ถอดบทเรียน ปี 2566 พร้อมเดินหน้า เร่งรัด และขยายผล ‘หลักสูตรพัฒนาบุคลากร’ ตามแนวทาง CWIE+EEC Model Type A Master Class

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการโครงการเร่งรัดและขยายผลการจัด หลักสูตรพัฒนาบุคลากร ตามแนวทาง CWIE + EEC Model Type A (CWIE + EEC Model Type A Master Class) โดยมี สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโครงการนี้

หากย้อนไปถึงต้นทางที่ทำให้เกิดโครงการเร่งรัดและขยายผลการจัด หลักสูตรพัฒนาบุคลากร ตามแนวทาง CWIE + EEC Model Type A (CWIE + EEC Model Type A Master Class) เกิดขึ้นเนื่องจาก สป.อว. ได้วางนโยบายผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษาจัดหลักสูตรสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work Integrated Education: CWIE) โดยออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอน (Co – design Curriculum) ร่วมกับสถานประกอบการ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ในสถาบันอุดมศึกษาควบคู่กับการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ
ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ EEC จัดหลักสูตรในรูปแบบ EEC Model Type A เพื่อตอบสนองความต้องการกำลังคนเร่งด่วนในพื้นที่ EEC และการจัดการศึกษาทั้ง 2 รูปแบบ คือ CWIE และ EEC Model Type A เป็นไปในแนวทางเดียวกัน คือ การผลิตบัณฑิตที่มีศักยภาพและสมรรถนะสูง สามารถปฏิบัติงานได้จริง ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน (Demand Driven)

และในปีงบประมาณ 2566 ที่ผ่านมา สป.อว. ได้รับงบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประจำปีงบประมาณ 2566 เพื่อดำเนินงาน “โครงการเร่งรัดและขยายผลการจัดหลักสูตรพัฒนาบุคลากรตามแนวทาง CWIE+EEC Model Type A (CWIE+EEC Model Type A Master Class) ในสถาบันอุดมศึกษา” ร่วมกับ สกพอ. เพื่อเร่งรัดการเพิ่มจำนวนหลักสูตรที่ดำเนินการตามรูปแบบ Demand Driven Education: CWE+EEC Model Type A ที่สามารถผลิตกำลังคนตามความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC
ทั้งนี้ ในการดำเนินงานโครงการฯ ได้ใช้กระบวนการ Master Class ซึ่งมี Mentors ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วม ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการจนสิ้นสุดโครงการ โดยมีจำนวนหลักสูตรที่เข้าร่วมโครงการฯ รวม 19 หลักสูตร จาก 11 สถาบันอุดมศึกษา และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสถานประกอบการในพื้นที่ EEC รวม 44 แห่ง รับนักศึกษารวม 156 คน เข้าปฏิบัติงานจริง ระยะเวลารวม 6 เดือน ซึ่งได้เริ่มปฏิบัติงานไปแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานโครงการดังกล่าว ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการฯ เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา จึงมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อถอดบทเรียนโครงการเร่งรัดและขยายผลการจัด หลักสูตรพัฒนาบุคลากร ตามแนวทาง CWIE+EEC Model Type A (CWE+EEC Model Type A Master class) ในสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2566

ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC)

CWIE+EEC Model Type A สูตรสำเร็จของ หลักสูตรพัฒนาบุคลากร ที่ลงตัว ตอบโจทย์การพัฒนาคนในยุคอุตสาหกรรม 4.0

