หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง หนึ่งในอุตสาหกรรมที่กลับมาคึกคักและแข่งขันกันแบบดุเดือดก็คืออุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะธุรกิจสายการบิน ล่าสุด “แควนตัส” สายการบินประจำชาติที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ได้เปิด Wellness Zone เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดได้ยืดเส้นยืดสายและใช้เวลาลุกจากที่นั่งมากขึ้น เพื่อให้การเดินทางที่ยาวนานไม่ทำลายสุขภาพ เพราะการนั่งเครื่องบินในระยะทางไกลอาจทำให้ผู้โดยสารหงุดหงิด เสียสมาธิ เกิดอาการเหนื่อยล้า ขาดน้ำ และไซนัส ตลอดจนอาการอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจ
Wellness Zone ของแควนตัสจะเป็นบริการเสริมที่สำคัญและสร้างความแตกต่างสำหรับเที่ยวบินที่ยาวที่สุดในโลก ที่วางแผนจะเทคออฟครั้งแรกในปี 2568 ในฐานะส่วนหนึ่งของ Project Sunrise (โครงสารของสายการบินแควนตัสที่นำไปสู่การเปิดตัวเส้นทางระยะไกลพิเศษ ซึ่งรวมถึงเที่ยวบินทดสอบด้วย) แควนตัสจะขนส่งผู้โดยสารทั้งหมด 238 คน จากออสเตรเลีย-ลอนดอน-นิวยอร์ก ที่ใช้เครื่องบินแอร์บัส A350-1000 ลำใหม่ ที่ใช้เวลาเดินทางถึง 22 ชั่วโมง แซงหน้าเส้นทางสิงคโปร์-นิวยอร์กของสิงคโปร์แอร์ไลน์ ซึ่งขณะนี้เป็นเที่ยวบินที่ใช้เวลาการเดินทางนานที่สุดในโลก (18 ชั่วโมง 40 นาที)

ในขณะที่เครื่องบินรุ่นนี้สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 300 คน แต่แควนตัสเลือกที่จะออกแบบที่นั่งสำหรับผู้โดยสารเพียง 238 คน เท่านั้น โดยประกอบด้วย 6 คนในชั้นเฟิร์สคลาส 52 คนในชั้นธุรกิจ 40 คนในชั้นประหยัดพรีเมียม และ 140 คนในชั้นประหยัด
Alan Joyce ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินแควนตัสกล่าวในถ้อยแถลงว่า “จำนวนที่นั่งที่น้อยลงหมายถึงพื้นที่ที่มากขึ้นสำหรับลูกค้าแต่ละราย และทำให้เราสามารถจัดสรรพื้นที่สำหรับ Wellness Zone เพื่อนักเดินทางตัวยงโดยเฉพาะ ซึ่งนั่นทำให้แควนตัสเป็นสายการบินเดียวในโลกที่จะมีพื้นที่ในการยืดเส้นยืดสาย และการเคลื่อนไหวร่างกายบนเครื่องบินที่ออกแบบตามความต้องการของผู้โดยสารแต่ละคน”


โดย Wellness Zone นี้ จะอยู่ระหว่างชั้นประหยัดและชั้นประหยัดพรีเมียม มีที่จับในตัวเพื่อช่วยในการยืดเหยียด มีจอทีวีพร้อมคู่มือแนะนำการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าเหมือนกับที่ยิมและโยคะ ดีๆ ควรมี รวมถึงของว่างและตู้เครื่องดื่มต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นและกระปรี้กระเปร่า ก็พร้อมเสิร์ฟให้กับผู้โดยสาร
สำหรับการออกแบบห้องโดยสาร รวมถึงการปรับปรุงอื่นๆ อีกมากมายสำหรับที่นั่งในทุกชั้นนั้น จะมีตั้งแต่การเชื่อมต่อบลูทูธและพอร์ตชาร์จ USB-C ไปจนถึงการรองรับบั้นเอวในที่นั่งเพื่อให้ผู้โดยสารรู้สึกสะดวกสบายมากที่ ซึ่งผ่านการวิจัยอย่างหนักผ่านโครงการ Project Sunrise





