ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะได้เห็นภาพ ไอศกรีมลายกระเบื้องวัดอรุณ ที่กลายเป็นไวรัลบนโลกโซเชียลอยู่จนถึงตอนนี้ ที่ไม่เพียงแพร่หลายบนสื่อโซเชียลมีเดียของไทยเท่านั้น แต่ดังไกลแบบติดสปีดไปทั่วโลกด้วยการไลค์แอนด์แชร์ไปทุกแพลตฟอร์มแบบ “เป็นปรากฎการณ์”
ด้วยสีสันสุดหวานที่นำมาใส่ลงในไอศกรีมแท่งสามมิติ ลวดลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร สร้างความประทับใจและปลุกกระแสให้นักท่องเที่ยวต่างต้องเดินทางไปเช็คอินที่ ARUN CAFÉ เพื่อหาซื้อ ไอศกรีมลายกระเบื้องวัดอรุณฯ หลากรสชาติ แล้วแชะแอนด์แชร์ไปยังโซเชียลมีเดียของตัวเอง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสีสันในวันที่ได้เดินทางมาเยี่ยมชม วัดอรุณฯ วัดคู่บ้านคู่เมืองของไทย
ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ทันทีว่า ไอศกรีมลายกระเบื้องวัดอรุณ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของการนำไอเดียสุดครีเอท มาผสมผสานกับเทรนด์ความชอบในการรับประทานไอศกรีมของผู้คน เอกลักษณ์ความงดงามของลวดลายกระเบื้องวัดอรุณฯ และการสร้างสตอรี่ให้กับไอศกรีมนี้ด้วยรสชาติ สีสัน ที่มีความเป็นไทย สอดแทรกลงไปด้วย โดยผลลัพธ์ของการสร้างสรรค์นี้ไม่เพียงปลุกกระแส สร้างสีสัน ให้การท่องเที่ยวไทยเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการเพิ่มยอดขายให้สินค้าปังได้แบบไม่รู้ตัวด้วย
รับรู้แรงบันดาลใจสร้างสรรค์ ไอศกรีมลายกระเบื้องวัดอรุณ สู่สินค้าทางวัฒนธรรม โดนใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก
โดยในรายงานข่าวเรื่อง “เปิดที่มา ไอศกรีมลายกระเบื้องวัดอรุณ จากแพสชัน สู่การขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทย” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ ศิริญญา หาญเผชิญโชค หรือ น้ำตาล เจ้าของเพจ “Pop Icon ไอติม 3 มิติ” และเจ้าของไอเดียไอศกรีมลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณฯ ซึ่งเจ้าตัวเปิดเผยว่าเป็นอดีตนักการตลาด ที่ผันตัวมาเป็นนักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เต็มตัว
และในส่วนของแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิด ไอศกรีมลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณฯ คุณน้ำตาลกล่าวว่า “เป็นคนชอบทานไอศกรีมอยู่แล้ว ด้วยความฝันที่อยากเป็นคนขายไอศกรีม บวกกับเป็นคนที่สนใจและชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นทุนเดิมเลยอยากนำแพสชันทั้ง 2 อย่างนี้มารวมกัน”
ชื่อของไอศกรีมลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณฯ แบบเป็นทางการ คือ ‘Flower of Dawn’ ถูกนำมาล้อกับชื่อของวัดอรุณฯ ที่มีชื่อว่า ‘Temple of Dawn’ โดยการนำชื่อของไอศกรีมมาเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ และสร้างสิ่งสนใจใหม่ที่ไม่ใช่แค่การลงเรือมาถ่ายรูปกับวัดอรุณฯ หรือพระปรางค์แล้วก็ไป
“ไอศกรีมที่เป็นลายกระเบื้องนี้ อาจทำให้นักท่องเที่ยวนั้นได้ฉุกคิดว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่มาประกอบเป็นประติมากรรม จิตรกรรม สถาปัตยกรรม ที่น่าสนใจของพระปรางค์วัดอรุณฯ คือ ลายกระเบื้อง ทำให้คนสนใจที่จะเข้าไปเยี่ยมชม และท่องเที่ยวมากขึ้น”
“และเป็นความตั้งใจอยู่แล้ว ที่เรามีแพสชันไม่ใช่แค่กับการทำไอศกรีม แต่ต้องการที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในไทยมีองค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นจุดเด่นเยอะมาก เช่น วัฒนธรรม ศิลปกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม และอีกมากมาย ที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นนอกจากการจัดแสดง ประวัติ และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบอื่นอย่างจริงจัง”
