ปัญหาและทางออกจากสถานการณ์ความยากจนของไทย

ความยากจน เป็นปัญหาใหญ่ที่กัดกร่อนรากฐานความมั่นคงของสังคมไทยมายาวนาน และปัจจุบันนี้ข้อมูลคนจนจากระบบ TPMAP ณ วันที่ 3 ม.ค. 2565 บ่งชี้ว่ามีคนจนกระจายตัวอยู่ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมกัน 1,025,782 คน


ขณะที่คนจนในระบบข้อมูลครัวเรือนยากจน (Practical Poverty Provincial Connext-PPPConnext) ณ วันที่ 13 มิ.ย. 2566 พบว่ามีจำนวนคนจนในพื้นที่ 20 จังหวัดคือแม่ฮ่องสอน ลำปาง พิษณุโลก เลย สกลนคร มุกดาหาร ศรีสะเกษ นครราชสีมา อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ยโสธร บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยนาท พัทลุง ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมกันจำนวน 1,039,584 คน
ปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องแก้ไขให้ได้แบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ด้วยการสานพลังความรู้จากงานวิจัย เข้ากับพลังความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ-ชุมชน-เอกชน-สถาบันการศึกษา หรือแม้กระทั่งองค์กรทางศาสนา ภายใต้กลไกกระบวนการที่มีการออกแบบและขับเคลื่อนร่วมกัน
หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านวิจัยระดับพื้นที่ หรือ บพท. จึงเดินหน้าสานพลังความรู้ พลังภาคี บูรณาการความรู้ ประสบการณ์และความร่วมมือของพหุภาคี สกัดเป็นชุดความรู้ที่ใช้แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลและรัฐสภา ใช้กำหนดนโยบายและมาตรการแก้จนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ พาประชากรหลุดพ้นบ่วงความจน
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท.
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. สะท้อนภาพการบูรณาการความรู้เพื่อแก้ปัญหาความยากจนผ่านเครือข่ายพหุภาคีว่า หนึ่งในนั้นคือการจัดงานสัมมนา “สู้ชนะความจน บนฐานพลังความรู้ พลังภาคี” ซึ่งร่วมจัดกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2566 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว เป็นงานที่มุ่งบูรณาการความรู้ ประสบการณ์ ตลอดจนความร่วมมือจากพหุภาคี เพื่อพาประเทศออกจากหลุมดำของความยากจน และเพื่อตอบโจทย์วาระระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) 17 ประการ  ที่มีประเด็นเรื่องกำจัดความยากจน และกำจัดความหิวโหย รวมอยู่ด้วย
ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวต่อว่า ในงานสัมมนาพหุภาคีดังกล่าว มีการนำเสนอชุดข้อมูลสะท้อนปัญหาความยากจน ชุดความรู้โมเดลแก้จน ที่ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิผลการแก้ปัญหาความยากจนมาแล้วในพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัดครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศ และชุดประสบการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการแก้ปัญหาความยากจน รวมทั้งชุดมาตรการที่จะเป็นแนวทางขยายผลต่อยอดความร่วมมือ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน

ตลอด 1 วันของงานสัมมนาพหุภาคี มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ถึงพร้อมด้วยข้อมูล ความรู้และประสบการณ์แก้ปัญหาความยากจน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน อาทิ คุณกอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันทำหน้าที่ประธานสภานักธุรกิจตลาดทุนไทย ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และประธานสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน คุณเอ็นนู  ซื่อสุวรรณ กรรมการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น
“ความคาดหวังของการจัดสัมมนาพหุภาคีคือการที่ บพท.จะทำหน้าที่ประมวลข้อมูลความรู้ ประสบการณ์ ข้อคิดเห็น ตลอดจนข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ นักวิจัย ผู้บริหารภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ตลอดจนสื่อมวลชน พัฒนาเป็นชุดข้อมูลแก้ปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำที่สอดคล้องกับบริบทภูมินิเวศน์ และภูมิสังคม นำเสนอให้รัฐบาลและรัฐสภา สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย และแนวทางมาตรการแก้ปัญหาความยากจนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป” ผอ.บพท. กล่าว

ต้องยอมรับว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บพท.ดำเนินการงานด้านนี้อย่างต่อเนื่อง และถือว่าได้ผลดีในระดับน่าพอใจ พิสูจน์จากรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี 2566 หรือ Sustainable Development Report 2023 ขององค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ระบุ SDG Index ของไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 43 จากประเทศที่ได้รับการจัดอันดับทั้งหมด 166 ประเทศ ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 44 ในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผลคะแนน SDG Index ที่ 74.7 คะแนน ในปี 2566 ทำให้ไทยมีคะแนนการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 นับเป็นการตอกย้ำผลสัมฤทธิ์ที่รัฐบาลได้พยายามขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้ความยั่งยืนเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศ

โดย ยูเอ็น ได้จัดทำ Sustainable Development Report มาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อเป็นการรายงานประเมินความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDGs)ของประเทศสมาชิกยูเอ็นทั้ง 193 ประเทศ  ซึ่งในแต่ละปีจะมีการประเมินการพัฒนาตาม SDGs ทั้งหมด 17 ด้าน และประมวลผลเป็น SDG Index ของแต่ละประเทศ ประกอบด้วย
1.การขจัดความยากจน
2.การขจัดความหิวโหย
3.การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
4.การศึกษาที่มีคุณภาพ
5.ความเท่าเทียมทางเพศ
6.การเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขาภิบาลที่ดี
7.การมีพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
8.การมีงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
9.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมและอุตสาหกรรม
10.การลดความเหลื่อมล้ำ
11.การพัฒนาเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
12.การผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน
13.การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
14.การอนุรักษ์ทรัพยากรทะเล
15.การรักษาระบบนิเวศบนบก
16.การมีสังคมสงบสุข ยุติธรรมและมีสถาบันที่เข้มแข็ง
17.ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน