Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.232

ญี่ปุ่นลงทุนในไทย 7 เดือนเฉียด 2 หมื่นล้าน จีนเน้นบิ๊กโปรเจ็กต์

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (นายทศพล ทังสุบุตร) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผย ช่วง 7 เดือนปี 2566 (มกราคม – กรกฎาคม) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 377 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 122 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 255 ราย เม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 58,950 ล้านบาท จ้างงานคนไทย 3,594 คน ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น 84 ราย (ร้อยละ 22) เงินลงทุน 19,893 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 67 ราย (ร้อยละ 18) เงินลงทุน 3,044 ล้านบาท สิงคโปร์ 61 ราย (ร้อยละ 16) เงินลงทุน 12,925 ล้านบาท จีน 28 ราย (ร้อยละ 7) เงินลงทุน 11,663 ล้านบาท และเยอรมนี 16 ราย (ร้อยละ 4) เงินลงทุน 1,298 ล้านบาท

สกพอ. ดันสินค้าชุมชนต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบอีอีซี ผ่านตราสัญลักษณ์ EEC Select

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบ (EEC Select) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกสินค้าและผลิตภัณฑ์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ก่อนรับรองให้เป็น “ผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบ (EEC Select)” ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะส่งเสริมคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เหมาะสมในการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ดังกล่าว ในหลากหลายมิติ รวมถึงการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย และพัฒนาเครือข่ายให้แก่ผู้ประกอบการ ตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับประเภทผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้ารับการคัดเลือกเพื่อรับรอง EEC Select จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท อาหาร (Food) หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร (Non Food) จากเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ผลิตขึ้นในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง สะท้อนความโดดเด่นของพื้นที่ อีอีซี และเป็นไปตามนโยบายการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณากำหนด 5 ด้าน ได้แก่ ด้านปัจจัยการผลิต ด้านกระบวนการผลิต ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการตลาด และ ด้านการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน ซึ่งหลักเกณฑ์ทั้ง 5 นี้ จะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนผลิตตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของผลิตภัณฑ์ที่เข้ารับการคัดเลือกในหลากหลายมิติ และจะเป็นตัวแทนในการเล่าเรื่องราวการพัฒนาพื้นที่และชุมชนใน อีอีซี ที่พรั่งพร้อมไปด้วยวัตถุดิบในการผลิต บุคคลากร และสามารถเชื่อมโยงประโยชน์ระหว่างการส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

มทร.ธัญบุรี รออนุมัติออกนอกระบบ ก้าวสู่ความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี
รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการผลักดัน มทร.ธัญบุรี ออกสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อส่งร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ… ไปยังคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในลำดับต่อไป ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ มทร.ธัญบุรีได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมที่จะออกเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับขอรัฐนั้น มหาวิทยาลัยได้มีการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ….ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอแนะ จนขณะนี้มีความสมบูรณ์แบบเป็นอย่างมาก เป็นพระราชบัญญัติที่ตอบรับต่อการที่จะผลักดันให้ มทร.ธัญบุรี เป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยหลังจาก มทร.ธัญบุรีออกสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว เชื่อว่าทุกภาคส่วนของมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา อาจารย์ บุคลากรจะได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะการดำเนินการของ มทร.ธัญบุรี ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มหาวิทยาลัยในกลุ่มที่ 2 กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม จะมีความสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎระเบียบต่างๆ ที่เคยทำให้การดำเนินงานไม่สะดวก ไม่สอดคล้องกับการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมก็จะถูกปรับปรุงแก้ไขใหม่ ซึ่ง มทร.ธัญบุรี ได้มีการศึกษารายละเอียดการออกเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จากมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ที่ได้ดำเนินการออกไปก่อนหน้านี้มาใช้เป็นต้นแบบ ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นต้น ซึ่งทำให้ มทร.ธัญบุรี สามารถที่จะมุ่งเน้นไปสู่ความเป็นเลิศในศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ  นอกจากนี้ การออกนอกระบบจะทำให้งานวิจัย การสร้างนวัตกรรม นำมาขยายผลสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น เป็นโอกาสที่ดีและความท้าทายก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัย ทำให้การทำงานมีเป้าหมายและสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้ ที่สำคัญทำให้เกิดการใช้องค์ความรู้เพื่อสร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนา มทร.ธัญบุรีในอนาคต