“อีกทั้งทาง กทม. เองยังสนับสนุนเรื่องของ Creative Economy เลยคิดว่าถึงเวลาที่สมควรแล้วที่จะลองพรีเซนต์ไอศกรีมที่เราชอบ ให้ออกมาจากแนวคิดเรา ที่นำเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ต่างๆ มาผสมผสาน เพื่อดูผลตอบรับว่าจะเป็นอย่างไรจึงเป็นที่มาของไอศกรีมลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณฯ”
“เพราะหลายคนไปท่องเที่ยวที่วัดอรุณฯ โดยอาจไม่ได้ชมรายละเอียดของกระเบื้องที่ติดอยู่ เมื่อมีไอเดียจากไอศกรีมลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณฯ ทำให้นักท่องเที่ยวจึงอยากไปค้นหา และใช้เวลาในการชมรายละเอียด และความสวยงามของศิลปะลายกระเบื้องของพระปรางค์เพิ่มมากขึ้น”
“นี่จึงเป็นไอเดียเปลี่ยนการถ่ายทอดศิลปะจากแค่บนผนัง ให้มาเป็นลวดลายไอศกรีมที่สวยงาม สามารถจับต้อง และรับรู้เรื่องราวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงการซื้อของที่ระลึกในประเทศไทยที่ยังมีความจำเจ จึงอยากครีเอทของที่ระลึก หรืออาหาร ของกิน ที่สื่อถึงความน่าสนใจ ตื่นตาตื่นใจ และนำสู่การสร้างความเข้าใจในตัวของสถานที่ท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น”
“ส่วนรสชาติของไอศกรีม ก็ทำออกมา 2 รสชาติ นั่นคือ ไอศกรีมรสกะทิอัญชัญอบควันเทียน ที่ให้รสชาติกะทิอัญชัญอบควันเทียน ซึ่งเป็นสีเดียวกันที่ล้อไปกับลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณฯ ซึ่ง ‘ควันเทียน’ เป็นเอกลักษณ์สำคัญของไทยในการอบ และทำขนม ไม่ว่าจะกลิ่น หรือสี รวมทั้งยังเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นวัดไทยได้อย่างดี
“และอีกรสหนึ่ง คือ ไอศกรีมรสชาไทย เป็นตัวแทนของรสชาติความเป็นไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งผนวกเข้ากับวัฒนธรรมจีนที่ส่งต่อกันมาอย่างยาวนาน สอดรับกับประวัติศาสตร์ และปฏิมากรรมของวัดอรุณฯ อย่างลงตัว แถมรสชาไทยยังเป็นรสชาติยอดนิยมที่ถูกใจนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วย”
นอกจากนั้น ในรายงานข่าวนี้ ยังได้สอบถามถึงแผนการพัฒนา ต่อยอด ไอศกรีมไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ โดยคุณน้ำตาล เล่าว่า “ตอนนี้มีแผนงาน และเตรียมดำเนินการไปพัฒนาต่อยอด Creative Economy ในสถานที่ต่อๆ ไป ไม่น่าจะเกินเดือนหน้า ส่วนใน ARUN CAFE ไอศกรีมลายกระเบื้องวัดอรุณฯ อาจจะมีรสชาติอื่นๆ จากความคิดเห็นลูกค้าที่อยากให้มีรสชาติให้เลือกเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะต้องติดตามในตัวของรสชาติอื่นๆ ในอนาคตว่าจะเป็นรสชาติอะไร ซึ่งไม่หยุดพัฒนาต่ออย่างแน่นอน”
ความแน่วแน่ของ คุณน้ำตาล ในการมาทำงานด้านนี้ จึงไม่ใช่เพียงการทำธุรกิจแล้วประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นธุรกิจที่ช่วยผลักดัน ส่งเสริมในทุกๆ ภาคส่วนของการท่องเที่ยวไทยให้มีความทันสมัย และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยเธอตั้งใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ช่วยการท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างจริงจัง และพัฒนาต่อยอดชิ้นงานให้ดีมากยิ่งขึ้น
“เพราะแลนด์มาร์กของสถานที่ท่องเที่ยวในไทย มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาอยู่ไม่ขาดสายก็จริง แต่จุดขายยังเป็นความดั้งเดิม ที่ยังขาดสีสัน ในการพรีเซนต์แหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ให้ทันสมัย และดึงดูดผู้คนให้อยู่กับสถานที่นั้นๆ ให้นานกว่าเดิม ดังนั้นแล้วการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงมีส่วนช่วยในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แต่งแต้มสีสันให้มีจุดเด่น และน่าสนใจมากกว่าเดิมในยุคปัจจุบัน”
