ จ.แพร่ และที่ อำเภอลอง โดยที่นี่ เปรียบได้กับการเดินทางท่องเที่ยวเชียงใหม่เมื่อ 50 ปีที่แล้ว”
“ผมได้เห็นความสมบูรณ์ของกำแพงเมืองที่แม้จะมีแค่ 4 กิโลเมตร แต่สมบูรณ์มาก ขณะที่ มีบ้านไม้เก่าอยู่เต็มตามซอกซอยในเมือง มีวัดเล็กๆ เงียบสงบ มีร้านกาแฟเล็กๆน่านั่ง มีอาหารถิ่นที่รสชาติอร่อย ทำให้เกิดโปรแกรมทัวร์แบบ One day trip ขึ้นมา โดยจะเดินหรือใช้จักรยานก็ได้ เป็นเส้นทางทัวร์ที่ตอบโจทย์ Slow life มาก”
“ขณะที่ ต้องยอมรับว่าโปรแกรมทัวร์ในปัจจุบัน เราขายในสิ่งที่คล้ายกัน แข่งขันกันใน Red Ocean ทั้งที่เรามีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่สร้างเส้นทางท่องเที่ยว หรือ รูปแบบการท่องเที่ยวแบบใหม่ได้อีกมากมาย นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมทำ Street food tour ซึ่งไม่ใช่แค่ทัวร์กิน แต่มันมีเรื่องราวซ่อนอยู่ในนั้นมากมาย เราสามารถเล่าประวัติศาสตร์ ความหลากหลายของวัฒนธรรม ชนชาติ ที่อาศัยอยู่ในไทย ผ่านอาหาร”
“นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของ Urban Medicine ที่เราใช้ ซึ่งตอบโจทย์ความเป็น Authenticity และความยั่งยืนที่นักท่องเที่ยวยุคนี้มองหา โดยนักท่องเที่ยวอยากเรียนรู้ความเป็น Local และได้ซึมซับ Travel for good และจากสถิติ 87 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวยุโรปในตอนนี้ก็ให้ความสำคัญกับการเที่ยวแบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย 71 เปอร์เซ็นต์ นักท่องเที่ยวยุโรปมองหาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนแบะใกล้ชิดชุมชน และพร้อมจะจ่ายเพิ่มได้ถึง 5-10 เปอร์เซ็นต์ จากราคาทัวร์เดิม (ข้อมูลจาก อพท.)”
“ดังนั้น ในยุคนี้ การสำรวจหลายแห่ง เปิดเผยออกมาตรงกันว่านักท่องเที่ยวต่างชาติต้องการเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ตอบสนองด้านเทรนด์ความยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและวิถีชุมชน วิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้น”

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยส่วนตัวได้จัดทริปให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ติดต่อมาโดยตรง และให้โจทย์ว่าต้องการเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ และไม่วุ่นวาย หรือ ก็ต้องการเส้นทางที่แปลกใหม่ มาเติมเต็มสิ่งที่เขาขาด เช่น ล่าสุด ได้ต้อนรับกลุ่มนักท่องเที่ยว VIP เช่าเครื่องบินเจตแบบเหมาลำมา 15 ท่าน และต้องการมาเที่ยวกรุงเทพฯ ผมก็จัดทริปให้ โดยเน้นการเดินในกรุงเทพฯ ใช้รถขนส่งสาธารณะ อย่างรถเมล์สาย 1 พาไปกิน Street food อร่อยๆในกรุงเทพฯ ปรากฎว่าเขาประทับใจมาก นี่เป็นเพราะเราตีโจทย์ และเติมเต็มสิ่งที่เขามองหาได้อย่างถูกจุด”
“เพราะฉะนั้น ในยุคนี้ การจัดการท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองเทรนด์ความยั่งยืน ควรนำเสนอความแปลกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว และต้องมีความกล้าในการนำเสนอด้วย ต้องทำให้นักท่องเที่ยวเห็น “ของแท้” เห็นเสน่ห์ในประเทศไทยให้ได้”

แชร์ประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรมที่นำมาปรับใช้ในการพัฒนาได้

AIS SME ผนึกพันธมิตร เปิดตัวความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม สร้างอีโคซิสเตมให้ SME ไทย เติบโตอุ่นใจไปด้วยกัน

4 ข้อเสนอจากภาคเอกชนถึง “ว่าที่รัฐบาลใหม่” ช่วยคนไทยเข้าถึง EV สาธารณะ ปลดล็อค EV Ecosystem

Previous articleCoral Maker สตาร์ทอัพด้านสิ่งแวดล้อม ใช้ขยะจากการก่อสร้างช่วยฟื้นฟูแนวปะการังได้อย่างไร?
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.162
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์