นอกจาก NASA จะเรียกประชุมเรื่อง UFO เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แล้ว NASA ยังให้เปลี่ยนชื่อเรียก UFO โดยมีการปรับคำว่า UFO ให้เป็นคำว่า UAP อีกด้วย
UFO ย่อมาจาก UFO ย่อมาจาก Unidentified Flying Object หมายถึง “วัตถุบินได้ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าคืออะไร”
คนไทยสมัยก่อน หรือการ์ตูนโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วรรณกรรมวิทยาศาสตร์หลายเรื่อง เรียก UFO ว่า “จานผี”
ในทางสากล คำว่า UFO ถูกใช้อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1953 โดย “กองทัพอากาศสหรัฐฯ”
ซึ่งขยายความ ว่า UFO หมายถึง “วัตถุบินได้ใดๆ โดยมีสมรรถภาพ ลักษณะเฉพาะทางอากาศพลศาสตร์ หรือคุณลักษณะไม่ปกติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่สอดคล้องกับอากาศยาน หรือขีปนาวุธที่ทราบกันแน่ชัด หรือหมายถึงไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ตามวัตถุที่คุ้นเคยได้”
นี่คือคำจำกัดความของ UFO ในอดีต
ตัดมาที่ปัจจุบัน แม้ “กองทัพอากาศสหรัฐฯ” จะเป็นผู้กำหนดนิยามคำว่า UFO แต่ดูเหมือนว่า “กองทัพเรือสหรัฐฯ” จะเป็นผู้ให้ศัพท์ใหม่ คือ UAP
ที่เป็นคำจำกัดความรวมๆ ซึ่งครอบคลุมกว่า UFO
เพราะ UAP ย่อมาจาก Unidentified Aerial Phenomena หมายถึง “ปรากฎการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุรายละเอียดได้”
การปรับเปลี่ยนชื่อเรียก UFO เป็น UAP มีมาตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 2017 ถึงปี ค.ศ. 2018 ซึ่งปรากฏ Video Clip จำนวน 2 ชิ้น ที่ผู้เผยแพร่อ้างว่า เป็นเหตุการณ์ซึ่งนักบินของกองทัพสหรัฐฯ ได้พบวัตถุลึกลับสีดำบนท้องฟ้า โดยวัตถุแปลกๆ ดังกล่าว สามารถเคลื่อนไหวได้เอง

ท่ามกลางบทสนทนาของนักบินที่รายงานยืนยันการพบปรากฏการณ์ลึกลับทางอากาศที่ยังระบุไม่ได้
เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ที่ทั้ง CNN และ Washington Post ต่างก็เคยรายงานความคืบหน้าของปรากฏการณ์ที่ว่า โดยมีคำชี้แจงจาก “กองทัพเรือสหรัฐฯ” ประกอบ
Joseph Gradisher Deputy Chief of Naval Operations for Information Dominance (N2/N6) ในฐานะ “โฆษกกองทัพเรือสหรัฐฯ” ระบุว่า ทาง “กองทัพเรือสหรัฐฯ” ได้รับรู้การมีอยู่ของ Video Clip แล้ว
“กองทัพเรือสหรัฐฯ ให้คำนิยามกับวัตถุแปลกๆ ใน Video Clip ดังกล่าวว่า Unidentified Aerial Phenomena หรือ UAP ที่หมายถึง ปรากฎการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุรายละเอียดได้” Joseph Gradisher กระชุ่น
กองทัพเรือสหรัฐฯ เลือกที่จะระบุว่า วัตถุที่อยู่ใน Video Clip เหล่านี้ เป็น Unidentified Aerial Phenomena โฆษกกองทัพเรือสหรัฐฯ Joseph Gradisher กล่าว และว่า
“ที่ผ่านมา ทางกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ให้นักบินคอยรายงานถึงการพบเห็นสิ่งแปลกๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติหน้าที่ หรือการซ้อมต่างๆ เป็นประจำอยู่แล้ว เพราะถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยปกป้องของนักบินของเรา”
อนึ่ง หลายปีที่ผ่านมา “กองทัพสหรัฐฯ” พยายามจะเปลี่ยนแนวคิดเรื่องความเชื่อใน UFO มาอย่างต่อเนื่อง โดยพวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า UFO แบบตรงๆ แต่เลือกใช้คำว่า UAP มากกว่า
ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ “กองทัพฯ” ร่วมกับทฤษฏีสมคบคิดต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมสหรัฐฯ นั่นเอง
เช่นเดียวกับ NASA ที่ก็มีการเปลี่ยนคำเรียกจาก UFO โดยปรับมาเป็น UAP เช่นกัน
โดยล่าสุด NASA ได้จัดการประชุมเพื่อเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ UFO ที่ถูกเปลี่ยนชื่อเรียกในปัจจุบันเป็น UAP ซึ่งถือเป็นการเข้าร่วมสมัชชา UFO/UAP แบบสาธารณะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์!
NASA (National Aeronautics and Space Administration) หรือ “องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ” ได้จัดการประชุมเรื่อง UFO/UAP เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา
นำโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศ จำนวน 16 คน หนึ่งในนั้นคือ Scott Kelly ผู้เคยมีประสบการณ์ใช้ชีวิตอยู่ในอวกาศนาน 1 ปี มาร่วมกันเปิดเผยข้อมูลผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์นานถึง 4 ชั่วโมงด้วยกัน

