ชวนหาคำตอบว่าเหตุใด “เดนมาร์ก” ประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรเพียง 5.8 ล้านคน ถึงมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จากการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโลกประจำปีนี้เผยแพร่โดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาการจัดการ (IMD) ประเมิน 64 ประเทศ (เขตเศรษฐกิจ) ตามตัวชี้วัดมากถึง 336 รายการ ใน 4 ปัจจัยกว้างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของรัฐบาล ประสิทธิภาพของธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน
จากอินโฟกราฟิกของ Statista ชี้ให้เห็นการจัดอันดับครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปและอเมริกาเหนือ ในขณะที่เหลือพื้นที่บางส่วนในอเมริกาใต้ เอเชีย ที่ไม่ได้รับการประเมิน และที่โดดเด่นที่สุดคือแอฟริกาซึ่งมีการประเมินเศรษฐกิจแอฟริกาเพียง 2 ประเทศในปีนี้ เช่นเดียวกับในปีที่ผ่านมา ยุโรปครองอันดับความสามารถในการแข่งขัน โดยกวาด 3 อันดับแรกเหนือตาราง และติด Top 10 ถึง 5 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสวีเดน ที่ครองอันดับ 1, 2, 3, 5 และ 8 ตามลำดับ
ใน 10 อันดับแรก สิงคโปร์ตกจากอันดับ 5 มาอยู่ที่ 4 เนเธอร์แลนด์ ขยับขึ้นมาหนึ่งอันดับมาอยู่ที่ 5 (จากอันดับ 6) ไต้หวัน ขยับหนึ่งอันดับ (ขึ้นมาอยู่ที่ 6 จาก 7) และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงตกไปอยู่อันดับ 7 (จากอันดับ 5) สหรัฐอเมริกาขยับขึ้นหนึ่งอันดับเป็นอันดับที่ 0 และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขยับขึ้นสองอันดับมาอยู่ที่ 10
ในขณะที่เอเชียยังมี 3 ประเทศ ที่ติด 10 อันดับแรก คือ สิงคโปร์ ไต้หวัน และฮ่องกง ไม่ใช่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่อย่างจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
“เดนมาร์กยังคงรั้งตำแหน่งที่ 1 ไว้ได้เช่นเดียวกับเมื่อปีที่ผ่านมาที่สามารถทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดได้เป็นครั้งแรกอย่างน่าจดจำ ส่วนไอร์แลนด์ก้าวกระโดดจากอันดับ 11 มาเป็นอันดับ 2 ได้อย่างน่าทึ่ง และสวิตเซอร์แลนด์รั้งอันดับ 3 หลังจากร่วงจากอันดับ 2 ในปี 2565 และเคยเป็นที่ 1 ในปี 2564 ซึ่งทั้ง 3 อันดับแรกในปี 2566 นี้เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็กที่ใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดและคู่ค้า เช่นเดียวกับสิงคโปร์ซึ่งอยู่ในอันดับ 4” รายงานนี้ระบุ
ศาสตราจารย์ Arturo Bris ผู้อำนวยการ World Competitiveness Center WC แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการวิจัย ว่า “ประเทศต่างๆ จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง เรากำลังเห็นผู้ชนะและผู้แพ้ในบริบทที่วิกฤตการณ์ต่างๆ ทับซ้อนกัน และโลกถูกแบ่งแยกมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างระบบเศรษฐกิจแบบกีดกันการค้าและเศรษฐกิจแบบเปิด”
ด้าน Christos Cabolis หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ WCC อธิบายว่า “การบริหารประเทศในสภาพแวดล้อมที่คาดเดาไม่ได้ในปัจจุบันต้องอาศัยความคล่องตัวและความสามารถในการปรับตัว ประเทศที่มีความเป็นเลิศกำลังสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น เช่น ไอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ และบาห์เรน รัฐบาลของพวกเขายังสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ทันท่วงที ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสิงคโปร์ ก็เป็นตัวอย่างสำคัญของเรื่องนี้เช่นกัน”
“ยุโรปเป็นเลิศในการจัดอันดับนี้ เช่นเดียวกับในปี 2565 โดยมี 5 ประเทศติด 10 อันดับแรก นอกเหนือจากการมีขนาดเล็กลงแล้ว ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดยังมีแนวโน้มที่จะมีสถาบันที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งความสามารถของประเทศในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประชาชนเป็นปัจจัยกำหนดความสำเร็จที่สำคัญนั้น ยังไม่ใช่สิ่งที่จีนทำได้ และไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐอเมริกาทำอย่างเต็มที่ด้วยซ้ำ” Bris อธิบาย
สำหรับ “เดนมาร์ก” ที่ยืนหนึ่งเหนือตารางได้ มาจากความสำเร็จในหลายปัจจัยหลัก โดยยังคงเป็นอันดับ 1 ในด้านประสิทธิภาพของธุรกิจและอันดับ 2 ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยประสิทธิภาพของรัฐบาลดีขึ้นเล็กน้อยเป็นอันดับ 5 (จากอันดับ 6) ในระดับปัจจัยย่อย มีการปรับปรุงในหลายด้านรวมถึงเศรษฐกิจภายในประเทศ การจ้างงาน และกรอบสังคม ตลอดจนยังคงอยู่ในระดับสูงสุดในด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพ และแนวทางการจัดการ
นอกจากนี้ เดนมาร์กยังแสดงความก้าวหน้าที่สำคัญในตัวชี้วัดหลายตัว ซึ่งรวมถึงการลงทุนโดยตรงที่ไหลเข้าเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP (อันดับ 21) การก่อตัวของทุนคงที่ขั้นต้นซึ่งเป็นการเติบโตที่แท้จริง (อันดับ 14) และการลงทุนในโทรคมนาคม (อันดับ 16) ไม่เพียงเท่านี้ เดนมาร์กยังปรับปรุงการกระจุกตัวของการส่งออกตามผลิตภัณฑ์ หรือกล่าวคือมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น (อันดับ 3) เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน (อันดับ 13) และการเติบโตของกำลังแรงงาน (อันดับ 24)
