ภัยแล้ง & ปรากฏการณ์เอลนีโญ ความท้าทายเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2566

จากบทวิเคราะห์ล่าสุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่าหนึ่งความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปี 2566 คือ การที่ประเทศไทยและทั่วโลก กำลังเผชิญกับสภาวะโลกร้อน หรือ Climate Change ที่ส่งผลให้เกิด ปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา

และ ณ ขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องจนถึงเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ประเทศไทยกำลังจะเผชิญในอนาคตอันใกล้ คือ เรื่องของภัยแล้ง ที่อาจจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากข้อมูล ณ ขณะนี้ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ประสบกับสถานการณ์น้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้อย หรือน้อยจนเข้าขั้น ได้แก่ ภาคกลาง และภาคตะวันออก

โดยในเบื้องต้น มีการประเมินผลกระทบในขั้นแรก คาดว่าจะกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรอาจคิดเป็นมูลค่าราว 4.8 หมื่นล้านบาทในปี 2566 ส่วนผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม หลักๆ จะกระทบกับอุตสาหกรรมอโลหะ เช่น แก้ว กระเบื้อง และซีเมนต์
ขณะที่อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอีก 2 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรหรืออาหาร และอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งถ้าประเทศไทย เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรง รัฐบาลอาจจะต้องพิจารณาให้มีการลดกำลังการผลิตลง
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่อาจจะได้รับผลกระทบด้วย ได้แก่ อุตสาหกรรมบริการ เช่น กลุ่มโรงแรม และโรงพยาบาล เนื่องจากมีการใช้น้ำค่อนข้างมากในอุตสาหกรรมเหล่านี้ แต่อาจจะยังไม่ได้เป็น Baseline ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เพราะการประเมินความเสียหายส่วนใหญ่จะประเมินจากความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรเป็นหลัก และสำหรับปี 2567 ก็ยังต้องติดตามปริมาณการเก็บกักน้ำฝนในปีนี้ เพื่อใช้ประเมินเพิ่มเติมต่อไป

อัปเดต ปรากฏการณ์เอลนีโญ ระดับโลก

โดยล่าสุดองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ ดับเบิลยูเอ็มโอ (WMO) องค์กรหนึ่งของสหประชาชาติ เปิดเผยว่า WMO ได้ประมาณการว่า มีโอกาส ร้อยละ 60 ที่จะเกิดปรากฏการณ์ ‘เอลนีโญ’ ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมปีนี้ และมีโอกาสร้อยละ 80 ที่จะเกิดเอลนีโญภายในสิ้นเดือนกันยายน
เอลนีโญ เป็นรูปแบบสภาพภูมิอากาศที่มักจะเกี่ยวข้องกับการที่อุณหภูมิอากาศปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก รวมถึงความแห้งแล้งที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่บางส่วนของโลก และเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ส่วนอื่นของโลก โดยเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 2018-2019
และนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 เป็นต้นมา หรือ 3 ปี โลกเผชิญกับสภาวะอากาศที่เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ ‘ลานีญา’ เป็นระยะเวลายาวนาน และสิ้นสุดไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ภูมิอากาศมีสภาพเป็นกลาง

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และการเกิดเอลนีโญ จะทำให้อุณหภูมิโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกและอาจจะสูงทำลายสถิติก็เป็นไปได้
เพทเทรี ทาลัส เลขาธิการ WMO ระบุว่า โลกควรเตรียมพร้อมสำหรับการพัฒนาของปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับความร้อน ความแห้งแล้ง หรือปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นในส่วนต่างๆ ของโลก อาจนำมาซึ่งการทุเลาจากภัยแล้งในฮอร์น ออฟ แอฟริกา” (Horn of Africa) และผลกระทบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับลานีญา แต่ก็อาจกระตุ้นให้เกิดสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็น ในการริเริ่มคำเตือนล่วงหน้าเพื่อให้ผู้คนปลอดภัย

