มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จิ้มไทยฐานผลิตรถยนต์ไฮบริดนอกประเทศแห่งแรก
มีรายงานข่าวว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์สในไทยจะผลิตรถไฮบริดรุ่น เอ็กซ์แพนเดอร์ (X PANDER) ซึ่งเป็นรถรุ่นสำคัญที่คิดเป็นสัดส่วน 10% ของยอดขายทั้งหมด วางขายทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายในตลาดเกิดใหม่ นับเป็นครั้งแรกที่มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ผลิตรถยนต์ไฮบริดในต่างประเทศ โดยมีแผนจะเริ่มผลิตรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทยช่วงต้นปีหน้า โดยบริษัทคาดการณ์ว่ารถยนต์ประเภทดังกล่าวจะมีอุปสงค์ในระดับสูงอย่างน้อย 10 ปี เนื่องจากผู้บริโภคจำนวนมากยังต้องการเวลาตัดสินใจในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เหตุเพราะยังมีราคาแพงและสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ตลาดอาเซียนถือว่ามีความสำคัญสำหรับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์สทำรายได้รวมได้ 3.071 แสนล้านเยน ซึ่งยอดขายประมาณ 70% มาจากตลาดอาเซียน
นักวิจัยสถาบันฯซินโครตรอนคว้า Bronze Award จากผลงานเปลี่ยนขยะเป็น “กราฟีน”
ดร.ศรายุทธ ตั้นมี หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า ผลงานเปลี่ยนขยะเป็นกราฟีนมูลค่าสูง ผลงานวิจัยของ ดร.พัฒนพงศ์ จันทร์พวง หัวหน้าฝ่ายพัฒนาเทคนิคและวิศวกรรม ได้รับ Bronze Award จากงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2566 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผลงานดังกล่าวเป็นงานวิจัยที่นำขยะมาผลิตเป็นกราฟีน ด้วยระบบสังเคราะห์กราฟีนให้ความร้อนฉับพลัน โดยเลือกขยะที่มีไฮโดรคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น ขวดน้ำเกลือ ขวดพลาสติก ยางรถยนต์ กาบมะพร้าว ซังข้าวโพด เป็นต้น ช่วยลดการเผาขยะชีวมวล ช่วยจัดการขยะ และหมุนเวียนคาร์บอนกลับมาใช้ประโยชน์ เช่น นำกราฟีนไปผสมคอนกรีตเพื่อเพิ่มความแข็งแรง สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ช่วยลดปัญหาโลกร้อน และนับเป็นการเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นวัสดุแห่งอนาคตที่มีมูลค่าสูงได้ เป็นหนึ่งในผลงานวิจัยบนฐานแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ที่สถาบันฯ ส่งเข้าร่วมจัดแสดงภายในงานมหกรรมวิจัยฯ ปีนี้ และยังมีตัวอย่างผลงานอื่นๆ อีก เช่น การพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟอราบิก้าไทยด้วยแสงซินโครตรอน การพัฒนาแก้วเพื่อเป็นวัสดุสำหรับแบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาฟิล์มคาร์บอนเสมือนเพชรเพื่อบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
แจง 4 วิชา “พระพุทธศาสนา – หน้าที่พลเมือง – ศีลธรรม – ประวัติศาสตร์ชาติไทย” ยังมีการเรียนการสอน
เพจไทยคู่ฟ้า ระบุ จากประเด็นของสังคมที่มีการตั้งคำถาม เรื่องการเรียนการสอนใน 4 วิชา คือ พระพุทธศาสนา, หน้าที่พลเมือง, ศีลธรรม และ ประวัติศาสตร์ชาติไทย ว่ายังมีการเรียนการสอนหรือไม่นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เผยว่า ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ป.1- ม.6) มาตั้งแต่ปี 51 จนถึงปัจจุบัน และได้ปรับปรุงตัวชี้วัดปี 60 ซึ่งเนื้อหาคงเดิม แต่ปรับความสอดคล้องในกลุ่มสาระฯ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยในปี 52 ได้จัดให้ “วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาพื้นฐาน” และยังกำหนดให้มีการจัดการเรียนการสอน สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ส่วนการกำหนดเวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย ระดับชั้น ป.1-6 จำนวน 120 ชั่วโมงต่อปี ระดับชั้น ม.1-3 จำนวน 160 ชั่วโมงต่อปี ระดับชั้น ม.4-6 จำนวน 320 ชั่วโมงต่อปี ต่อมาในปี 65 ได้มีการประกาศ “จุดเน้น 8+1” คือ การจัดการเรียนการสอน 8 กลุ่มสาระฯ และ 1 รายวิชาประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน มุ่งเน้นวิธีสอนให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์ ผ่านการจัดกิจกรรมและสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายผ่านเทคโนโลยี เน้นการใช้แหล่งการเรียนรู้ในชุมชน เป็นการปรับกิจกรรมเพิ่มเติมให้มีความน่าสนใจ ดำเนินการบูรณาการการเรียนการสอน กับแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ แหล่งเรียนรู้ชุมชน ร่วมกับเครือข่าย บ้าน วัด โรงเรียน ปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้นักเรียนได้ตระหนัก ได้คิด และลงมือปฏิบัติ จนเกิดความภาคภูมิใจ เห็นคุณค่า ตลอดจนสามารถเพิ่มมูลค่าสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นของตนเอง ย้ำว่า 4 รายวิชาข้างต้น ไม่ได้หายไปจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของกระทรวงศึกษาธิการแต่อย่างใด
ททท. เฟ้นหาสุดยอดฝีมือผัดกะเพราชิงแชมป์ประเทศไทย ดันสู่เมนูระดับโลก
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีศักยภาพสูงในการสร้างมูลค่าและสร้างรายได้เชื่อมโยงสู่ระดับชุมชน โดยได้ดึงเมนู “ผัดกะเพรา” ซึ่งเป็นอาหารจานด่วน เป็นอาหารไทยที่เป็นมรดกทางภูมิปัญญา เพื่อสะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนไทยที่มีมาแต่โบราณ มาเป็นแนวคิดในการจัดงาน ทั้งนี้ ททท. ได้กำหนดจัดงาน “World Kaphrao Thailand Grand Prix 2023” ระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2566 ณ บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม (หัวลำโพง) กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “The Greatest Kaphrao on Earth” ที่สุดของกะเพราในโลกนี้ที่จะนำเสนอเรื่องราวและวัฒนธรรมของเมนูผัดกะเพราทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและเหล่าผู้ที่ชื่นชอบการกิน (Foodies) ได้ลิ้มลองรสชาติความอร่อยของเมนูกะเพราที่หลากหลาย และได้รักษาเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และมาตรฐานของภูมิปัญญาอาหารไทย รวมถึงให้ผู้ประกอบการสามารถนำสูตรอาหารไปสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเผยแพร่เมนูกะเพราให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับโลก ไฮไลท์สำคัญคือการจัดกิจกรรม “Pad Kaphrao Thailand Championship” แข่งผัดกะเพราชิงแชมป์ประเทศไทย กำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันใช้วัตถุดิบในการปรุงจากในประเทศและเน้นวัตถุดิบท้องถิ่นไม่ต่ำกว่า 50% รวมถึงต้องมีการตกแต่งจานอาหารที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นไทยและตั้งชื่อเมนูอาหารให้สอดคล้องและสร้างสรรค์ โดยจะแบ่งรอบการแข่งขันเป็นระดับภูมิภาค เพื่อคัดเลือกผู้ชนะจาก 5 ภูมิภาค และ 1 พื้นที่ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพฯ จากนั้น นำผู้ชนะมาแข่งขันกันต่อในรอบสุดท้ายภายในงาน “World Kaphrao Thailand Grand Prix 2023” โดยผู้ชนะการแข่งขันจะได้รับเงินรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท
เซี่ยงไฮ้เปิด ‘ตึกออฟฟิศ’ ใช้พลังงานเป็นศูนย์ ติดแผงโซลาร์-สมองกลอัจฉริยะ


















