บพข. หนุนทุนวิจัยพัฒนาดาวเทียมแนคแซท 2 เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันอุตสาหกรรมอวกาศ
วันนี้ (11 ต.ค.2566) ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดงานแถลงข่าวพิธีส่งดาวเทียมแนคแซท 2 (KNACKSAT-2) ซึ่งเป็นโครงการดาวเทียมคิวบ์แซท (CubeSat) ขนาด 3U (30 x 10 x 10 ซม.) พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มีรูปแบบเป็น Ride Sharing Platform หรือการแชร์พื้นที่ใช้สอยบนดาวเทียมร่วมกัน โดยดาวเทียม KNACKSAT-2 มีพื้นที่ในการบรรจุเพย์โหลด (Mission Payload) หรืออุปกรณ์เพื่อปฏิบัติภารกิจถึง 7 ระบบ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากห้วงอวกาศให้สามารถเข้าถึงอวกาศได้ง่ายขึ้น โดยใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้ได้รับการจัดสรรทุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และมีบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด เป็นผู้ร่วมทุนในการวิจัยและพัฒนาระบบ IoT เป็นหนึ่งความสำเร็จจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ซึ่งนอกจากใช้ประโยชน์ในภาคการศึกษาพัฒนาบุคลากรและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศแล้ว KNACKSAT-2 ยังสามารถขยายไปสู่เชิงพาณิชย์ สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจในการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศ โดย มจพ. มีกำหนดนำดาวเทียม KNACKSAT-2 ออกจากประเทศไทยในเดือนตุลาคม 2566 เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำส่งเข้าสู่วงโคจรจากสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ช่วงต้นปี 2567 โดยความร่วมมือระหว่าง มจพ. บริษัท NBSPACE มหาวิทยาลัย Kyushu Institute of Technology (KYUTECH) และ องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA)
บอร์ดบีโอไอเคาะยุทธศาสตร์เชิงรุก 4 ปี ชู 5 อุตสาหกรรมดันไทยสู่ฐานผลิตชั้นนำระดับโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เปิดเผยการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) นัดแรกภายใต้รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมายให้นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานบอร์ดบีโอไอ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนเชิงรุกในระยะ 4 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2567 – 2570) โดยให้ความสำคัญกับ 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่จะผลักดันประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ได้แก่ อุตสาหกรรมกลุ่ม BCG (โดยเฉพาะเกษตร อาหาร การแพทย์ และพลังงานสะอาด) อุตสาหกรรมยานยนต์ (โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (โดยเฉพาะต้นน้ำและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ) อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ และการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ
“ททท.” จับมือ AIS 5G ดึงต่างชาติเที่ยวไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลครอบคลุมทุกมิติ
นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. กล่าวถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยปี 2566 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วกว่า 20.3 ล้านคน พร้อมเพิ่มแรงส่งอย่างต่อเนื่องด้วยการอำนวยความสะดวกด้านระบบสื่อสารและบริการดิจิทัลที่จะสนับสนุนพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้มีความสะดวกสบายและถ่ายทอดประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านโลกออนไลน์ได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งถือเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยรับไฮซีซั่นส่งท้ายปลายปี 2566 โดยบูรณาการร่วมกับพันธมิตรบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่มีความพร้อมเรื่องการให้บริการโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ สามารถรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแคมเปญ “TAT x AIS 5G: Welcome Back to Thailand” มอบแพ็กเกจซิมโทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 ล้านซิม พร้อมสิทธิพิเศษจากพันธมิตรในรูปแบบ e-voucher ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2566 -วันที่ 31 มีนาคม 2567 โดยแจกจ่ายผ่านสำนักงาน ททท. ภูมิภาคเอเชีย และแปซิฟิกใต้ ให้เป็นเครื่องมือทำการตลาดร่วมกับบริษัทนำเที่ยว OTA สายการบิน สมาคมต่าง ๆ ในต่างประเทศ ตั้งแต่ก่อนนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ได้รับประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจมากยิ่งขึ้น
ด้าน นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยว คือ หนึ่งในหัวใจสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทย ดังนั้นในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัลซึ่งมีเป้าหมายหลักคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบสื่อสารที่แข็งแกร่งของประเทศ จึงพร้อมทำหน้าที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดทุกด้านตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางถึง และตลอดการใช้เวลาอยู่ในประเทศไทย
EU จ่อทบทวนกฎระเบียบ REACH คุมเข้มสินค้าเคมีภัณฑ์ทดลองกับสัตว์
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สหภาพยุโรป (EU) มีแนวโน้มที่จะยกระดับการคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมา ในปี 2556 EU ได้มีการใช้บังคับกฎระเบียบควบคุมสินค้าเครื่องสำอาง (EU Cosmetics Regulation) โดยกำหนดให้สินค้าเครื่องสำอางหรือส่วนผสมของเครื่องสำอางจะต้องผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อประเมินความปลอดภัยของสินค้า โดยห้ามใช้สารเคมีในการทดสอบในสัตว์และห้ามจำหน่ายเครื่องสำอางหรือส่วนผสมที่ได้ทดสอบกับสัตว์ในตลาด EU เป็นต้น โดยจะขยายขอบเขตไปทบทวนกฎระเบียบว่าด้วยการจำกัดการผลิต การจำหน่าย และการใช้สารเคมี เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตราย (Registration, Evaluation, Authorisation, and Restriction of Chemicals: REACH) ที่ยังคงมีการใช้สัตว์ในการทดสอบประเมินความเสี่ยงของสารเคมีที่มีผลต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ EU อยู่ระหว่างจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อกำหนดแนวทางทดสอบความปลอดภัยของสารเคมีโดยไม่มี/ลดการทดลองกับสัตว์ อีกทั้งจะสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อหาวิธีอื่นทดแทนการใช้สัตว์ทดลองต่อไป
IMF คาดการณ์ ‘เศรษฐกิจโลก’ อ่อนกำลังในปี 2023 จากผลพวงสงคราม การเงินโลกตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

















