Barbie Culture ตอนที่ 5 (ความฝัน vs ความจริง)
วารสารวิชาการ Developmental Psychology ฉบับประจำเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2006 ได้ตีพิมพ์บทความวิจัย Does Barbie make girls want to be thin? The effect of experimental exposure to images of dolls on the body image of 5- to 8-year-old girls
ผลการวิจัยพบว่า เด็กอายุ 5-8 ปี ที่เล่นตุ๊กตา Barbie มีความกังวลเรื่องรูปร่างมากกว่าเด็กทั่วไป เพราะคิดว่าต้องสวยหุ่นดีเหมือน Barbie
ซึ่งนอกเหนือไปจากเรื่องรูปร่างแล้ว ผิวหน้าที่ไร้ที่ติ เส้นผมหนาสลวย หรือแม้แต่มือ และเท้าของ Barbie ที่เขย่งตลอดเวลา เพื่อพร้อมใส่รองเท้าส้นสูง มีผลต่อการผลิตชุดความคิด ความเชื่อ และค่านิยมความงามที่เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน
โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมา Barbie ถูกโจมตีในประเด็นนี้มาโดยตลอด

ทั้งที่ความตั้งใจแรกของ Ruth Handler “แม่บังเกิดเกล้า” ผู้ให้กำเนิด Barbie พยายามอย่างยิ่งที่จะต่อต้านค่านิยม “ผู้หญิงควรแต่งงานมีลูก คอยปรนนิบัติสามีอยู่ที่บ้าน”
ด้วยการสร้างตุ๊กตา Barbie ให้เป็นตัวแทนของหญิงสาวรุ่นใหม่ ที่กล้าเดินออกจากกรอบความคิดเก่าๆ โบราณ คร่ำครึ ผ่าน “ภาพจำใหม่” ของ Barbie
ที่มาพร้อมภาพลักษณ์หญิงสาวใบหน้าสะสวย ปากนิด จมูกหน่อย ผมบลอนด์ยาวสลวย ผิวขาว รูปร่างสูงเพรียว แขนเล็ก ขาผอม มีส่วนเว้าส่วนโค้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน้าอกหน้าใจชวนวาบหวิว พร้อมด้วยเสื้อผ้า และเครื่องประดับให้เด็กเลือก “แต่งตัวตุ๊กตา” ได้ตามจินตนาการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิด และปรัชญาที่อยู่เบื้องหลัง Barbie นั่นคือ การทำให้เด็กผู้หญิงเห็นทางเลือกในชีวิตตัวเองมากขึ้น และสื่อสารกับเด็กๆ ว่า “เธอสามารถเป็นใครก็ได้ที่อยากจะเป็น”
อย่างไรก็ดี แม้ภาพลักษณ์ Barbie จะเป็นสาวหวาน สดใส ขณะเดียวกับก็โฉบเฉี่ยว และมั่นใจในตัวเอง นั่นเพราะ Barbie ได้แรงบันดาลใจจาก Bild Lilli ตัวการ์ตูนสาวเยอรมันก๋ากั่น ที่ไม่กลัวกระทั่งตำรวจ!

และแม้การเปิดตัว Barbie ในปี ค.ศ. 1959 ในชุดว่ายน้ำม้าลายสุดเก๋ ทว่า พ่อแม่อเมริกันไม่มีทางคุ้นเคยกับ Barbie ได้เลย เพราะดูยังไงก็ไม่รู้สึกว่า Barbie เป็นตุ๊กตาสำหรับเด็ก
แต่ Mattel ผู้ผลิต Barbie ไม่ยี่หระ แถมยังตอกกลับผู้ปกครองหัวอนุรักษ์นิยมเหล่านั้นด้วย Barbie Dreamhouse
Barbie Dreamhouse หรือ “บ้านในฝันของเด็กสาว” เกิดขึ้นมาพร้อมกับความย้อนแย้งในสังคมอเมริกันต้นยุคทศวรรษ 1960 ที่ไม่เพียง “สิทธิ์การเป็นเจ้าของบ้าน” เพราะแม้แต่ “สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบัญชีธนาคาร” ผู้หญิงอเมริกันในยุคนั้น “ยังไม่ได้รับอนุญาต” ให้มี!!
การออก Collection สำคัญอย่าง Barbie Dreamhouse ถือเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระเสรี และเป็นขุมพลัง หรือ Empower ของผู้หญิงในยุคนั้น ว่าจริงๆ แล้ว มนุษย์ทุกเพศ ทุกวัน สามารถ “ฝันที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองได้”

นอกจากการปฏิวัติแนวคิดของเล่นเด็กผู้หญิง และสิทธิ์ในการมีบัญชีธนาคาร รวมถึงสิทธิ์ที่หญิงสาวจะมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ในยุคการต่อสู้เรื่องสีผิวที่รุนแรงในสหรัฐฯ Barbie ได้ออก Collection ตุ๊กตาผิวสี ในปี ค.ศ. 1968
ซึ่งถือเป็น Barbie ตัวแรกที่เป็นตัวแทนของคนผิวดำ นั่นคือการเปิดตัว Christie ที่สะท้อนถึงความหลากหลาย ว่าไม่ได้มีแค่ Barbie ผิวขาวผมบลอนด์เท่านั้น!
Christie มาพร้อมผมทรง Afro สุด Chic ผนวกด้วยเสื้อผ้าชุดสุดวินเทจที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่นยุค 60

