“ทีเส็บ” ยก “EEC Automation Park” เปิดมิติใหม่ สร้างประสบการณ์ไมซ์ เชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ดูงานด้านอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี



ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวถึงกิจกรรม EEC MICE FAM TRIP : เปิดประสบการณ์ไมซ์ เปิดมิติใหม่ในพื้นที่อีอีซี เพื่อสร้างประสบการณ์ไมซ์โดยเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานทางด้านอุตสาหกรรมเป้าหมายของ EEC เช่น EEC Automation Park ศูนย์การเรียนรู้และพัฒนากำลังคนด้านออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ภายในมหาวิทยาลัยบูรพา ว่า ออโต้เมชั่น พาร์ค สามารถเชื่อมโยงให้เกิดองค์ความรู้ที่ไม่ได้มีเพียงกลุ่มนักเรียน นักศึกษา แต่จะขยายไปสู่กลุ่มคอร์เปอเรทที่จะมาเพิ่มการรับรู้ในเรื่องของออโตเมชั่นได้ เป็นการเปิดช่องทางที่จะให้เห็นถึงอุตสาหกรรมและแนวโน้มในการเติบโตของอุตสาหกรรมมากขึ้น เพราะในส่วนของอุตสาหกรรมไมซ์ ไม่ใช่มีเพียงมาดูงานชุมชน หรือมาร่วมงานประชุมงานแสดงสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่สามารถขยายผลต่อยอดเชื่อมโยงโอกาสและศักยภาพของอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณค่า มีโรงงานอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นในเรื่องความยั่งยืน สามารถจัดโปรแกรมด้านอินเซนทีฟ คอร์เปอเรทมีทติ้ง หรือแม้กระทั่งคอนเวนชั่นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่อยู่ในนโยบายของภาครัฐ อาทิ ออโตเมชั่น โรโบติกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงนวัตกรรมการแพทย์ การเกษตร ไบโอเทคโนโลยี ซึ่งอีอีซีมีนวัตกรรมขั้นสูงในอุตสาหกรรมดังกล่าวจำนวนมาก
กนอ. รับนโยบาย “รวอ.คนใหม่” ย้ำ! ภารกิจด่วน 3 เดือน เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ของนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงอุตสาหกรรม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ย้ำถึงภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำทันทีภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะแนวทางสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ รวมถึงการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษขยายไปสู่ 4 ภาคของประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า อยากเห็นกระทรวงอุตสาหกรรมมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการ ลดขั้นตอนการติดต่อเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน โดยย้ำว่าต้องทำนโยบายรัฐบาลให้สำเร็จภายในระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ สังคม พร้อมมอบนโยบายการทำงานเพิ่มเติมแก่ กนอ. ว่า ขอให้ขับเคลื่อนการพัฒนาแรงงานในนิคมอุตสาหกรรม สร้างความเชื่อมั่นและให้ข้อมูลด้านสิทธิประโยชน์ และการอำนวยความสะดวกที่จะได้รับในการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งสิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกที่ กนอ.มอบให้กับนักลงทุน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) ให้เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น อันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นการตอกย้ำศักยภาพการลงทุนภายใต้ความเชื่อมั่น“ลงทุนในไทย ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม” โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ไทยติดอันดับ 2 ประเทศดีที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจประจำปี 2566
สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันดีซี โพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊กว่า ไทยติดอันดับ 2 จากทั้งหมด 85 ประเทศในรายชื่อประเทศที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นทำธุรกิจประจำปี 2566 หรือ 2023 Best Countries for Starting a Business จากยูเอส นิวส์ แอนด์ เวิลด์ รีพอร์ต (U.S. News and World Report) ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า บริษัทแห่งหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่นั้น อาจต้องคำนึงถึงสถานที่ในการเริ่มต้นทำธุรกิจด้วย เนื่องจากภาษี ศักยภาพแรงงาน และปัจจัยอื่น ๆ มีผลต่อผลประกอบการ รายงานระบุว่า การจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นทำธุรกิจประจำปี 2566 นั้น เป็นการรวบรวมผลสำรวจประชาชนทั่วโลกกว่า 17,000 รายและการประเมินประเทศต่าง ๆ โดยผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 4,600 รายที่เป็นกลุ่มผู้ตัดสินใจด้านธุรกิจ เช่น ผู้นำระดับอาวุโสในองค์กรหรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่มีการว่าจ้างพนักงาน
การจัดอันดับดังกล่าวอิงตามคุณลักษณะเฉพาะ 5 ประการ ได้แก่ ราคาเหมาะสม ระบบข้าราชการ ต้นทุนการผลิตต่ำ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่อื่น ๆ ของโลกได้ และมีการสนับสนุนให้เข้าถึงเงินทุนได้ง่าย โดยประเทศที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นทำธุรกิจประจำปี 2566 คือ 1. อินเดีย 2. ไทย 3. จีน 4. เม็กซิโก 5. สหรัฐ 6. ฟิลิปปินส์ 7. เวียดนาม 8. บราซิล 9. มาเลเซีย และ 10. สเปน
การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้าปี 66 สูงแตะ 15 ล้านคัน
การ์ทเนอร์ คาดการณ์ยอดการจัดส่งรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก (แบบใช้พลังงานจากแบตเตอรี่และแบบปลั๊กอิน-ไฮบริด) ในปี 2566 มีปริมาณเกือบ 15 ล้านคัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 19% ในปี 2567 คิดเป็นยอดรวม 17.9 ล้านคัน การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ในปี 2567 ปริมาณการจัดส่งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด ตั้งแต่ รถยนต์ (Cars) รถโดยสาร (Buses) รถตู้ (Vans) และรถบรรทุกขนาดใหญ่ (Heavy Trucks) จะมียอดรวมที่ 18.5 ล้านคัน โดยในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าจะคิดเป็น 97% ของยอดการจัดส่งยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในปีหน้า การ์ทเนอร์คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ทั่วโลกจะเติบโตจาก 9 ล้านคันในปี 2565 เพิ่มเป็น 11 ล้านคัน ภายในสิ้นปี 2566 และคาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จะเติบโตช้าลงเล็กน้อยจาก 3 ล้านคัน ในปี 2565 เพิ่มเป็น 4 ล้านคันในปี 2566
“ซินหัว” ประมวลภาพความเสียหายแผ่นดินไหวเขย่าโมร็อกโก เสียชีวิตมากกว่า 2 พันราย

