เผยแนวทางการรับมือ ภัยแล้ง และผลกระทบของ ปรากฏการณ์เอลนีโญ ในไทย

ด้าน กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 66 คาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูฝนของประเทศไทย พ.ศ. 2566 ระบุว่า ฤดูฝนของประเทศไทยปีนี้ คาดว่า จะเริ่มประมาณปลายสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม 2566 ซึ่งช้ากว่าปกติเล็กน้อย และจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 2566 โดยปริมาณฝนรวมของทั้งประเทศในช่วงฤดูฝนปีนี้ จะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติเล็กน้อย ประมาณร้อยละ 5 และน้อยกว่าปีที่แล้ว (โดยปีที่แล้วในช่วงฤดูฝนปริมาณฝนรวมมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติร้อยละ 14 และปริมาณฝนรวมทั้งปีมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ร้อยละ 24)
โดยทั้งในช่วงครึ่งแรกของฤดูฝน ตั้งแต่เริ่มต้นเดือนกรกฎาคม และช่วงครึ่งหลังฤดูฝน เดือนสิงหาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ปริมาณฝนรวมส่วนใหญ่จะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณร้อยละ 5
แต่จะมีฝนทิ้งช่วง ในช่วงเดือนมิถุนายน – กลางเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้ปริมาณและการกระจายของฝนมีน้อย ทำให้พื้นที่แล้งซ้ำซาก บริเวณนอกเขตชลประทานอาจจะเกิดการขาดแคลนน้ำใช้สำหรับทำการเกษตรได้ในหลายพื้นที่
ในช่วงครึ่งหลังของฤดูฝนนั้น จะเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกหนาแน่นที่สุด และมีโอกาสที่จะเกิดพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านบริเวณประเทศไทย ซึ่งจะทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งได้

ขณะที่ ในบางช่วงนั้น จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันหลายวัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน ส่วนพายุหมุนเขตร้อนที่จะเคลื่อนผ่านประเทศไทยนั้น จะมีลักษณะเป็นพายุลมแรง มีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่
ส่วน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังรายงานข้อมูลภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2566 และแนวโน้มปี 2566 โดยแจ้งว่า “เอลนีโญ” จะเป็นหนึ่งในข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้
นอกจากนี้ สศช. ยังอ้างอิงข้อมูลจาก National eather Service; Climate Prediction Centre (NOAA) ได้คาดการณ์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ ENSO หรือ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรและความผัน แปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ มีโอกาส 62% ที่จะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 ถึงเดือนกรกฎาคม 2566 ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือนธันวาคม 2566 ถึงกุมภาพันธ์ 2567
สศช. ระบุว่า ภายใต้การคาดการณ์แนวโน้มการเข้าสู่สภาวะเอลนีโญนั้น ประเทศไทย จึงควรเตรียมความพร้อมโดยการเฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และดำเนินมาตรการบริหารจัดการเพื่อรองรับสถานการณ์อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
โดยเฉพาะแนวทางการจัดสรรทรัพยากรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน การหาแหล่งน้ำสำรอง และการเตรียมความพร้อมของเครื่องจักรให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน ควบคู่ไปกับการดูแลผลผลิตภาคเกษตรที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตและคุณภาพสินค้า จนทำให้รายได้เกษตรลดลง รวมทั้งการให้ความสำคัญกับปัญหาต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตรที่ยังอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ สศช. ยังแนะนำประเด็นในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2566 ควรให้ความสำคัญกับการดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมมาตรการรองรับผลผลิตสินค้าเกษตรที่จะออกสู่ตลาดในช่วงฤดูเพาะปลูก 2566/2567 อีกด้วย

แชร์แนวทางจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม

เมื่อยุโรปเดินหน้าออกกฎหมายตอบโจทย์ Circular Economy กำหนดให้สมาร์ทโฟนทุกรุ่นจะต้องมีแบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้ภายในปี 2570

ไฮโดรเจนสีเขียว ทางเลือกสิ่งแวดล้อมยุคใหม่

จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน หลากหลายวิธีกำจัดคาร์บอนให้โลก