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Ruth Handler ได้ยังก้าวล้ำนำหน้า ด้วยการพา Barbie ไปตะลุยอวกาศ ในปี ค.ศ. 1965
ก่อนที่ Neil Armstrong จะไปเหยียบดวงจันทร์ในปี ค.ศ. 1969 เสียอีก!
ไม่เพียง Barbie จะสร้างความฝันให้กับเด็กๆ ก่อนมนุษย์โลกจะไปดวงจันทร์ Barbie ยังสร้างแรงบันดาลใจให้หญิงสาวชาวอเมริกัน ก่อนที่สหรัฐฯ จะมีนักบินอวกาศหญิงคนแรกใน NASA ปี ค.ศ. 1978 อีกด้วย

เพราะ Barbie ได้เผยโฉมตุ๊กตาที่สวมหมวก และชุดนักบินอวกาศสีเงิน ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง
ทั้งที่ในยุคนั้น ความฝันการเป็นนักบินอวกาศของผู้หญิงดูไกลเกินเอื้อม และอาชีพของผู้หญิงยังไม่มีอะไรให้เลือกทำมากนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำ Barbie สู่บรรยากาศทางการเมือง ด้วยการเปิดตัวชุดประธานาธิบดีของ Barbie
ที่มาในชุดสูทสำหรับพร้อมลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี!
โดยในกล่องจะมีทั้งชุดเดรสสำหรับงานเลี้ยงเปิดตัวสีแดง น้ำเงิน และสีเงิน ซึ่งเป็นสีของธงชาติสหรัฐฯ
อีกชุดคือสูทสีแดงสุดเนี้ยบในห้องพักประธานาธิบดี Oval Office หรือ “ห้องทำงานรูปไข่” ตามมาด้วย Collection ผู้นำประเทศต่างๆ ที่ทาง Mattel ผลิตตามออกมาอยู่เสมอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี ค.ศ. 2017 มีการเปิดตัว Barbie ผมสีแดง สวมเสื้อยืด Girl Power ที่กลายเป็นสินค้าขายดีตลอดกาลของ Barbie ไปแล้ว
ข้ามมายังทศวรรษ 2010 ที่ Mattel เริ่มปฏิรูป Barbie ให้มีรูปร่าง สีผิว และทรงผมที่หลากหลายมากขึ้น
เพื่อแก้ Pain Point ที่ Barbie ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด ถึงเรื่อง “มาตรฐานความงามของผู้หญิง” ว่า มีแค่รูปร่างสูงเพรียว เอวคอด สะโพกผาย นมโต ผมบลอนด์ยาวสลวย ผิวขาว แขนผอม ขาเรียวยาว ใบหน้าเล็ก
ดังนั้น ในปี ค.ศ. 2016 Mattel ได้เปิดตัว Barbie ในรูปแบบ Barbie Fashionista ที่มาพร้อมกับส่วนสูง 3 ขนาด และสีผิว สีตา และทรงผมที่หลากหลายมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบัน โลกเรามีผู้พิการมากกว่า 1,000 ล้านคน Mattel จึงต้องการสร้างการตระหนักรู้ ในเรื่องของความบกพร่องทางร่างกาย และสร้างความเข้าใจถึงความงามบนความหลากหลาย
ทำให้ ในปี ค.ศ. 2019 ที่ทาง Mattel ได้เปิดตัว Barbie ใส่ขาเทียม แขนเทียม และ Barbie ที่นั่งอยู่บน Wheel Chair

เพื่อนำเสนอความหลากหลายให้กับเด็กๆ ซึ่งเป็นดำริของทาง Mattel ที่ร่วมมือกับ Jordan Reeves นักเคลื่อนไหวด้านความพิการวัย 13 ปี ผู้เกิดมาโดยไม่มีแขนข้างซ้าย ในการสร้างตุ๊กตา Barbie ที่มีขาเทียมแบบถอดออกได้
และร่วมกับ UCLA Mattel Children’s Hospital รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน Wheel Chair เพื่อออกแบบ Wheel Chair ที่จำลองมาจาก Wheel Chair สำหรับบุคคลที่มีความพิการทางร่างกายอย่างถาวร

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี ค.ศ. 2022 ทาง Mattel ได้ทำการเปิดตัว Barbie ที่สวม “เครื่องช่วยฟัง”
ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉม และแสดงให้เห็นว่า Barbie ยังคง Focus และให้ความสำคัญในเรื่องความหลากหลาย โดยงานนี้ ทาง Mattel ได้ร่วมมือกับ Jen Richardson ผู้ผ่านประสบการณ์ด้านโสตวิทยาการศึกษามากว่า 18 ปี

จับมือกันผลิตตุ๊กตา Barbie สวมเครื่องช่วยฟังออกมาให้ดูสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้เด็กๆ ได้เข้าใจความหลากหลาย และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม รวมถึงตุ๊กตาผิวด่างจากแผลไฟไหม้
ล่าสุด เมื่อต้นปี ค.ศ. 2023 Mattel สร้างความฮือฮา ก่อนที่หนัง Barbie จะเข้าฉาย ด้วยการเปิดตัว Barbie รุ่น Down Syndrome ตัวแรกของโลก!
ที่ทาง Mattel ร่วมพัฒนากับ National Down Syndrome Society (NDSS) แห่งสหรัฐอเมริกา ร่วมด้วยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์สาขา Down Syndrome
เพื่อช่วยกันปั้นใบหน้า และโครงร่างของ Barbie แถมด้วยสร้อยคอสีชมพู ที่จี้บนสร้อยคอนั้นหมายถึงโครโมโซมคู่ที่ 21
โดยออกแบบมาให้เป็นรูปลูกศร ที่หมายถึงความโชคดี เพื่อสื่อสารถึงความโชคดีของเพื่อนๆ ที่ได้มีผู้ป่วย Down Syndrome ร่วมในชีวิตประจำวันครับ