“เที่ยวบินที่เป็นนวัตกรรมจาก Project Sunrise ใหม่เปิดโอกาสให้เราได้ปฏิวัติแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการเดินทางระยะไกลอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การออกแบบห้องโดยสารเครื่องบิน ไปจนถึงส่วนผสมที่เราใส่ไว้ในเมนูต่างๆ บนเครื่องบิน ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเดินทางในชั้นโดยสารใด คุณก็สามารถคาดหวังประสบการณ์ที่อัปเกรดได้เช่นกัน”
จับตาธุรกิจสายการบินมีแนวโน้มที่จะเอาใจผู้โดยสารชั้นประหยัดมากขึ้น
โดยปกติแล้วการบริการและแฟซิลิตี้ต่างๆ อันเป็นเลิศและครบครัน สำหรับชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่งถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ในปัจจุบันและอนาคตเราจะเห็นธุรกิจสายการบินเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการให้บริการด้านสุขภาพสำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดระหว่างเที่ยวบินด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้
ความสะดวกสบายของผู้โดยสาร : ในเที่ยวบินระยะไกล โดยเฉพาะในชั้นประหยัด อาจเป็นสิ่งที่ท้าทายทั้งร่างกายและจิตใจสำหรับผู้โดยสาร การให้บริการด้านสุขภาพช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและประสบการณ์การบินโดยรวม ด้วยการนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น พื้นที่วางขากว้างพิเศษ ที่นั่งตามหลักสรีรศาสตร์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ผ้าห่ม หมอน และหูฟังตัดเสียงรบกวน สายการบินสามารถช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกสบายขึ้นในระหว่างการเดินทาง
เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้โดยสาร : การเดินทางทางอากาศมักเกี่ยวข้องกับการนั่งเป็นเวลานานในพื้นที่จำกัด ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อตึง เส้นเลือดตีบตัน และอาการเจ็ตแล็ก แต่สายการบินสามารถจัดการกับข้อกังวลเหล่านี้ได้โดยเสนอบริการต่างๆ เช่น การออกกำลังกายบนเครื่องบินหรือกิจวัตรการยืดกล้ามเนื้อ รวมถึงการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสุขภาพ เช่น แอปฯ ทำสมาธิ อโรมาเธอราพี หรือแม้แต่พื้นที่พักผ่อนเฉพาะบนเครื่องบิน ความคิดริเริ่มเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของผู้โดยสาร และลดผลกระทบด้านลบของเที่ยวบินระยะยาวต่อสุขภาพของผู้โดยสาร
สร้างความพึงพอใจและความจงภักดีของผู้โดยสาร : สายการบินเข้าใจดีว่าการให้บริการด้านสุขภาพแก่ผู้โดยสารชั้นประหยัดสามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อความพึงพอใจและความจงรักภักดีของผู้โดยสารที่มีต่อสายการบิน ด้วยการนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้โดยสาร สายการบินสามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งและสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ในเชิงบวก เพราะลูกค้าที่พึงพอใจมีแนวโน้มที่จะเลือกสายการบินเดียวกันสำหรับเที่ยวบินในอนาคตและแนะนำให้ผู้อื่นเลือกใช้บริการด้วย ซึ่งนำไปสู่ความจงรักภักดีของผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น จนกลายเป็นผู้เล่าขานความดีงามต่างๆ ของสายการบินให้กับสังคมได้รับรู้
ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและแนวโน้มของพฤติกรรมผู้โดยสาร : ความตระหนักที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพและความสมบูรณ์แข็งแรงได้เพิ่มความต้องการบริการด้านสุขภาพในระหว่างการเดินทาง ผู้โดยสารจึงมองหาข้อเสนอเหล่านี้มากขึ้น แม้ขณะอยู่บนเครื่องบิน ดังนั้นสายการบินต่างๆ สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ด้วยการนำเสนอบริการต่างๆ ที่เน้นสุขภาพ ซึ่งรวมถึงตัวเลือกอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือการติดตั้งระบบแสงธรรมชาติหรือแสงเสริมอารมณ์เพื่อช่วยควบคุมรูปแบบการนอนหลับ

สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน : โดยปกติแล้วสายการบินมักจะแย่งชิงลูกค้ากันเป็นประจำอยู่แล้ว นอกเหนือจากโปรแกรม CRM ต่างๆ ที่ทุกสายการบินมีอยู่แล้ว การให้บริการด้านสุขภาพสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้เช่นกัน เพราะการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสุขภาพสามารถดึงดูดผู้โดยสารได้มากขึ้นและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกสายการบิน และยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้นเมื่อผู้โดยสารตระหนักถึงผลกระทบของการเดินทางทางอากาศที่มีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ
ที่มา :
- Take a look at the world’s first ‘wellbeing zone’ for economy passengers on the planes that will fly nonstop for 22 hours from London to Australia
- The World’s Longest Flight Will Have a ‘Wellbeing Zone’ for Stretching Exercises and Refreshments