JAXA เลือก 3 ไอเดียเด็กไทย นำไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ

www.facebook.com
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยข่าวดี องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น ประกาศผลการจัดแข่งขันโครงการ “Asian Try Zero-G 2023” ซึ่งเยาวชนไทยได้รับคัดเลือกแนวคิดการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ จำนวน 3 เรื่อง คือ 1. การทดลองเรื่อง “ก้อนน้ำทรงกลมกับแรงไฟฟ้า” ที่มาจากความสงสัยว่าแรงทางไฟฟ้าจะส่งผลอย่างไรต่อลูกบอลน้ำในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ เสนอโดย นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ นักเรียนชั้น ม.5 ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย 2. การทดลองเรื่อง “การศึกษาการเคลื่อนที่แบบวงกลมของลูกบอลสองลูกบนเส้นเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ” ที่ทดลองว่าจะมีการเคลื่อนที่แตกต่างจากบนพื้นโลกอย่างไร เสนอโดย นายณัฐภูมิ กูลเรือน นายจิรทีปต์ มะจันทร์ น.ส. ฟ้าใหม่ คงกฤตยานุกุล และนายภูมิพัฒน์ รัตนวัฒน์ นักเรียนชั้น ม. 5 ร.ร.ยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ 3. การทดลองเรื่อง “การออกกำลังกายท่าดาวทะเลภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ” เป็นการออกแบบท่าการออกกำลังกายให้นักบินอวกาศสามารถออกแรงต้านภายใต้สภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้ เสนอโดย น.ส.วรรณวลี จันทร์งามและ น.ส.พุทธิมา ประกอบชาติ นักเรียนระดับชั้น ม. 6 ร.ร.ระยองวิทยาคม จ.ระยอง ซึ่งแนวคิดทั้ง 3 เรื่องนี้ นายซาโตชิ ฟุรุคาวะ นักบินอวกาศญี่ปุ่น จะนำไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ ในช่วงต้นปี 67 และเยาวชนเจ้าของแนวคิดการทดลองจะมีโอกาสสื่อสารกับนักบินอวกาศแบบเรียลไทม์ และรับชมการถ่ายทอดสดการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติจากศูนย์อวกาศสึคุบะ (Tsukuba Space Center) ประเทศญี่ปุ่น อีกด้วย

จีนออกแผนปฏิบัติการ มุ่งเสริมสร้าง “ระบบพาณิชย์ระดับอำเภอ”

(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้คนนั่งเล่นที่ร้านกาแฟริมชายฝั่งในตำบลเฉียงเจียว อำเภอหนิงไห่ มณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน วันที่ 12 มิ.ย. 2023) // www.xinhuathai.com
สำนักข่าวซินหัว ระบุ รัฐบาลจีนออกแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปี มุ่งเดินหน้าเสริมสร้างระบบพาณิชย์ระดับอำเภอ ภายใต้ความพยายามส่งเสริมการพัฒนาแบบบูรณาการของพื้นที่ในเมืองและชนบท และฟื้นฟูภูมิภาคชนบทของประเทศ แผนดังกล่าวครอบคลุมการสร้างอำเภอ “แนวหน้า” จำนวน 500 แห่ง ภายในปี 2025 ซึ่งจะมีศูนย์กระจายโลจิสติกส์ระดับอำเภอ ร้านสะดวกซื้อสำหรับประชากรชนบท และศูนย์พาณิชย์ชนบท เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลางและขนาดใหญ่ และตลาดผลผลิตการเกษตร พร้อมทั้งแสวงหาการเปิดช่องทางไหลเวียนแบบสองทางอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่จัดส่งสู่ชนบท และสินค้าเกษตรที่จัดส่งสู่เมือง เพิ่มรายได้เกษตรกรรมและยกระดับแนวโน้มการบริโภคของเกษตรกร รวมถึงช่วยตอบสนองความต้องการด้านชีวิตและการผลิตของประชากรชนบท