“CWIE+EEC Model Type A แทบจะเป็นทางรอดเดียวที่จะนำพาเราเข้าไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทุกฝ่ายที่ได้ร่วมกันในภารกิจนี้จึงเป็น Change agent ที่สำคัญมาก” ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ได้เกริ่น ก่อนจะเข้าสู่การบรรยายในหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนากำลังคนของ EEC ตามแนวทาง Demand Driven Education”
“จากโจทย์ของการพัฒนาประเทศ ที่ต้องการความก้าวหน้าใหม่ ดังนั้น จึงต้องมีการวางแผนยุทธศาสตร์การผลิตกำลังคนให้ตอบสนองการพัฒนาในยุค Post Industry Revolution หรืออุตสาหกรรม 4.0 การศึกษาของไทย จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เปรียบเทียบ คือ ในยุคนี้เราไม่สามารถใช้เทียนไขเพื่อสร้างแสงสว่างได้เหมืนอยุคก่อนแล้ว และด้วยวิธีนั้นก็ไม่สอดคล้องกับยุคที่มีโซล่าเซลล์หรือการผลิตไฟฟ้ายุคใหม่อีกแล้ว”
“และในสถานการณ์ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็พบว่ามีเด็กตกงานอยู่ปีละ 5 แสนคน ทำอย่างไรจึงจะดึงเด็กกลุ่มนี้เข้ามาในระบบด้วย ขณะเดียวกัน การทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาควะวันออก หรือ อีอีซี จำเป็นต้องมีคุณภาพสูงและมีรายได้สูงด้วย มาในวันนี้ก็กล่าวได้ว่า เราสามารถขับเคลื่อนการศึกษายุคใหม่ให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในระดับหนึ่งแล้วด้วยการนำเอาแนวทางการพัฒนาบุคลากรตามหลัก Demand driven ที่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การงานใหม่ ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 แบบครบวงจร”

“ดังนั้น Demand driven คือการจัดการศึกษาที่ต้องตอบโจทย์การสร้างทักษะความรู้ ตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่นำสู่การมีงานทำให้ได้ ซึ่งในวันนี้ ระดับเงินเดือนของผู้ที่จบการศึกษาทั้งในภาคอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา เป็นสิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดี ว่า การจัดการศึกษาตามหลัก EEC Model Type A สามาถปรับสร้างการศึกษาใหม่ขึ้นมาได้ โดยเงินเดือนของผู้ที่จบ ปวส. แต่เดิม เริ่มที่ 15,000 บาท มาในวันนี้ การจ้างงานในพื้นที่ EEC สำหรับผู้ที่จบ ปวส. ก็ขึ้นไปอยู่ที่ 25,000 บาท ต่อเดือนแล้ว ขณะที่ ผู้ที่จบปริญญาตรี ก็มีเงินเดือนสตาร์ทอยู่ที่ 30,000 + แล้ว”
“ยิ่งในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กำลังมาแรง เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จากเดิมที่เราอยู่ในกลางน้ำและปลายน้ำ ตอนนี้เราจะขยับไปอยู่ต้นน้ำ โดยร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติ เช่น Infeneon หรือ บริษัทผู้ผลิต Analog Devices ที่ต้องการคนประมาณ 1,500 คน เงินเดือนสำหรับผู้ที่จบ ปวช. และ ปวส. ก็จะมีอัตราที่เพิ่มขึ้นอีก เฉลี่ยได้ถึง 3,000 บาทต่อเดือน และเมื่อทำงานไป 1-2 ปีแล้ว จะได้รับการขึ้นเงินเดือนให้สูงขึ้นแน่นอน”
“ดังนั้น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการศึกษาตามหลักสูตรสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน หรือ CWIE เป็นการปรับเปลี่ยนที่มาถูกทาง เพราะพิสูจน์ได้ว่าเมื่อเด็กเรียนจบแล้ว มีงานทำทันที รายได้สูง”

“ฉะนั้น สิ่งที่เรากำลังขับเคลื่อน เพื่อเปลี่ยนการศึกษาไทยไปสู่การศึกษายุคใหม่ที่ตอบโจทย์ ศตวรรษที่ 21 ก็สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า “เราไม่สามารถเอาความรู้ในอดีต มาสอนปัจจุบันเพื่อสร้างอนาคตได้” ซึ่งความร่วมมือกันในการขับเคลื่อน CWIE และ EEC Model Type A จึงเป็นการเดินหน้าสู่ความก้าวหน้าใหม่ ด้วยการดึงปฏิบัติการทางการศึกษาออกจากโลกใบเก่า เข้าไปสู่โลกใบใหม่ได้และเข้าไปอย่างมีนัยสำคัญ”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจระดับชาติ ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การจัดการศึกษาตามแนวทาง EEC Model นั้น ช่วยทำให้ EEC มีความพร้อมที่จะรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายจากทั่วโลก ซึ่งแทบทุกอุตสาหกรรมนอกจากจะดูองค์ประกอบของพื้นที่ที่เหมาะสมกับการลงทุนแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่เขามองคือความพร้อมด้านบุคลากรของไทย ซึ่งเราสามารถพูดได้แล้วว่าเรามีความพร้อมบุคลากรแล้ว เพราะที่ผ่านมาเราสามารถทำให้บุคลากรในภาคการศึกษาหลุดออกจากกรอบความคิดเก่า เนื่องจากเราไม่สามารถขับเคลื่อนความก้าวหน้าใหม่ได้ ตราบใดที่บุคลากรยังมีมายด์เซตเก่านั่นเอง”
“ด้วยเหตุนี้ กล่าวได้ว่า CWIE เป็นการทำให้การศึกษาเป็นเรื่องเดียวกันการพัฒนาประเทศ ที่อยู่บนฐานความยั่งยืน ฐานการจัดการความรู้ ทักษะ จนกระทั่งเป็นพลังที่จะเคลื่อนประเทศได้”

