ภายหลังประเทศไทยมียุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 (ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี) ทิศทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และ ขนส่งไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติยังคงมีความต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2561-2565) ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาเพื่อการเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค การยกระดับการบริหารจัดการโซ่อุปทาน และการเชื่อมโยงระบบ National Single Window (NSW) อย่างสมบูรณ์ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลด้วย
มาถึงวันนี้ ระบบโลจิสติกส์ของประเทศยังต้องได้รับการพัฒนาต่อไป รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภายใต้แผนแม่บทในประเด็นโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์และดิจิทัล (แผนย่อยโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์) ไว้ดังนี้
1. ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศลดลง
2. ประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศของประเทศไทยดีขึ้น
นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาในหมุดหมายที่ 5 ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค ได้แก่ ไทยเป็นประตูและทางเชื่อมโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคซึ่งจากเป้าหมายดังกล่าวได้ถ่ายทอดมาสู่การจัดทำ “แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2566-2570” เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศที่จะตอบโจทย์ความท้าทายและบรรลุเป้าหมายข้างต้นได้ต่อไป
ปัจจุบัน แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2566-2570 (แผนปฏิบัติการฯ) ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2565 มีเป้าหมายให้ “ระบบโลจิสติกส์เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประตูการค้าที่สำคัญในอนุภูมิภาคและภูมิภาค”
5 แนวคิดสำคัญของนโยบายภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์และขนส่งไทย
โดยแนวทางการพัฒนาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนโยบายที่ภาครัฐมี 5 แนวทาง
1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก
สร้างโครงข่ายการเชื่อมโยงการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ระหว่างท่าเรือ รถไฟ ถนน และท่าอากาศยานอย่างครอบคลุม เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่อุตสาหกรรมและด่านชายแดนสำคัญ พัฒนาศูนย์บริการโลจิสติกส์และปรับปรุงด่านชายแดนที่สำคัญ บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์บริการโลจิสติกส์และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล
2. การยกระดับมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าโซ่อุปทาน
พัฒนาการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร พัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เหมาะสมต่อการเติบโตของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และดำเนินการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3. การพัฒนาพิธีการศุลกากร กระบวนการนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวข้อง และการอำนวยความสะดวกในการขนส่งระหว่างประเทศ
พัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลและใช้ประโยชน์จากระบบ NSW พัฒนากระบวนการโลจิสติกส์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ พัฒนาการอำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าผ่านแดนและข้ามแดน ณ ประตูการค้าที่สำคัญ เร่งพัฒนาความร่วมมือและแก้ไขอุปสรรคการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และปรับปรุงและพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ เพื่อให้เป็นสากลและทันต่อสถานการณ์การพัฒนา

4. การพัฒนาศักยภาพผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย (Logistics Service Providers: LSPs)
เสริมสร้างศักยภาพผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย และยกระดับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยสู่เวทีสากล
5. การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร และการติดตามผลด้านโลจิสติกส์
ส่งเสริมการวิจัยและนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์ที่ทันสมัยภายในประเทศ ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนากิจกรรมโลจิสติกส์ พัฒนาบุคลากรด้านโลจิสิติกส์ และติดตามและประเมินผลการพัฒนาด้านโลจิสติกส์

