ดร.จุฬา เลขา EEC ร่วมสัมมนาเครือข่าย 12 ศูนย์ EEC Nets ยกภารกิจพัฒนาคนใน EEC เป็นพลังสำคัญดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศได้อย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) และ สำนักพัฒนาบุคลากรและการศึกษาหรือ EEC HRD ได้มีการจัดการสัมมนาเครือข่ายศูนย์เชี่ยวชาญการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC Nets เพื่อตอบสนองต่อการพัฒนา 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ยกระดับประเทศ และขับเคลื่อน Ecosystem ของการศึกษายุคใหม่ในยุค 4.0 โดยในการสัมมนาครั้งนี้ เริ่มต้นจากการกล่าวรายงานของ ดร.ณิชากร ทองเปลว ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาบุคลากรและการศึกษาหรือ EEC HRD ถึงความเป็นมาและคววามสำคัญของการก่อตั้ง ศูนย์เชี่ยวชาญการพัฒนาบุคลากรในอีอีซีทั้ง 12 ศูนย์ จากนั้น ในพิธีเปิดงานสัมมนาเครือข่ายศูนย์เชี่ยวชาญการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC Nets ในครั้งนี้ยังได้รับเกียรติสูงสุดจาก ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี มาร่วมรับฟังและอัปเดตการทำงานของ ศูนย์เชี่ยวชาญการพัฒนาบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนการศึกษายุคใหม่ใน EEC พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของทุกศูนย์ฯ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการตอบสนองการผลิตและพัฒนากำลังคนในพื้นที่ EEC ต่อไป
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า “ตลอดเวลาที่ผมทำงานมาในฐานะ เลขาธิการ EEC สิ่งที่นักลงทุนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมักสอบถามมาตลอด คือ ประเด็นในเรื่องของ “กำลังคน” ในเชิงว่าประเทศไทยเรามีกำลังคนพร้อมหรือเปล่า เพราะแน่นอนว่า การดึงปัจจัยหรือดึงดูดการลงทุนเข้ามา นอกจากในเรื่องของพื้นที่ที่ต้องพร้อมแล้ว ก็ต้องมีความพร้อมเรื่อง กำลังคน ด้วย โดยทางปฏิบัติในประเทศทางฝั่งยุโรป จะได้มีการแบ่งเรื่อง “ความรู้” และ “ทักษะ” กันอย่างชัดเจน เพราะ “Knowledge” กับ “Skill” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เนื่องจาก บ่อยครั้งที่มีบุคคลที่มี “ความรู้” พร้อมในการทำงาน แต่เขาต้องการ “ทักษะ” ที่เป็นกำลังคนในประเทศ หรือจาก Local เพราะฉะนั้น ผมมองว่า การที่เราเตรียมความพร้อมในเรื่องของ “ความรู้” และ “ทักษะ” ด้วยการพัฒนา EEC Model Type A และ Type B จึงมีส่วนสำคัญมาก ซึ่งเราสามารถนำไป “แชร์” หรือ เอาไปเจรจาเพื่อ “ขาย” หรือดึงดูดการลงทุนได้จริงๆ โดยที่ผ่านมา ทางนักลงทุนต่างชาติที่ผมได้มีโอกาสไปพูดคุย เขาจะถามเจาะลึกในแนวที่ว่าเรามีกำลังคนในพื้นที่พร้อมมากแค่ไหน และจากที่ได้มาเข้าร่วมประชุมสัมมนาเครือข่ายศูนย์เชี่ยวชาญการพัฒนาบุคลากรใน EEC ผมเชื่อมั่นว่า เครือข่ายนี้เป็นเครือข่ายที่แน่น และก่อให้เกิดผลลัพธ์ในการพัฒนากำลังคนตอบโจทย์การพัฒนาของ EEC ได้จริง”
และภายหลังจากการกล่าวเปิดสัมมนาของ ดร.จุฬา เลขาธิการ EEC ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ได้เริ่มดำเนินการสัมมนาโดยเชิญตัวแทนและผู้ปฏิบัติงานจริงจาก 12 ศูนย์เชี่ยวชาญการพัฒนาบุคลากรใน EEC มาอภิปรายถึงผลสำเร็จ ความคืบหน้า ตลอดจน โอกาส และปัญหา อุปสรรคที่แต่ละศูนย์ได้พบระหว่างดำเนินงานในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งตลอดการสัมมนาในช่วงเช้าและช่วงบ่าย ได้มีการระดมสมองเพื่อวางแนวทางการดำเนินภารกิจการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ EEC อย่างรอบด้าน ซึ่งทุกศูนย์เครือข่ายฯ จะได้นำไปปรับใช้เพื่อต่อยอดสร้างประสิทธิผลในการทำงานต่อไป
“พิมพ์ภัทรา” สั่งการ กนอ. วางแผนรับมือน้ำแล้งอีอีซี ขณะที่นิคมฯพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมมั่นใจรอดแน่

