บทสรุปที่เห็นและเป็นอยู่ของการศึกษาและการพัฒนาคนคือ ต้องปรับระบบเพื่อสร้างคนให้ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนระบบรับความรู้-ทักษะในการงานใหม่ ต้องรื้อสร้างการศึกษาให้เคลื่อนไปบนฐานสมรรถนะใหม่ และต้องหยุดความสูญเปล่าทางการศึกษาให้หมดไป! นี่คือฐานความคิดที่ต้องเริ่มปฏิบัติ!
สภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ การงาน และวิถีการดำรงชีวิตในโลกใบใหม่ที่กำลังปรับตัวเคลื่อนเข้าสู่คลื่นใหม่จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่มีบทเรียนจากความเปลี่ยนแปลงพัฒนาความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของจีนและการปรับภูมิรัฐศาสตร์โลกบนฐานความร่วมมือของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีน รัสเซีย อินเดีย บราซิล อัฟริกาใต้ หรือกลุ่ม BRICS และอีกหลายกลุ่มประชาคม ฯ รวมทั้งการเปิดเส้นทางสายใหม่ศตวรรษที่ 21 ของจีน ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และความก้าวหน้าใหม่ที่เชื่อมผสานเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างกลมกลืนจนมันปรับฐานเศรษฐกิจโลกเก่าเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้การศึกษา-การพัฒนาคน-พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต้องปรับฐานคิดทิศทางสร้างการเรียนรู้ใหม่!

ประสบการณ์บทเรียนจากสังคมตะวันตกและประชาคมโลกที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลง-ปรับตัวของสังคม เศรษฐกิจ สมรรถนะของผู้คนและการศึกษาจากการการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ถูกบันทึกเสนอไว้ในงาน “ทางรอดในโลกใบใหม่แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4” ที่ คลาว์ด ชวาบส์ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร World Economic Forum เขียนร่วมกับ นิโคลัส เดวิด สะท้อนประสบการณ์และชี้ถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับฐานคิด-ปรับการศึกษา-ปรับการพัฒนาคนขึ้นใหม่ ขณะที่สังคมบ้านเมืองเราก็กำลังปรับฐานยกระดับประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 และเปิดพื้นที่ “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” มุ่งดึงการลงทุนกลุ่มที่เทคโนโลยีก้าวหน้า-อุตสาหกรรม 4.0 เข้ามาขับเคลื่อนบ้านเมืองให้เชื่อมกับโลกใบใหม่อย่างมุ่งมั่น ซึ่งปรับฐานการศึกษา-การสร้างคน-สร้างทรัพยากรมนุษย์ 4.0 เป็นบทบาทภารกิจสำคัญคู่ไปกับการปรับโครงสร้างพื้นฐาน การดึงการลงทุน การยกระดับท้องถิ่น ฯ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในยามที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง!

การพัฒนาบุคลากรและการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เริ่มจากการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของระบบและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรม 4.0 และเป้าหมายการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายและตัวชี้วัดที่ตั้งเป้าไว้ ที่มีทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมเก่าที่ต้องยกระดับ อาทิอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญนี้มีมูลค่ารวมราว 50% ของจีดีพีของบ้านเมือง ซึ่งต้องขยับปรับฐานพัฒนาให้ทันโลก 4.0 ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นๆ ได้แก่ พาณิชยนาวี เกษตร-เทคโนโลยีชีวภาพ โลจิสติกส์ หุ่นยนต์ ดิจิทัล การแพทย์ครบวงจร และกลุ่มใหม่ได้แก่ อุตสาหกรรมระบบราง และอุตสาหกรรมอากาศยาน ทั้งหมดนี้ต้องการบุคลากรทั้งปริมาณและคุณภาพในยกระดับประเทศ ที่ต้องจัดปรับการศึกษาฝึกอบรมรองรับการลงทุนและความก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พื้นที่การลงทุนของประเทศที่ต้องแข่งขันกับโลกแวดล้อมในปัจจุบันอย่างเข้มข้น
โดยเริ่มปฏิบัติการศึกษาสำรวจความต้องการบุคลากรใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ด้วยข้อมูลที่ขอมาจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ที่มีการศึกษาความต้องการแรงงานมานั้นแตกต่างกันมากจนไม่มีชุดข้อมูลไหนจะนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในการทำงานได้ อีกทั้งเป็นการศึกษาในกลุ่มงานแบบ Labor intensive ที่เป็นโหมดการผลิตยุคเก่าด้วย เป็นโลกการผลิตและบริการระดับ 2.0 ที่ไม่ใช่ 4.0! ซึ่งในการศึกษาสำรวจดังกล่าวได้ใช้ทีมภายนอกเข้าร่วมงานกับทางเราตามแนวทางการศึกษาที่วางกรอบไว้คือ ใช้วิธีการศึกษาสำรวจแบบเฉพาะเจาะจง (Expert Consultation – Focus group) ที่เป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ตรงในสนามงานจริง สำรวจการงานและปริมาณความต้องการบุคลากรในงานแต่ละระดับในห่วงโซ่การผลิตทั้งวงจรของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม จากนั้นนำไปจัดวางคำนวณในแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์การผลิต โดยยึดฐานเป้าหมายการลงทุนที่กำหนดไว้เพื่อหาจำนวนสรุปว่าต้องการบุคลากรในแต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละระดับงานจำนวนเท่าไหร่? ที่เป็นไปตามเป้าหมายลงทุน? เพื่อให้มีบุคลากรตอบโจทย์การขับเคลื่อนความก้าวหน้าของการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษที่เป็นนโยบายสำคัญ!