อย่างไรก็ตาม ผลการจัดอันดับนี้แสดงให้เห็นว่าเดนมาร์กมีปัจจัยประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจลดลง โดยลดลงจากอันดับที่ 13 เป็นอันดับที่ 15
เมื่อพิจารณาในภาพรวม จะพบว่า “เดนมาร์ก” มีปัจจัยต่างๆ ที่เกื้อหนุนให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลก ดังนี้
สถาบันที่แข็งแกร่ง เดนมาร์กมีระบบกฎหมายที่ใช้งานได้ดี มีธรรมาภิบาลที่โปร่งใส และการบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและเอื้ออำนวยต่อธุรกิจ
แรงงานที่มีทักษะ เดนมาร์กมีแรงงานที่มีการศึกษาสูงและมีทักษะสูง ประเทศนี้ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยมีระบบการศึกษาที่พัฒนาอย่างดีและมุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อเกิดประสิทธิผลและนวัตกรรม
โครงสร้างพื้นฐาน เดนมาร์กมีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดี ซึ่งรวมถึงเครือข่ายการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย และระบบสาธารณูปโภคที่เชื่อถือได้ โครงสร้างพื้นฐานนี้สนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่ราบรื่นและอำนวยความสะดวกทางการค้า

นวัตกรรมและการวิจัย เดนมาร์กลงทุนอย่างมากในการวิจัยและพัฒนา ส่งเสริมนวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และธุรกิจส่งเสริมนวัตกรรม นำไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่แข่งขันได้
สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อธุรกิจ เดนมาร์กมีสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อธุรกิจโดยมีระดับการคอร์รัปชั่นต่ำ ความสะดวกในการทำธุรกิจ และตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่น โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ
ความยั่งยืนและการริเริ่มสีเขียว เดนมาร์กให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความคิดริเริ่มสีเขียว จากการที่รัฐบาลเดนมาร์กมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 70% ใน 10 ปี ประเทศนี้จึงมีความก้าวหน้าอย่างมากในการผลิตพลังงานหมุนเวียนและการปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีส่วนช่วยในการแข่งขันในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสะอาดและแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน
คุณภาพชีวิต เดนมาร์กอยู่ในอันดับที่สูงอย่างต่อเนื่องในด้านดัชนีวัดคุณภาพชีวิต ปัจจัยต่างๆ เช่น ความมั่นคงทางสังคม การดูแลสุขภาพ การศึกษา และความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมีส่วนทำให้สภาพแวดล้อมในการทำงานและการใช้ชีวิตน่าอยู่ ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะให้มาใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่ประเทศนี้
นอกจากนี้ Bris กล่าวเพิ่มเติมถึงผลการจัดอันดับในปีนี้ว่า “ผลลัพธ์ที่ได้เน้นย้ำว่าประเทศต่างๆ ที่เปิดประเทศล่าช้า หลังจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 เริ่มเห็นการปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไร (เช่น ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย) ที่ผลการจัดอันดับที่ดีขึ้น ส่วนประเทศที่เปิดก่อนมีผลการจัดอันดับที่ลดลง (เช่น สวีเดนและฟินแลนด์)”
สำหรับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในปี 2566 นี้ ประเทศไทยมีลำดับดีขึ้นถึง 3 อันดับ จากอันดับที่ 33 ในปี 2565 มาอยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก และอยู่ในอันดับที่ 4 ของเอเชีย รองจากฮ่องกง
ทั้งนี้ IMD World Competitiveness Yearbook (WCY) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2532 เป็นรายงานประจำปีที่ครอบคลุมและเป็นจุดอ้างอิงทั่วโลกเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ให้การเปรียบเทียบและแนวโน้มตลอดจนสถิติและข้อมูลการสำรวจจากการวิจัยที่กว้างขวาง โดยวิเคราะห์และจัดอันดับประเทศต่างๆ ตามวิธีการจัดการความสามารถเพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าในระยะยาว ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไม่สามารถลดลงได้เฉพาะจีดีพีและผลิตภาพเท่านั้น เนื่องจากองค์กรต่างๆ ต้องรับมือกับมิติทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมด้วย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ สถาบัน และนโยบายที่ส่งเสริมการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนโดยองค์กรต่างๆ
การจัดอันดับความขีดสามารถในการแข่งขันโลกของ IMD เน้นย้ำถึงแนวโน้มระยะยาว นั่นคือประเทศที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของแต่ละปัจจัยนั้น พบว่าแต่ละประเทศนั้นจะมีแนวทางที่ไม่เหมือนใครในการแข่งขัน และการจัดอันดับนี้เป็นเครื่องมือที่มีค่าสำหรับการประเมินสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความแตกต่างอย่างมาก เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนระหว่างประเทศ และสำหรับการประเมินผลกระทบของนโยบายสาธารณะต่างๆ ให้รัฐบาล และเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพชีวิตในแต่ละประเทศที่ประเมิน
ที่มา :