แชร์แนวทางแก้ปัญหา ขนส่งไทย ต้นทุนสูง จาก นักวิจัยโลจิสติกส์ มจธ.
อย่างไรก็ดี ธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่งในยุคนี้กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ท้าทายและความยากลำบากของปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นมาก ทั้ง ค่าน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับสูงขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบบริษัทขนส่งทุกราย ขณะที่การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ทำให้บริษัทขนส่งไม่สามารถเพิ่มราคาได้
ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยบริษัทขนส่งได้ในตอนนี้คือ การจัดการปัจจัยภายใน โดยรื้อกระบวนการขนส่งทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยลดความสูญเปล่าได้ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังคงคุณภาพส่งมอบพัสดุและบริการตามที่ผู้บริโภคต้องการ
ด้วยสถานการณ์ที่กล่าวมา ผศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ หัวหน้าศูนย์วิจัยนวัตกรรมโลจิสติกส์ (Login) บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มจธ. ได้ให้ข้อแนะนำที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาภาคการ ขนส่งไทย ท่ามกลางความท้าทายที่กล่าวมาข้างต้นนี้ว่า
“ธุรกิจขนส่งยังเติบโต เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคและการค้าขายออนไลน์ที่ขยายตัว แต่ทั้งนี้การเติบโตกลับสวนทางกับกำไร เมื่อบริษัทขนส่งหลายรายกำลังเผชิญปัญหาขาดทุนอย่างหนัก หลักๆ มาจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ อย่างอายุการใช้งานของรถขนส่ง ที่ยิ่งเก่าค่าบำรุงรักษายิ่งสูงขึ้น”

“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นต้นทุนที่บริษัทขนส่งต้องจ่ายและควบคุมได้ยาก ขณะที่การเพิ่มราคาค่าขนส่งยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง จึงต้องแบกรับภาระต้นทุนต่อไป”
“ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยลดต้นทุนได้ บริษัทจึงนำการจัดการโลจิสติกส์มาใช้ โดยวินิจฉัยความสูญเปล่าหลักๆ ของบริษัทว่า เงินรั่วอยู่ที่กระบวนการใดมากที่สุด เพื่อปรับปรุงกระบวนการขนส่งใหม่ เน้นการใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด ใช้คนให้น้อย เวลาให้สั้น วัสดุให้ต่ำ แต่สามารถส่งมอบคุณภาพของพัสดุและบริการมากที่สุด ส่งถูกเวลา ถูกจำนวน และถูกสถานที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของคนและรถขนส่งสูงสุด (Productivity) สูงสุด หรือใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
นอกจากนั้น หัวหน้าศูนย์วิจัยนวัตกรรมโลจิสติกส์ อธิบายเพิ่มว่า
“ตัวอย่างเช่น การจัดเรียงพัสดุบนรถขนส่งให้มีอรรถประโยชน์มากที่สุด โดยให้เกิดช่องว่างของอากาศน้อยที่สุด หรือการจัดวางพัสดุให้เต็มคันรถ เรียกว่า Full Truck Load (FTL) แนวทางเหล่านี้คือการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือมีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ทั้งนี้ก็อาจทำให้ต้องใช้เวลาในการรอขนส่งนานขึ้น เนื่องจากต้องรอให้พัสดุเต็มคันรถ บริษัทจึงต้องหาจุดเหมาะสมที่จะเพิ่มจำนวนพัสดุที่ขนส่งในแต่ละรอบให้มากที่สุด”

“ขณะที่กระทบต่อการรอคอยพัสดุของลูกค้าน้อยที่สุด หรือส่งของให้ได้ภายในระยะเวลารอคอยที่ลูกค้ารับได้ ทั้งนี้ หากบริษัทขนส่งนำแนวทางนี้ไปใช้ในการปรับกระบวนการขนส่งได้ จะช่วยลดต้นทุนได้อย่างแน่นอน”
อีกปัญหาที่ทำให้บริษัทขนส่งไม่ได้รับกำไรเท่าที่ควรยังมาจากการขนส่งเที่ยวเปล่า (Backhaul) คือ รถขนส่งนำพัสดุไปส่งปลายทาง แต่ตีรถเที่ยวเปล่ากลับมาต้นทาง เป็นความสูญเปล่าในกระบวนการขนส่ง ดังนั้นหากบริษัทขนส่งสามารถบริหารจัดการขนส่งเที่ยวเปล่า (Backhauling Management) หรือก็คือ การสร้างพันธมิตรเพื่อขนส่งแบบรวมเที่ยว (Consolidation) ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีในการรวมพัสดุหลายประเภทจากพันธมิตรหลายเจ้า วิธีนี้ก็จะช่วยลดความสูญเสีย ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้บริษัทได้มาก
ต่อมา ผศ.ดร.กานดา กล่าวเสริมอีกว่า “ปัจจัยที่บริษัทขนส่งต้องพิจารณา คือ การกำหนดรูปแบบจุดให้บริการและการกระจายจุดให้บริการ”
“โดยปัจจุบันบริษัทขนส่งแข่งขันกันที่จุดให้บริการที่เข้าถึงผู้บริโภค มีจุดกระจายและรับส่งพัสดุจำนวนมาก (Decentralization) ทำให้ผู้บริโภคสามารถส่ง-รับพัสดุได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ก็เป็นจุดอ่อนในด้านต้นทุน เนื่องบริษัทขนส่งต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย แตกต่างจากรูปแบบการสร้างจุดให้บริการแบบรวมศูนย์ (Centralization) ที่จุดบริการน้อยลง ต้นทุนของบริษัทก็น้อยลง แต่ความสะดวกในการให้บริการลูกค้าก็ลดลงตามไปด้วย การกำหนดจุดให้บริการจึงเป็นอีกปัจจัยที่บริษัทขนส่งต้องวิเคราะห์และประเมินผลได้ผลเสียให้รอบคอบ”

