ชวนสัมผัสพลังบวกของ Ohitorisama เทรนด์การใช้ชีวิตแบบ “ตัวคนเดียว” ที่ไม่ได้แปลกหรือแย่อย่างที่คิด

ในโลกที่ผู้คนมาเจอหน้าเจอตา มีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง และพูดคุยสื่อสารกันทางสื่อโซเชียลมีเดียหรือสื่อออนไลน์กันมากขึ้นก็ดี หรือการเกิดขึ้นของโรคระบาดหยุดโลกอย่าง โควิด-19 ทำให้คนเราต้องอยู่กันแบบเว้นระยะห่างกันมากขึ้น หรืออีกหลากหลายปัจจัยในโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกวัน

เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลให้คนรุ่นใหม่เลือกที่จะอยู่กับตัวเองมากขึ้น ไปไหนมาไหนคนเดียว เที่ยวคนเดียว กินข้าวคนเดียว ไปคาราโอเกะคนเดียว ไปคอนเสิร์ตคนเดียว ทำทุกแบบโซโล่เดี่ยว ซึ่งจริงๆ มันเป็นเรื่องที่ใครหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องแปลก แต่ในตอนนี้พฤติกรรมที่กล่าวมานี้กลับกลายเป็นเทรนด์ ที่มีคำนิยามเพื่อจำกัดความกลุ่มคนเหล่านี้ว่า เป็นพวก Super Solo หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกกันว่า Ohitorisama (おひとりさま)
Ohitorisama (おひとりさま) โอฮิโตริซามะ Ohitorisama เป็นคำภาษาญี่ปุ่นมาเลย ที่มาจากคำว่า Hitori หรือ ひとり (一人) แปลว่า 1 คน, คนเดียว Sama หรือ さま (様) แปลว่า ท่าน, คุณ Ohitorisama (おひとりさま) จึงมีความหมายตรงตัวเลยแปลได้ประมาณว่า “คุณคนที่อยู่คนเดียว”

รู้กันก่อน Ohitorisama หมายถึงการใช้ชีวิตคนเดียวในแง่ใดบ้าง

Ohitorisama เป็นเทรนด์การใช้ชีวิตที่เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วในญี่ปุ่นและเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยเกิดจากการที่คนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่น เริ่มที่จะมีการใช้ชีวิตแบบ “ตัวคนเดียว” มากขึ้นโดยไม่แคร์สายตาใคร
โดยการใช้ชีวิตแบบ “ตัวคนเดียว” ที่ว่านี้หมายถึง การไปคาเฟ่คนเดียว กินข้าวคนเดียว กินปิ้งย่างคนเดียว ดูหนังคนเดียว ร้องคาราโอเกะคนเดียว ไปสวนสนุกคนเดียว ไปแคมป์ปิ้งคนเดียว หรือถ้าเป็นการใช้ชีวิตแบบ โอฮิโตริซามะ เต็มขั้น ที่ญี่ปุ่นก็มีบริการแต่งงานคนเดียวแล้ว ซึ่งในภายหลังเป็นการกระทำที่สุดโต่งมากเกินไปจึงได้ยกเลิกไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ดี การเกิดเทรนด์ โอฮิโตริซามะ ขึ้นในประเทศญี่ปุ่น นับว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจไม่น้อย เพราะต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องการมีสังคมที่ค่อนข้างรวมกลุ่มเป็นอย่างมาก ฉะนั้นในสังคมญี่ปุ่นจะไม่ค่อยเห็นใคร โดยเฉพาะผู้หญิง แยกตัวออกมารับประทานข้าวในร้านอาหารหรือทำอะไรคนเดียวซักเท่าไร การทำอะไรคนเดียว อย่าง การกินข้าวคนเดียว หรือทำกิจกรรมอะไรคนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียว จึงเป็นเรื่องที่ชาวญี่ปุ่นมองว่าแปลก

ใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียว

แต่อย่างไรก็ดี ด้วยโลกยุคนี้ที่เปลี่ยนไปแล้ว ปัจจุบันคนที่เป็นโสดต้องใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวนั้นมีจำนวนมาก เทรนด์นี้จึงเกิดขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะเป็นการทลายกรอบทัศนคติ การใช้ชีวิต ของชาวญี่ปุ่นแล้ว ยังแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรมสังคมญี่ปุ่นในแง่ของชีวิต คุณค่า และบทบาท ของผู้หญิงญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราเรียกกันว่า “พื้นที่ส่วนตัว” ด้วย
ที่ผ่านมา เมื่อเกิดเทรนด์การใช้ชีวิต โอฮิโตริซามะ ขึ้น ทำให้เกิดคำถามขึ้นในสังคมญี่ปุ่นด้วยว่า ใครก็ตามที่ใช้ชีวิตตามเทรนด์นี้เป็นคนแปลกไหม? โดยมีบทความหนึ่งได้ตอบคำถามนี้ด้วยการตั้งคำถามต่อไปก่อนว่าที่ว่าแปลกไหม? ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคำถามนี้เราถามใคร?
“ถ้าเป็นคำถามที่เราถามคนอื่นว่าเขาจะเห็นว่าเราแปลกมั้ย อันนี้คิดว่าตราบใดที่เราไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการคุกคามชาวบ้าน ก็คงไม่มีใครมาสนใจ เพราะฉะนั้นอยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ”
“ส่วนถ้าเป็นคำถามที่เราถามตัวเอง ขอตอบเลยว่า Ohitorisama ไม่ได้เป็นสิ่งที่แปลก และไม่ได้เกิดแค่กับกลุ่มคนโสดหรือพวกไม่ชอบเข้าสังคม (Introvert) เท่านั้น แต่กับคนที่ชอบเข้าสังคม (Extrovert) คนทั่วไป คนที่มีคู่หรือมีครอบครัวแล้วก็สามารถที่จะมีโมเมนต์ โอฮิโตริซามะ หรือความต้องการความเป็นส่วนตัวได้กันทั้งนั้น”
ใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียว
ทั้งนี้ เชื่อว่า ก่อนหน้าจะเกิดเทรนด์ โอฮิโตริซามะ หลายคนอาจเคยได้ยิน Hikikomori ฮิกิโกโมริ ซึ่งเป็นภาวะหรืออาการที่ถอนตัวจากสังคม แยกตัวออกมาจากสังคม เพื่อแสวงหาความโดดเดี่ยวและกักตัวเองอย่างสุดโต่ง โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนี้อาจเกิดขึ้นเนื่องจากเหตุส่วนบุคคลและเรื่องราวทางสังคมที่บุคคลนั้นๆ ประสบมา เช่น ความผิดปรกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง หรือความอับอายอย่างแรง, อาการกลัวการเข้าสังคม, อาการกลัวที่โล่งหรือที่ชุมชน, อาการกลัวความล้มเหลว เป็นต้น
จนมาในตอนนี้อาจตั้งคำถามว่า แล้ว Hikikomori ฮิกิโกโมริ กับ โอฮิโตริซามะ ต่างกันอย่างไร? ต่อคำถามนี้มีคำตอบชัดเจนว่า
“Hikikomori (引きこもり) หมายถึงคนที่ชอบแยกตัวออกจากสังคมขั้นสุด ซึ่งจะเป็นในลักษณะของอุปนิสัยส่วนตัวมากกว่า และมีความหมายค่อนข้างเป็นไปในเชิงลบ ในขณะที่ โอฮิโตริซามะ เป็นวิธีการใช้ชีวิต ซึ่งสามารถเกิดได้กับทุกคน ทั้งคนที่เป็น Introvert หรือ Extrovert ไม่ได้มีข้อเสียอย่าง ฮิกิโกโมริ”

แชร์ด้านบวกของ Ohitorisama โอฮิโตริซามะ เทรนด์การใช้ชีวิตที่ทำให้รักตัวเองและรู้จักตัวเองมากขึ้น

จากบทความที่เผยแพร่ใน Facebook : Bluzone ได้ชี้ให้เห็นข้อดีหรือแง่บวกของเทรนด์การใช้ชีวิตแบบ โอฮิโตริซามะ ที่เราสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากจนเกินไป ดังนี้

ใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียว

  • Ohitorisama การฟังเสียงในใจตน
การต้องอยู่คนเดียวทำอะไรหลายอย่างคนเดียว จะด้วยความเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีมันต้องมีรู้สึกเหงากันบ้าง แต่ถ้าเราจับเอาความเหงามาวางพักไว้ข้างๆ ก่อน แล้วลองเปิดสมองเปิดใจ เพื่อที่จะได้ยินเสียงที่แท้จริงของตัวเอง ทำความเข้าใจแล้วเก็บมันเอาไว้ให้กลายเป็นพลังด้านบวกของเราได้น่าจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย
  • เข้าใจตัวตน
ข้อดีที่ชัดที่สุดของการได้อยู่คนเดียว คือ การได้สำรวจความชอบไม่ชอบของตัวเอง เช่น เวลาพักเที่ยงเรามักลงไปกินอาหารกับเพื่อร่วมงานเป็นกลุ่ม เพื่อนกินร้านไหนกัน เราก็มักจะกินร้านนั้น เพราะจะได้นั่งกินกันเป็นกลุ่ม ได้พูดคุยไปด้วย แต่ถ้าเราลองลงไปกินอาหารคนเดียว เราอาจได้กินอาหารที่เราอยากกินจริงๆ เมื่อเราได้กินอาหารที่อร่อยและอยากกินจริงๆ ก็ย่อมมีความสุข มีพลังในการไปทำงานในช่วงบ่ายต่อไปก็ได้ ซึ่งการที่เราได้มีโอกาสเข้าใจถึงความชอบ ความไม่ชอบ จุดแข็ง จุดอ่อน ของตัวเองนี้ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบในชีวิต ที่สามารถพัฒนาไปสู่การเติบโตและการตระหนักรู้ตนเองที่เพิ่มขึ้นด้วย

  • ฝึกสมาธิเพิ่มสติ
การที่เราได้อยู่ในพื้นที่ส่วนตัว อยู่กับตัวเอง นอกจากเราจะได้ทำความเข้าใจตัวเองแล้ว ยังเป็นโอกาสอันดีในการเพิ่มสติสร้างสมาธิ มองเห็นความสำคัญและมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น
  • อิสระเสรีพร้อมเพิ่มทักษะการพึ่งพาตนเอง
การที่เราได้อยู่คนเดียว แน่นอนว่าเราจะได้สัมผัสกับความรู้สึกอิสระเสรี อยากจะทำอะไรก็ได้ทำ หรือแม้จะไม่อยากทำอะไรเลยก็ย่อมได้เช่นกัน ความอิสระเสรีนี้ยังทำให้เรารู้จักที่จะพึงพาตนเองมากขึ้น ซึ่งส่งผลถึงการเพิ่มความนับถือตนเอง การเห็นความสำคัญและช่วยเสริมความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วย นอกจากนั้นเมื่อเราได้ทำเฉพาะในสิ่งที่อยากทำ ไม่มีอะไรต้องฝืน สุขภาพกายก็จะสบาย ส่งผลต่อถึงสุขภาพจิตใจที่ดีขึ้นตามลำดับ

  • ลดแรงกดดันทางสังคม
การที่เราให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัวของตนเอง จะช่วยสร้างเกราะป้องกันแรงกดดันจากสังคมภายนอกได้แน่นอน แม้ว่าสังคมภายนอกจะมีปัญหาความคาดหวังบรรทัดฐานชิงดีชิงเด่นอะไร เราก็พร้อมจะวางเฉย อยู่ในพื้นที่ตัวเอง ใช้เวลาในการพัฒนาตนเองแบบลอยตัวเหนือความกดดันใดๆ
  • ลดความเครียด ความวิตกกังวล
เมื่อเราไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญกับแรงกดดันทางสังคมภายนอกแล้วนั้น ความเครียดเหรอความวิตกกังวลที่เคยเกิดขึ้นก็ลดลงได้

ไม่ตกเทรนด์ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆในยุคนี้

ส่อง Soft Power เกาหลีใต้ หันมอง Soft Power ไทย แค่กระแสหรือครองตลาดโลก

ไอศกรีมลายกระเบื้องวัดอรุณฯ ตัวอย่างการครีเอท Soft power ด้านอาหาร สร้างสีสันให้การท่องเที่ยวไทย

วัฒนธรรมไทยก้าวสู่โลกเมตาเวิร์ส