ตามเป้าหมาย “Saudi Vision 2030” ของซาอุดีอาระเบีย มีแผนจะนำเข้าต้นไม้จากทั่วโลกเพื่อให้บรรลุตามนโยบายซาอุดีอาระเบียสีเขียว (The Saudi Green Initiative) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมามีชีวิตชีวา โดยการปลูกต้นไม้ 10,000 ล้านต้น และร่วมสนับสนุนผลักดันโครงการปลูกต้นไม้ 50,000 ล้านต้น ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อถึงวันนั้นภาพของทะเลทรายอ่าวอาหรับสำหรับคนทั่วโลกจะเปลี่ยนไปแบบสิ้นเชิง
เป็นที่ทราบกันดีว่า ซาอุดีอาระเบีย เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันมากเป็นอันดับ 1 ของโลก และมีปริมาณน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศเวเนซูเอลา หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 17.2 ของปริมาณน้ำมันที่ผลิตทั้งหมดทั่วโลก แม้จะมีรายได้จากการส่งออกนำมันจำนวนมหาศาล แต่การที่เศรษฐกิจของซาอุดีฯ พึ่งพาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเป็นหลัก ส่งผลให้เป็นหนึ่งในสิบประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในโลก เฉลี่ยปีละประมาณ 500 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 1.8 ของปริมาณก๊าซคาร์บอนทั้งหมดที่ปล่อยจากทุกประเทศ
การจัดอันดับประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance Index – EPI) ในปี 2563 ซาอุดีฯ อยู่ในอันดับที่ 90 จาก 180 ประเทศ สะท้อนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในระดับต่ำ มีระดับการปล่อยมลพิษมากเป็นอันดับที่ 152 พื้นดินเสื่อมโทรมกลายสภาพเป็นทะเลทราย (desertification) ฝนตกในปริมาณน้อย รวมทั้งมีพายุทรายและมลภาวะต่างๆ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเฉลี่ยปีละ 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของประชากรในภูมิภาค มีอายุขัยเฉลี่ยลดลง 18 เดือน

ข้อริเริ่มซาอุดีฯ สีเขียว (Saudi Arabia Green Initiative) มีเป้าหมายต้องการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ได้มากกว่าร้อยละ 4 ของปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยทั้งหมด หรือประมาณ 130 ล้านตัน ในแต่ละปี รัฐบาลซาอุดีฯ อัดฉีดเงินลงทุนมูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับรัฐวิสาหกิจน้ำมัน (Saudi Aramco) ในการคิดค้นกรรมวิธีผลิตพลังงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีข้อริเริ่มมากกว่า 35 โครงการ เพื่อปรับปรุงการใช้พลังงานในซาอุดีฯ ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงลดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง วางแผนการลงทุนพัฒนาทางรถไฟ ระยะทาง 9,900 กิโลเมตร ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดปัญหาการจราจรและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่มาจากยานพาหนะต่างๆ รวมถึงนโยบายการปลูกต้นไม้จำนวน 10,000 ล้านต้น ทั่วประเทศซาอุดีฯ

โดยในช่วงที่ผ่านมา ซาอุดีฯ ได้ปลูกต้นไม้ทั่วประเทศไปแล้วจำนวน 10 ล้านต้น ภายใต้กิจกรรม ‘Let’s Make it Green’ โดย Saudi Aramco ได้ปลูกต้นโกงกางมากกว่า 4 ล้านต้น ฟื้นฟูป่าชายเลนบริเวณชายฝั่งทะเล โครงการปรับปรุงทัศนียภาพและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงริยาด (Green Riyadh) เพื่อพลิกโฉมกรุงริยาดให้มีพื้นที่สีเขียวกว่า 541 ตารางกิโลเมตร โดยมีต้นไม้ประมาณ 7.5 ล้านต้น เพิ่มอาณาเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ รวมไปถึงระบบนิเวศทั้งบนบกและในทะเล ให้ครอบคลุมพื้นที่ของประเทศมากกว่าร้อยละ 30 มีแผนการลงทุนในโครงการก่อสร้างโอเอซิสที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เมือง Al Ula เมืองอารยธรรมโบราณในมณฑลมาดีนะห์ มูลค่า 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น

รัฐบาลซาอุดีฯ ยังได้จัดสรรพื้นที่ 82,700 ตารางกิโลเมตร เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า และมีการจ้างบุคลากรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกว่า 1,100 คน โดยตั้งเป้าหมายที่จะจ้างบุคลากรให้ได้มากกว่า 10,000 คน ภายในปี 2568 เสนอให้ 75 เขตพื้นที่ต่างๆ ในซาอุดีฯ เป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
ขณะที่ ข้อริเริ่มตะวันออกกลางสีเขียว (Middle East Green Initiative) ปลูกต้นไม้จำนวน 50,000 ล้านต้นในตะวันออกกลาง (รวมต้นไม้ที่ซาอุดีฯ ปลูกจำนวน 10,000 ล้านต้น) สร้างพื้นที่ป่าไม้เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติให้ได้เท่ากับ 200 ล้านเฮกตาร์ หรือประมาณ 2 ล้านตารางกิโลเมตร เพื่อร่วมกันลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภูมิภาคให้ได้มากกว่าร้อยละ 60 โดยซาอุดีฯ จะร่วมมือกับประเทศสมาชิก GCC (Gulf Cooperation Council) และประเทศหุ้นส่วนอื่นๆ ในการปลูกต้นไม้เพิ่มอีก 40,000 ล้านต้น ร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในฐานะหุ้นส่วนในการวิจัยค้นคว้านวัตกรรมในการชลประทานจากน้ำที่ผ่านการบำบัด การทำฝนเทียม และการเพาะปลูกต้นไม้ รวมถึงเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำประจำปี ภายใต้ชื่อ Middle East Green Initiative Summit เชิญผู้นำรัฐบาล นักธุรกิจ นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินการไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม


ข้อริเริ่ม “ซาอุดีอาระเบียสีเขียว” และ “ตะวันออกกลางสีเขียว” มีส่วนช่วยขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การเสื่อมโทรมของพื้นดินที่กลายสภาพเป็นทะเลทรายและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ตามพันธกรณีของซาอุดีฯ ภายใต้ Rio Conventions เป็นการย้ำเจตนารมณ์ของซาอุดีฯ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมซาอุดีฯ ตลอดจนเป็นการสานต่อประเด็นสำคัญด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมของโลก ตามวิสัยทัศน์ซาอุดีฯ 2030 ซึ่งตั้งเป้าหมายจะนำพาซาอุดีอาระเบียไปสู่อนาคตใหม่ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม
เมื่อวันที่ 6-10 มิถุนายน 2566 ผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ของไทย ได้เข้าร่วมคณะเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคี และส่งเสริมการเจรจาการค้าและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ พบว่าตามเป้าหมาย “Saudi Vision 2030” ของซาอุดีอาระเบีย ที่มีแผนจะนำเข้าต้นไม้จากทั่วโลกเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายซาอุดีอาระเบียสีเขียวนั้น นับเป็นโอกาสในการส่งออกต้นไม่ของไทย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้ส่งต้นไม้ไปยังซาอุดีฯ แล้วกว่า 200,000 ต้น ถือว่ายังมีโอกาสให้ไทยส่งออกต้นไม้ไปยังซาอุดีฯ ได้อีกมาก รวมถึงกรณีที่ซาอุดีฯ จะร่วมมือกับกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือกลุ่มประเทศ GCC และประเทศหุ้นส่วนอื่นๆ ในการปลูกต้นไม้ในเอเชียตะวันตกเพิ่มอีก 40,000 ล้านต้น และ 38 ต้นไม้ไทยที่มีโอกาสส่งออกตลาดซาอุดีฯ ประกอบด้วย


ชมพูพันธุ์ทิพย์ (Tabebuia rosea)
นนทรี (Peltophorum pterocarpum, Yellow poinciana)
พุทราจีน (Ziziphus jujuba)
ศรีตรัง (Jacaranda mimosifolia)
หูกวาง (Terminalia catappa)
อรชุน (Terminalia arjuna, Arjuna Tree)
ไทรย้อยใบแหลม (Ficus benjamina, Weeping fig)
พฤกษ์ (Albizia lebbeck)
ยี่เข่ง (Lagerstroemia indica)
งิ้ว (Bombax cebia, Red kapok tree)
หางนกยูงฝรั่ง (Delonix regia)
มัลเบอร์รี (Morus nigra, Blackberry)
มะรุม (Moringa oleifera)
เลี่ยน (Melia azedarach)
มะเดื่อ (Ficus carica, Fig)
เลมอน (Citrus limon)
ส้มซ่า (Citrus aurantium)
คารอบ (Ceratonia siliqua, Carob Tree)
ส้มแมนดาริน (Citrus reticulata, Mandarin orange)
มะตูมซาอุ (Schinus terebinthifolius)
กระถินเทพา (Acacia mangium)
หยีน้ำ (Millettia pinnata)
นิโครธ (Ficus benghalensis)
ชัยพฤกษ์ (Cassia javanica)
ก้ามปู (Albizia saman)
ปีบ (Millingtonia hortensis, Tree jasmine)
เสี้ยวดอกขาว (Bauhinia variegate)
ชงโค (Bauhinia purpurea)
ราชพฤกษ์ (Cassia fistula)
มะขามเทศ (Pithecellobium dulce)
มะกอกโอลีฟ (Olea europaea, Olive)
โพ (Ficus religiosa, Sacred fig)
สะเดา (Azadirachta indica)
มะขาม (Tamarindus indica)
โพทะเล (Thespesia populnea)
กร่าง (Ficus altissima)
ปอทะเล (Hibiscus tiliaceus, Seacoast mallow)
ทามาริสก์ (Tamarix aphylla, Athel pine)
ใครที่อยู่ในแวดวงต้นไม้ หรือมีพันธมิตรด้านนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะเสาะหาช่องทางส่งต้นไม้ไปขายในซาอุดีฯและตะวันออกกลาง ซึ่งจะได้ทั้งมูลค่าทางการค้าและเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนภูมิภาคอ่าวอาหรับให้เป็นสีเขียว
ภาพประกอบจาก www.vision2030.gov.sa