ผลจากการศึกษาความต้องการของบุคลากรใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย จากการศึกษาสำรวจตามกรอบที่วางไว้เพื่อเป็นฐานการผลิตบุคลากรในการพัฒนาประเทศตามอุตสาหกรรมเป้าหมาย ในการศึกษาสำรวจครั้งแรกได้จำนวนความต้องการบุคลากรรวม 475,668 คนใน 10 อุตสาหกรรม แบ่งเป็นกลุ่มทักษะระดับอาชีวะร้อยละ 54 ที่เหลือเป็นกลุ่มสมรรถนะงานที่สูงกว่าอาชีวะ โดยมีอุตสาหกรรมที่ต้องการบุคลากรสูงสุดได้แก่อุตสาหกรรมดิจิทัล 116,222 คน อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ 109,910 คน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 58,228 คน และอุตสาหกรรมยานยนต์ 53,738 คน เป็น 4 อุตสาหกรรมที่ต้องการคนมากที่สุด ผลการสำรวจได้นำเสนอต่อรัฐบาล (โดย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น-เป็นผู้กำกับดูแล) และรัฐบาลได้ประกาศใช้ตัวเลขที่ศึกษาสำรวจนี้เป็นตัวเลขเป้าหมายของประเทศ

จำนวนความต้องการทั้งหมดถูกแพร่กระจายไปสู่การปฏิบัติจริงในการสร้างคน-ปรับการศึกษา แต่หลังดำเนินการจัดตั้งเครือข่ายสร้างความเข้าใจกับสถาบันการศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัย วิทยาลัยอาชีวศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนสร้างคนปรับการศึกษาได้ระยะสั้นๆ ก็เจอปัญหาโควิดระบาดหนัก แต่ก็ต้องขับเคลื่อนฝ่าวิกฤตไปเรื่อยๆ หลังปัญหาโควิดลดลงได้ทบทวนตัวเลขจำนวนความต้องการบุคลากรใน 10 เป้าหมายอีกครั้ง ซึ่งได้ตัวเลขจากการสำรวจจำนวนความต้องการบุคลากรล่าสุดรวม 564,176 คน
การเคลียร์เป้าหมายและทิศทางเดินให้ชัดเจนก่อนลงมือปฏิบัติการสร้างคน-ปรับการศึกษา เป็นหมุดหมายที่ช่วยให้การทำงานไม่สะเปะสะปะและไม่ต้องย่ำก้าวไปมีบทเรียนล้มเหลวซ้ำซากในการศึกษาและการพัฒนาคนเช่นที่เกิดขึ้นตลอดที่ผ่านมา และยังช่วยกระตุ้นสถาบันการศึกษาและกลุ่มที่มีศักยภาพในงานการพัฒนาคนและการศึกษาตระหนักถึงอนาคต สร้างความเคลื่อนไหวที่มีทิศทางตรงตามความต้องการจริง!
(หมายเหตุ: งานศึกษาสำรวจความต้องการบุคลากรใช้ทีมงานของ อ.ศิวะ หงส์นภา จากภาคเอกชนและทีมงาน ดร.ศิริทัศน์ เขตานุรักษ์ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นกลุ่มร่วมทำงาน และขอขอบคุณ รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้ง FIBO ผศ.ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยบูรพา ดร.ณิชากร ทองเปลว ผอ.สำนักพัฒนาบุคลากรและการศึกษา (HRD) สกพอ. อ.ทัศพันธ์ สุวรรณทัต ประธานหลักสูตรแมคคาทรอนิคและหุ่นยนต์ สำนักวิศวกรรมฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และคณะทำงาน EEC HDC ที่ร่วมทำให้งานศึกษาสำรวจนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี)

เรื่อง : Apichartology