แชร์แนวทางใช้ Soft power ต่อยอดสินค้าอาหาร พัฒนาภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างได้ผล
ดังที่เกริ่นมาว่า การสร้างสรรค์ไอศกรีมลายกระเบื้องวัดอรุณฯ เป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการใช้ Soft power มาช่วยในการพัฒนาภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้ได้ เพราะนิยามของ ซอฟต์พาวเวอร์ (soft power) คือ การโน้มน้าวชาติเป้าหมายอย่างมียุทธวิธีแทนการบังคับโดยอาศัยทรัพยากร 3 ประการได้แก่ เสน่ห์ทางวัฒนธรรม ค่านิยมทางการเมืองและนโยบายต่างประเทศ ซึ่งไม่ขัดกับหลักความถูกต้อง หากชาติหนึ่งๆ สามารถเผยแพร่วัฒนธรรมและค่านิยมการเมืองให้เป็นที่น่าสนใจแก่นานาชาติ ด้วยเหตุนี้ซอฟต์พาวเวอร์จึงวิวัฒน์เป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัฒน์ซึ่งเน้นการค้าและพันธมิตรในเวทีระหว่างประเทศ
โดยล่าสุด นโยบายภาครัฐมีการวางแผนว่าจะใช้ Soft Power ในวงการการท่องเที่ยวของประเทศไทย ถือเป็น “เครื่องปรุง” เพิ่มประสบการณ์ท่องเที่ยว เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน โดยในปี 2566 ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้รวมทั้งตลาดในและต่างประเทศอยู่ที่ 2.38 ล้านล้านบาท ฟื้นตัว 80% จากปี 2562
ทั้งนี้ การใช้เอกลักษณ์ทางอาหารของไทย มาเป็นเหตุผลในการเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวในแบบ Gastronomy Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงอาหารมที่เมืองไทย จำเป็นต้องมีการสร้างสินค้าท่องเที่ยวตามแนวคิด BCG Model และมีการสร้างสตอรี่ให้อาหารนั้น ซึ่งทำได้หลายแนวทาง ดังนี้
สร้างจุดขายที่แตกต่าง เลือกจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวให้กันประเทศไทย (รสชาติเรื่องราว สรรพคุณ)
สร้างสรรค์เมนูอาหารที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสความนิยมบริโภคอาหารไทยที่เพิ่มขึ้น จะมีส่วนเพิ่มความต้องการผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรได้มากขึ้น
ขยายโอกาสไปยังร้านอาหารและเชฟท้องถิ่น ให้สร้างสรรค์เมนูที่มาจากแนวคิดของคนท้องถิ่นนั้นๆอย่างแท้จริง เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาลองกิน
พัฒนาและต่อยอดสร้างสรรค์เมนูอาหารที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น การชูจุดเด่นเรื่องอาหาร จึงเป็นการเสริมความเข้มแข็ง และเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในส่วนของปัญหาขยะจากอาหารที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากทำให้ผู้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการบริโภคอาหารที่ช่วยลดปัญหาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การส่งเสริม Gastronomy Tourism ของ ททท. ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้ครบถ้วนทั้ง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
เรียนรู้จากต้นแบบ Soft power สร้างพลังให้การพัฒนาประเทศไทยในแต่ละด้าน
ถอดรหัสความสำเร็จของ 6 ชาติทั่วโลก ที่เดินหน้ารันเศรษฐกิจประเทศด้วย นโยบาย Soft power
Soft Power อิทธิพลและอำนาจเชิงสร้างสรรค์เชิงบวก…ที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่า
Soft power ไทย เมื่อกระแสมาแล้ว อย่าให้จางหายไป ต่อยอดอย่างไรถึงจะสร้างมูลค่าได้