ดร.อรสา ภาววิมล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.

ถอดรหัส แนวคิดปฏิวัติการศึกษาไทย ด้วย หลักสูตรพัฒนาบุคลากร CWIE

ต่อมา เราได้รับฟังการบรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาหลักสูตรตามแนวทาง CWIE Platform” จาก ดร.อรสา ภาววิมล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ผู้ที่มีบทบาทในการนำเสนอและเดินหน้า หลักสูตรสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน หรือ CWIE ซึ่ง ดร.อรสา ได้ชี้ให้เห็นความสำคัญเร่งด่วนของการผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศในยุคนี้ว่า
“ในตอนนี้เราต้องยอมรับว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆเยอะมาก จึงต้องการกำลังคนที่มีทักษะสูงที่จะไปใช้และควบคุมเทคโนโลยีการผลิตเหล่านั้นให้ได้ เพราะเราไม่ได้อยากอยู่ภายใต้เทคโนโลยี แต่เราอยากสร้างคนให้ไปอยู่เหนือเทคโนโลยี เพื่อใช้ ออกแบบ กำกับ ควบคุม เทคโนโลยีเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ”
“เพราะเราได้เห็นจากต้นแบบประเทศ ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ประเทศไหนที่มีคนเก่ง หรือ มี Talents จำนวนมาก จะมีส่วนในการสร้างจีดีพีให้ประเทศนั้นๆ ได้จำนวนมาก และ จีดีพี นั้นก็จะคืนกลับมาสู่ภาคการศึกษา ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเรามีทรัพยากรเข้ามาสู่ระบบได้มากๆ ย่อมเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาภาคการศึกษาของประเทศได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และในหลายประเทศที่ขับเคลื่อนประเทศด้วย Talents ด้วยเทคโนโลยี ประเทศเหล่านั้นจะมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงมากอีกด้วย”
“แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ก็ไม่ได้มีต้นทุนมากแต่มีความตั้งใจในการผลิตกำลังคนที่ตอบสนองการพัฒนาประเทศให้ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงนำสู่ความร่วมมือในวันนี้”

“ทั้งนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา ตัวดิฉันเองก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมสถานประกอบการในภาคอุตสาหกรรมหลายแห่ง เพื่อไปดูของจริง เนื่องจากที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เราทำงานอยู่ในเชิงนโยบายที่ดูแลด้านมาตรฐานและคุณภาพเป็นส่วนใหญ่ และนี่เอเป็นเหตุผลให้ต้องมี CWIE Platform ขึ้นมา เพราะหลังจากที่เราทำสหกิจศึกษา หรือ Work Integrated Learning หรือ WIL ต้องบอกว่าเราได้พบทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว”
“นั่นคือ เราได้เด็กที่มีความสามารถพร้อมสู่โลกของการทำงานจริง ขณะเดียวกัน ในบางสถาบันหรือบางหลักสูตร เด็กไม่ได้มีสมรรถนะที่พร้อมจะทำงานอย่างแท้จรริง ดังนั้น จะทำอย่างไรที่เซตระบบใหม่ เพื่อเป็น Guideline หรือตัวกำหนดทิศทางจากบทเรียนที่เราได้นำสู่การจัดการศึกษาตามแนวทาง CWIE บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และมีโอกาสในการสูญเสียน้อยที่สุด”
“เพราะการส่งเด็กไปสหกิจศึกษาในช่วง 4 เดือน อะไรก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งเราก็อยากจะให้เกิดผลที่ดี เปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาตนเอง ในอดีต ความล้มเหลวที่เราเจอมากที่สุด มาจากการไม่มีระบบบริหารความร่วมมือระหว่างกันใน 3 ภาคี คือ ตัวนักศึกษา สถานประกอบการ และมหาวิทยาลัย ว่าเราจะมีระบบการดูแลเด็กอย่างไร เด็กจะได้ไปทำงานที่ตรงกับสายงานที่เรียนมาหรือไม่ พี่เลี้ยงที่ดูแลพวกเขาตลอดการสหกิจศึกษาจะมีความเชี่ยวชาญหรือไม่ ขณะที่ บ่อยครั้งเราพบว่า ในระหว่างที่เด็กไปฝึกงาน อาจารย์ไม่ได้ไปที่สถานประกอบการเพื่อไปดูแลเด็ก แต่อาจารย์จะตามผ่านแชตไลน์แทน ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมีการเซตระบบ เซต มาตรฐาน ซึ่งถ้าทำได้ ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ก็คือนักศึกษาของเราในเชิงสมรรถนะที่เขาจะพร้อมสู่โลกของการทำงานนั่นเอง”