NASA ระบุว่า เป้าหมายในการประชุมสมัชชา UFO/UAP แบบสาธารณะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นี้ มีขึ้นเพื่อทบทวนข้อมูลที่ค้นพบเบื้องต้น ก่อนที่จะมีการเผยแพร่รายงานในปลายเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 2023
นำทีมโดย David Spergel นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ซึ่งระบุว่า เรายังต้องการข้อมูลที่สำคัญอีกมาก แม้ว่าหลายคนจะมองว่า เรื่อง UFO ไร้สาระก็ตาม
“บทบาทของผม และลูกทีม ไม่ใช่การไขปริศนาเกี่ยวกับ UFO แต่เป็นการจัดทำแผนงานเกี่ยวกับ UFO/UAP และมอบแผนงานดังกล่าวให้แก่ NASA เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเกี่ยวกับ UFO/UAP” David Spergel กล่าว และว่า
ความท้าทายที่สุดซึ่งทีมต้องเผชิญก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับ UFO ทั้งหมดที่เรามี ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เพราะส่วนใหญ่ล้วนเป็นการพบเห็นวัตถุที่เคลื่อนที่ได้แบบนอกเหนือขอบเขตเทคโนโลยีที่เรารู้จัก
“ปัญหาสำคัญก็คือ ปรากฎการณ์ต่างๆ และเหตุการณ์ค้นพบวัตถุลึกลับ ล้วนถูกบันทึกด้วยกล้อง หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับจับภาพวัตถุเหล่านี้โดยเฉพาะ” David Spergel กล่าว และว่า
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ “กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ” ได้ให้การส่งเสริม และสนับสนุน นักบินชาวอเมริกันให้จัดทำรายงาน การพบเห็นปรากฎการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุรายละเอียดได้
“รายงานส่วนใหญ่ถูกส่งเข้ามาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขณะที่บรรดานักบินพาณิชย์ของสายการบินต่างๆ ยังคงลังเลที่จะรายงานเรื่องนี้ เนื่องกังวลว่าจะถูกหลายคนมองว่าไร้สาระ” David Spergel สรุป
เกี่ยวกับกรณีนี้ ทางด้าน “กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ” ได้ระบุว่า ความพยายามล่าสุดของพวกเรา ได้นำไปสู่รายงานใหม่เกี่ยวกับปรากฎการณ์ลึกลับจำนวนหลายร้อยฉบับ ที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบในขณะนี้
“แม้ส่วนใหญ่ จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ปรากฎการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ก็ตาม ส่วนเรื่องการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวที่มีภูมิปัญญานั้น ก็ยังไม่ได้ถูกตัดออกไป แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังคงไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ให้เห็นถึงการถือกำเนิดของสิ่งมีชีวิตนอกโลกแต่อย่างใด” โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุ
ก่อนหน้านี้ หลายคนคงเคยผ่านตา “คำคม” ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ของ Arthur C. Clarke ก็คงเคยผ่านมาประโยคที่ว่า “The only way to discover the limits of the possible is to go beyond them into the impossible.”

ซึ่งสามารถแปลเร็วๆ ได้ว่า “วิธีเดียวที่จะค้นพบขีดจำกัดความเป็นไปได้ว่าอยู่ที่ใด ก็คือต้องไปให้เกินกว่านั้นจนถึงจุดที่เป็นไปไม่ได้”
นี่คือ “คำคม” ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ของ Arthur C. Clarke นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยชาวอังกฤษ มีผลงานโด่งดังจากเรื่อง 2001: A Space Odyssey และเป็นนำผู้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการใช้ดาวเทียมหลายดวงร่วมกันเพื่อระบุตำแหน่งบนพื้นโลก อันเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ GPS ในปัจจุบัน
อีกหนึ่ง “คำคม” ที่เกี่ยวข้องดาราศาสตร์ของ Arthur C. Clarke ซึ่งโด่งดังมากก็คือ “I’m sure the universe is full of intelligent life. It’s just been too intelligent to come here.”
ซึ่งสามารถถอดความได้ว่า “ผมมั่นใจว่าจักรวาลเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา มันแค่ฉลาดเกินกว่าจะมาที่นี่”
“คำคม” ที่สอดคล้องกันอีกอันหนึ่งของ Arthur C. Clarke ที่เป็น “คำคม” เกี่ยวกับดาราศาสตร์ ทั้งน่าเชื่อถือ และน่าตลกขบขันอยู่ในตัว เนื่องจากเป็นคำพูดของนักเขียนนิยาย Sci-Fi ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด
แต่กลับเสียดสี หรือ Satire มนุษย์ด้วยกันเอง นั่นคือ “The best proof that there’s intelligent life in outer space is the fact that it hasn’t come here.”
แปลเป็นไทยก็คือ “สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญานั้นมีอยู่ในจักรวาล พิสูจน์ได้จากการที่พวกมันไม่มาหาเราเลย”