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กำชับทุกหน่วยงานในกระทรวงอุตสาหกรรม ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ทั้งสถานการณ์น้ำท่วม – น้ำแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้ประชุมติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำ โดยให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ต้องไม่ได้รับผลกระทบหรือได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลนี้ในการกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะหากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมหรือสถานการณ์ภัยแล้ง อาจจะส่งผลให้นักลงทุนเกิดความลังเลจนทำให้การลงทุนหยุดชะงักได้ โดยได้สั่งการให้ กนอ. เตรียมมาตรการป้องกันทั้ง 2 สถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมที่ปัจจุบันส่งผลกระทบไปแล้วหลายจังหวัด อาทิ ตาก สุโขทัย กาฬสินธุ์ ยโสธร อุบลราชธานี และปราจีนบุรี รวมทั้งขอให้กำชับไปยังนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 68 แห่งทั่วประเทศ ให้ติดตามและเฝ้าระวังการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) และนิคมอุตสาหกรรมนครหลวง ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำและติดแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ หากเกิดน้ำทะเลหนุนร่วมกับปริมาณฝนในพื้นที่มาก ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบายน้ำได้ช้า รวมทั้งยังอยู่ใกล้กับชุมชนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่อีอีซีนั้น ได้รับรายงานว่า กนอ. มีมาตรการเตรียมรับมือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
2 มหาวิทยาลัยชั้นนำจับมือจัดหลักสูตร “บริหารกงสีให้สำเร็จอย่างยั่งยืน” ส่งต่อกิจการสู่รุ่นลูก


สมาคมนักศึกษาเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จับมือ คณะวิทยพัฒน์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ FAMZ ที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัวชั้นนำของประเทศไทย จัดหลักสูตร “Family Business the sustainable success บริหารกงสีให้สำเร็จอย่างยั่งยืน” ให้กับสมาชิก โดยเรียนในวันเสาร์ที่ 23, 30 กันยายน 2566 ที่คณะวิทยพัฒน์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชุมพล ปทานุคม นายกสมาคมนักศึกษาเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวถึงการจัดหลักสูตรครั้งนี้ว่า ถือเป็นองค์ความรู้ที่นอกเหนือจากวิศวกรรม และเป็นประเด็นที่หลายครอบครัวให้ความสำคัญ นับแต่การจัดโครงสร้างธุรกิจครอบครัว จนถึงการวางแผนเพื่อให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน ซึ่งหากมีการวางรากฐานที่ดีก็จะทำให้การสืบทอดธุรกิจเป็นไปได้อย่างราบรื่น ขณะที่ รศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดี คณะวิทยพัฒน์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัว และผู้ก่อตั้ง FAMZ Co., Ltd. ที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัวชั้นนำของประเทศไทยกล่าวว่า “รายละเอียดของหลักสูตรนี้เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการที่เตรียมส่งต่อกิจการให้กับลูกหลาน ผู้บริหารธุรกิจกงสี ลูกหลานที่เตรียมสืบทอดกิจการและผู้สนใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ธุรกิจครอบครัวตระหนักถึงความสำคัญของธุรกิจ การจัดโครงสร้าง การรักษาอำนาจในการบริหาร/ควบคุมธุรกิจครอบครัว ตลอดจนถึงการทำธรรมนูญครอบครัว การสร้างแผนสืบทอดธุรกิจและการส่งต่อความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น”
NRPT จับมือ ION ปฏิวัติอุตสาหกรรมอาหาร เดินเครื่องโรงงาน Plant & Bean ผลิตโปรตีนจากพืชด้วยโซลาร์

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เอ็นอาร์พีที จำกัด ร่วมกับ บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ จำกัด เดินเครื่องกำลังการผลิตโปรตีนจากพืชด้วยพลังงานโซลาร์ ขนาดติดตั้ง 389.61 kWp โดยผ่านการทดสอบระบบแล้ว 3 เดือน ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 800 kWh ต่อวัน สร้างปรากฎการณ์ใหม่แห่งความยั่งยืน ตั้งแต่การผลิตด้วยพลังงานสะอาด ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนเดือนละ 27 ตัน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ถึง 30% สร้างความได้เปรียบในการควบคุมต้นทุนการผลิต พร้อมช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารโปรตีนทางเลือกจากพืช ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า โรงงาน Plant & Bean (Thailand) ของ NRPT เป็นโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยกำลังการผลิตสูงสุดที่ 25,000 ตันต่อปี โดยจะเริ่มเปิดดำเนินการระยะแรก ไตรมาส 4 ปี 2566 ที่กำลังการผลิต 3,000 ตันต่อปี สายการผลิตของโรงงานถูกออกแบบเป็นกึ่งอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะเดียวกัน บริษัทมุ่งเน้นในเรื่อง ESG (Environmental, Social and Governance) ดังนั้นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในกระบวนการผลิต นอกจากจะช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของโรงงาน ยังช่วยลดภาระค่าไฟได้มากถึง 30% ต่อเดือน เป็นการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานที่จะทำให้บริษัทสามารถแข่งขันได้ และได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นความร่วมมือในครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต และเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคที่ต้องการการดูแลทางด้านโภชนาการได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้ง่ายยิ่งขึ้นตามเป้าหมายของกลุ่ม ปตท. ที่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นิวซีแลนด์เปิดตัวเครื่องมือ ‘พยากรณ์ภัยแล้ง’ ช่วยเกษตรกร

