“ที่ผ่านมา เราได้มีการสำรวจจากนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ CWIE ที่ตอบกลับมาว่าพวกเขามีวุฒิภาวะสูงขึ้นแค่เพียง 2-3 เดือนที่ได้ไปทำงานในสถานประกอบการ ต่อมาเขาได้เรียนรู้ว่าในการทำงานจริงจำเป็นต้องมีสมรรถนะอย่างไร และยังได้พัฒนา Soft skill หรือวิชาชีวิต จากการอยู่ในสังคมการทำงาน เช่นการรู้จักพรีเซนต์งาน พูดต่อหน้าคน ทำให้กล้าแสดงออกมากขึ้น”
“ขณะเดียวกัน พวกเขายังได้เครือข่ายผู้ที่ทำงานอยู่ในวิชาชีพเดียวกับพวกเขา และในบางคนก็มีโอกาสได้งานทำจากการที่เขาได้ร่วมโครงการ CWIE เพราะสถานประกอบการก็เห็นว่านักศึกษาเหล่านั้นเป็นคนที่เขาได้มีโอกาสบ่มเพาะ และได้เรียนรู้อยู่ในสถานประกอบการของเขา”
“ที่ผ่านมา หลักสูตรที่จะเข้าร่วมโครงการ CWIE + EEC Model Type A Master Class จำเป็นต้องมี Co-design เพราะจะเป็นตัวเซตมาตรฐานและ Competency ของเด็กในเบื้องต้นว่าเด็กที่จบจากหลักสูตรนี้ เวลาไปทำงานเขาต้องมีสมรรถนะอะไรบ้าง ต้องมาร่วมมือกันทั้งฝั่งดีมานด์และซัพพลาย ร่วมกันออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานจริง ทุกอย่างที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างหลักสูตรขึ้นมาต้องมี Dynamic”
“และหัวใจสำคัญหนึ่งของการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับแพลตฟอร์ม CWIE คือ Manpower Demand Driven ที่ต้องโฟกัสไปให้ได้ว่า เด็กที่จบจากหลักสูตรนั้นๆ จะต้องมีจุดแข็งในเรื่องอะไร และจุดแข็งนั้นก็ต้องตรงกับโลกของการทำงานจริง ซึ่งเป็นความต้องการของทางฝั่งสถานประกอบการ”

การปรับสร้างการศึกษาไทยยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกันในหลากหลายมิติ

เปิดตัว CIWIE + EEC Model Type A master class หลักสูตรมาสเตอร์คลาส ที่ กระทรวง อว. รับรองและพร้อมขยายผล สู่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

ราชภัฏทั่วประเทศ จับมือ บพท. พิชิตเป้าหมาย ปั้น 4,000 นวัตกรรมพร้อมใช้ สร้าง นวัตกรชุมชน 35,000 คน ภายใน 4 ปี

แกะกล่อง 2 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ ศิลปากร-บูรพา-พระนครเหนือ นำร่องทำการสอน ชูจุดเด่นออกแบบการเรียนเองได้ เรียนจบใน 2 ปี

Previous articleBlackRock กับโอกาสธุรกิจ BCG ในไทย
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.269
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์