“หากบริษัทขนส่งสามารถจัดเส้นทางการขนส่งและลดระยะทางการขนส่งโดยรวมในแต่ละรอบได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนได้มาก เนื่องจากระยะทางลดลง ก็จะใช้น้ำมันน้อยลง ใช้เวลาในการขนส่งน้อยลง ด้วยการทำ Routing Optimization คือการหาเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด สั้นที่สุด ประหยัดที่สุด ทั้งนี้ การทำ Routing Optimization ที่นิยม คือการจัดโซนขนส่ง (zoning) เช่น ลูกค้ากลุ่ม A อยู่ใกล้กัน ก็จะมีการจัดรถไปให้บริการลูกค้ากลุ่ม A แล้วก็จะมีการจัดเรียงลำดับในการวิ่งขนส่งลูกค้า เพื่อให้วิ่งส่งพัสดุจากจุดเริ่มต้น แล้ววนกลับมาที่เดิมเป็นวงกลม โดยใช้ระยะเวลาที่สั้นที่สุดซึ่งเรียกแนวทางดังกล่าวว่า Milkrun”
ทั้งนี้ ในมุมนักวิจัยด้านโลจิสติกส์ ผศ.ดร.กานดา มองว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ที่สามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ และปรับกระบวนการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ยังจะสามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้อีก โดยการเติบโตเป็นบริษัทขนส่งยุคดิจิทัล เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่บริษัทขนส่งต้องให้ความสำคัญและเริ่มลงทุน
เช่น Robotic Process Automation (RPA) ที่ปัจจุบันเริ่มมีการนำมาใช้ทำงานเอกสาร หรืองานที่ไม่ซับซ้อนและมีการทำซ้ำๆ เทคโนโลยีสามารถเข้ามาทดแทนได้ สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ ที่นักวิจัยด้านโลจิสติกส์กำลังศึกษาและพัฒนาเพื่อให้บริษัทขนส่งสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มความสามารถในการขนส่งได้ด้วยต้นทุนที่จับต้องได้ ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ให้บริษัทขนส่งของไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ต่อไป
ที่มา :
- บทความเรื่อง “นักวิจัยโลจิสติกส์ มจธ. ชี้”ขนส่งไทย”ต้นทุนสูง แนะรื้อกระบวนการขนส่งทั้งระบบช่วยลดความสูญเปล่า” จากเว็บไซต์ trjournalnews.com
- บทความเรื่อง “การขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ของไทยด้วยแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2566-2570” โดย กองยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
การพัฒนาระบบและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และขนส่งของไทย
จับตาและเตรียมรับมือ ปรากฎการณ์เอลนีโญ กับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย
APAC On the Move 2023 เผย 4 + 4 เทคโนโลยีและโซลูชัน ปูทางไทยสู่ฮับ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ แห่งภูมิภาค











