Wednesday, August 26, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.246

6 อุตสาหกรรมเตรียมพร้อมรับมือมาตรการ CBAM ของ EU บังคับใช้ 1 ต.ค. นี้

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
สืบเนื่องจากที่สหภาพยุโรป (EU) ได้ออกประกาศเตรียมใช้มาตรการ CBAM กับ 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน โดยในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 31 ธันวาคม 2568 กำหนดให้ผู้ที่นำสินค้า 6 กลุ่มเข้ามาในสหภาพยุโรป จะต้องแจ้งข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านั้น และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ผู้นำเข้าจะต้องซื้อ “ใบรับรอง CBAM” ตามปริมาณการปล่อยก๊าซฯ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการเตรียมการดังกล่าวว่า กรมฯ ได้ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) จัดสัมมนาสร้างความรู้ความเข้าใจและรับฟังความเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เรื่องมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป (อียู) ในวันที่ 5 กันยายนนี้ ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมเวทีสัมมนาครั้งนี้ โดยผู้แทนกรมจะนำเสนอข้อมูลสถานะล่าสุดของมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกฯ และสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (สทสย.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ จะนำเสนอเรื่องแนวทางการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซฯ และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จะนำเสนอเรื่องกระบวนการทวนสอบ (verification) และการรับรอง (accreditation) การปล่อยก๊าซฯ พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการไทย

Wellness Destination วัดฝีมือรัฐบาลเปิดจุดขายท่องเที่ยวแนวใหม่ “เชียงใหม่-เพชรบูรณ์” จังหวัดยอดฮิต Green Season

ดร.ปาริฉัตร พรหมสวัสดิ์ รองคณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยการวิเคราะห์นโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลใหม่ พบข้อสังเกตว่ามีเป้าหมายส่งเสริมให้การท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศเหมือนช่วงก่อนสถานการณ์ COVID-19 ด้วยเป้าหมายการเป็น Wellness Destination เน้นการพัฒนาแบบองค์รวม ส่งเสริมเรื่องสุขภาวะดี รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยว โดยมีองค์ประกอบสำคัญ เช่น แหล่งท่องเที่ยว ที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวก และกิจกรรมที่ต้องมีผู้ให้บริการที่มีองค์ความรู้และความพร้อมในเรื่องการให้บริการนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งการผลักดันนโยบายให้ประสบความสำเร็จต้องใช้ระยะเวลาควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในหลากหลายมิติ นอกจากนี้ นโยบายที่น่าสนใจของรัฐบาลใหม่ คือการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น เช่น การพัฒนาระบบตรวจเอกสารสนามบิน ปลดภาระขอวีซ่า ฟรีวีซ่าจีน และ Regional transport hub ฯ หรือการสร้างกิจกรรมที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะสั้น เช่น Festival Hub of Asia การจัดเทศกาลหลากหลายรูปแบบ ขณะที่ผลสำรวจ สวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “รัฐบาลใหม่ กับ การท่องเที่ยว” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,114 คน สำรวจระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม -1 กันยายน 2566 พบว่า ในช่วง Green Season (ช่วงฤดูฝน) กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 40.13 มีแผนที่จะเดินทางท่องเที่ยว โดยจังหวัดที่อยากไปมากที่สุด คือ เชียงใหม่ ร้อยละ 36.96 รองลงมาคือเพชรบูรณ์ ร้อยละ 26.09 คาดว่ามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปต่อคนประมาณ 7,932.52 บาท

เศรษฐกิจดิจิทัลผลักแรงงานไร้ฝีมือหายจากระบบ 50%

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล มีนัยต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ที่สำคัญ ได้แก่ การจ้างงาน จากการศึกษาของ McKinsey & Company ระบุว่า การใช้เครื่องจักรอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มผลิตภาพการผลิตขึ้นอีกประมาณร้อยละ 0.8-1.4 รวมทั้งลักษณะงานที่มีรูปแบบการทำงานที่ทำซ้ำๆ จะมีโอกาสถูกทดแทนด้วยเครื่องจักรหรือ AI มากกว่าร้อยละ 50 ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อแรงงานที่อาจถูกเลิกจ้าง นอกจากนี้ การขยายตัวของธุรกิจแพลตฟอร์มที่ไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ขายสินค้าจะเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานที่ต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ด้านความสามารถทางการแข่งขัน ธุรกิจที่สามารถเข้าถึงและปรับตัวในการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอดธุรกิจจะมีโอกาสเติบโตสูง โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย ระบุว่า ธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีโอกาสเติบโตมากกว่าเดิมร้อยละ 5 ต่อปี ในทางกลับกัน ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวได้มีโอกาสเติบโตลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2.8 ต่อปี

นิด้าโพลเปิดท็อป 5 นโยบายเพื่อไทย คนไทยอยากได้มากที่สุด “พักหนี้เกษตรกร” อันดับ 1

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่” สอบถามความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 ส.ค. – 1 ก.ย. 2566 โดยเมื่อถามประชาชนเกี่ยวกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ประชาชนอยากได้ พบว่า 5 อันดับแรกประกอบด้วย อันดับ 1. พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้นทั้งดอกทันที กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 87.25% ระบุว่า อยากได้ รองลงมา 7.33% ระบุว่า ไม่อยากได้ อันดับ 2. ทุกครอบครัวมีรายได้ไม่น้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 86.18% ระบุว่า อยากได้ รองลงมา 7.94% ระบุว่า ไม่อยากได้ อันดับ 3. กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท สำหรับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 83.36% ระบุว่า อยากได้ รองลงมา 11.91% ระบุว่า ไม่อยากได้ อันดับ 4. เงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 25,000 บาทต่อเดือน ภายในปี 2570 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 80.08% ระบุว่า อยากได้ รองลงมา 12.67% ระบุว่า ไม่อยากได้ และ อันดับ 5. จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 78.70% ระบุว่า อยากได้ รองลงมา 10.61% ระบุว่า ไม่อยากได้

“เอไอ” ป่วนวงการฮอลลีวูด ค่าตัวนักเขียน-นักแสดงวูบ ปลดพนักงานนับหมื่นคน

มีรายงานข่าวจากต่างประเทศ ระบุ สำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐเปิดเผยในวันศุกร์ (1 ก.ย.) ว่า วงการภาพยนตร์, โทรทัศน์และธุรกิจเพลง ได้ทำการปลดพนักงานรวมกันกว่า 17,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. เป็นผลจากกิจกรรมการสไตรก์หยุดงาน โดยบรรดานักเขียนและนักแสดงของวงการฮอลลีวูดที่กำลังเจรจากับสตูดิโอต่างๆ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนที่ดีขึ้น เนื่องจากการสตรีมมิงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลกระทบต่อค่าตอบแทนของพวกเขา ซึ่งการประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ภาพยนตร์และรายการแสดงหลายเรื่องได้หยุดการผลิตหรือปิดกล้องก่อนกำหนด กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของรัฐแคลิฟอร์เนียเสียหายประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ และนำมาสู่การปลดคนในอุตสาหกรรมดังกล่าว