นักวิจัยไทย…ไปถึงฝัน (เสียที)

หลายคนมักตั้งคำถามว่า นักวิจัยทำไมไม่รวย ทั้งที่หลายคนคิดค้นนวัตกรรมดีๆ มากมาย เป็นเทคโนโลยีเชิงลึก ขณะที่หลายคนตัดสินใจออกไปตั้งบริษัทของตัวเอง แต่เมื่อต้องลงทุน กลับสะดุดเพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากสินค้าเหล่านั้นยังไม่เคยมีการผลิตในตลาด แบงก์จึงไม่กล้าเสี่ยง เพราะไม่แน่ว่าเมื่อผลิตออกมาแล้วจะได้รับการตอบรับหรือเปล่า ประกอบกับหลายเทคโนโลยียังเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง หรือ Deep Tech เลยอาจจะดูเหมือนความฝันนิดๆ


แต่ก็มีนวัตกรรมหลายชิ้นที่ไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุน ทว่าเมื่อผลิตเป็นสินค้ากลับไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค เนื่องจากนักวิจัยไม่มี Mindset การทำธุรกิจ ประกอบกับความที่เคยเป็นอาจารย์ นักวิชาการ ก็จะมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่คิดมานั้นสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่ได้วิเคราะห์ว่าลูกค้าต้องการอะไร แบบไหน ทำให้สินค้าขายไม่ได้ ขณะเดียวกัน การขอรับทุนวิจัยในอดีตมีเงื่อนไขกำหนดว่าเมื่อวิจัยจบแล้ว งานวิจัยชิ้นนั้นต้องเป็นลิขสิทธิของหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัย ทำให้นักวิจัยขาดแรงบันดาลใจในการนำงานวิจัยไปต่อยอด ทำให้งานวิจัยจำนวนถูกแขวนไว้บนหิ้ง

NSTDA Core Business

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องลิขสิทธิงานวิจัยนี้ มีเรื่องน่ายินดีที่เมื่อปีที่ผ่านมา “พระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม” ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 กฎหมายฉบับนี้ทำให้ผลงานวิจัยและพัฒนาที่หน่วยงานรัฐให้ทุนสนับสนุนกับผู้วิจัย ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย สถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ขอรับทุน ได้เป็นเจ้าของผลงานวิจัยนั้นๆ
พรบ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม คือ กฎหมายที่สนับสนุนให้ผู้รับทุนหรือนักวิจัยสามารถเป็นเจ้าของผลงานวิจัยที่ได้รับทุนจากหน่วยงานของรัฐได้ เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ หรือสาธารณประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมมากมายที่ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์มากเท่าที่ควร กฎหมายฉบับนี้จึงช่วยยกระดับงานวิจัยในสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยเพิ่มแรงจูงใจให้สถาบันวิจัยและนักวิจัย ผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ  ตอบโจทย์ความต้องการของภาคผลิตและบริการ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ซึ่งประชาชน เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ก็จะได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรมแล้ว เจ้าของมีหน้าที่ใช้ประโยชน์ภายใน 2 ปี (หรือระยะเวลาอื่นตามที่กำหนด) นับจากวันที่เป็นเจ้าของ หากไม่ใช้ภายใน 2 ปี ผู้ให้ทุนจะแจ้งเตือนก่อน หากต้องการใช้ประโยชน์ต่อไป เจ้าของผลงานอาจยื่นคำขอ และแสดงหลักฐานความพยายามการใช้ประโยชน์ต่อผู้ให้ทุน เพื่อขอขยายเวลาได้ตามสมควร เป็นโอกาสดีที่ผู้ได้รับทุนจะได้นำผลงานเหล่านั้น ไปต่อยอดจนเกิดธุรกิจนวัตกรรม ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่หากยังไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์อีก ผลงานวิจัยนั้นจะกลับมาเป็นของผู้ให้ทุน
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้วิจัยจะได้สิทธิการเป็นเจ้าของ แต่หากไม่มีความชำนาญในการทำธุรกิจ โอกาสที่ผลงานวิจัยชิ้นนั้นจะกลับไปสู่หน่วยงานให้ทุน หรือ ถูกน้ำขึ้นหิ้งเหมือนที่ผ่านมา เพราะสถาบันหรือหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัยก็ไม่รู้จะเอาไปลงทุนอย่างไร ด้วยเหตุนี้ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 จึงได้เห็นชอบหลักการร่างระเบียบสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ว่าด้วยการร่วมลงทุนในโครงการซึ่งนำผลงานวิจัยและนวัตกรรม ไปใช้ประโยชน์ พ.ศ. ….  สาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับ การร่วมลงทุนระหว่างหน่วยงานของรัฐ อาทิ สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย ที่มีภารกิจและวัตถุประสงค์หรือหน้าที่และอำนาจ ร่วมลงทุนกับเอกชน เกี่ยวกับการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เชิงสังคมหรือเชิงสาธารณประโยชน์ ด้วยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนหรือนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุน โดยการคัดเลือกเอกชนมาร่วมลงทุน แต่ต้องคัดเลือกจากเอกชนอย่างน้อย 3 ราย ที่เข้ายื่นข้อเสนอร่วมลงทุน ซึ่งหน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณาว่ามีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยยึดหลักเกณฑ์การคัดเลือก ด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรมกับเอกชนทุกรายที่เข้ายื่นข้อเสนอ
ทั้งนี้ การอนุมัติโครงการร่วมลงทุน ต้องพิจารณาความสอดคล้องของนโยบายการร่วมลงทุน ข้อเสนอและเงื่อนไขการร่วมลงทุน ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ แผนธุรกิจ แผนการจัดการความเสี่ยง รวมถึงความพร้อมของผู้ร่วมทุนและประสบการณ์ โดยหน่วยงานเจ้าของโครงการต้องจัดให้มีการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนที่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด หรือเป็นร่างสัญญา ที่เคยผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดด้วย
เท่ากับว่านับจากนี้ งานวิจัยทุกชิ้นจะถูกนำมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเต็มที่ ทั้งจากตัวผู้ทำการวิจัย หรือหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน เนื่องจากกฎหมายเปิดทางให้ทำได้ ผลักดันนักวิจัยไทยไปถึงฝั่งฝันเสียที