ทำไม “เอเชีย” จึงเป็นหมุดหมายอันเรืองรองที่ควรค่าแก่การลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตในระยะกลางและระยะยาว ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ และแม้ว่าเศรษฐกิจในจีนจะชะลอตัว แต่เอเชียยังคงฉายแสงแรงกล้าและน่าจับตาสำหรับนักลงทุนทั่วโลกเป็นอย่างมาก


Jane Fraser ซีอีโอ Citigroup หรือ Citi ธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติของสหรัฐอเมริกาและบริษัทบริการทางการเงินที่จัดตั้งขึ้นในรัฐเดลาแวร์และมีสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์กซิตี้กล่าวกับ CNA สื่อหลักของสิงคโปร์ว่า ในแต่ละวัน บริษัทเคลื่อนย้ายเงิน 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเยอรมนี ให้กับบริษัทข้ามชาติ 5,000 แห่ง ซึ่งการไหลเวียนของเงินและกิจกรรมส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย โดยเฉพาะในไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม พลวัตการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลผระโยชน์ต่อนักลงทุนในระยะยาว
เธอตั้งข้อสังเกตอีกว่า ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายของเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของแดนมังกรนั้น “ไม่ธรรมดา” นอกจากนี้ สำหรับภูมิภาคเอเชียยังมีโอกาสในการเติบโตหลายประการในสิงคโปร์ ซึ่งมีช่องทางใหม่ๆ มากมายที่กำลังเกิดขึ้น
“ลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการในภูมิภาคนี้ของโลกทำให้ดิฉันทึ่งทุกครั้ง เพราะพวกเขามีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาก ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความมั่งคั่งมหาศาลแล้ว ยังเป็นการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะกลางถึงระยะยาวด้วย” เธอกล่าว
Jane Fraser ซีอีโอของ Citigroup
หัวเรือใหญ่ Citigroup กล่าวถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในตลาดอื่นๆ ว่าผู้บริโภคและลูกค้าองค์กรในสหรัฐอเมริกายังไม่มีความน่ากังวล แม้ว่าประเทศจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีหน้าก็ตาม ส่วนยุโรปมีความท้าทายเชิงโครงสร้างในระยะยาวในตลาดแรงงานและราคาพลังงาน
ทั้งนี้ Citigroup คาดการณ์ว่าเอเชียจะใช้เทคโนโลยีใหม่นำหน้าโลกตะวันตกประมาณ 8-12 ปี ทำให้เอเชียเป็นเหมือนไทม์แมชชีนไปสู่อนาคต แม้ว่าในอดีตโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคนี้จะด้อยพัฒนาเมื่อเทียบกับของตะวันตก แต่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในระดับสูงของเอเชีย กลุ่มประชากรในเมืองและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ร่ำรวยมากขึ้น ตลอดจนจิตวิญญาณของผู้ประกอบการได้ผลักดันให้เอเชียนำเทคโนโลยีมากมายมาใช้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
กล่าวโดยสรุปแรงผลักดันหลักที่อยู่เบื้องหลังการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างรวดเร็วของเอเชีย ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่ด้อยพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการค้าปลีก การธนาคาร และการดูแลสุขภาพ เช่นเดียวกับการแพร่หลายของอินเทอร์เน็ตในระดับสูง คนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกดิจิทัล การขยายตัวของเมือง ชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น และจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ
โดยพื้นที่สำคัญที่เอเชียมีความได้เปรียบเหนือตะวันตกอย่างชัดเจนในปัจจุบัน ได้แก่

Super App แอปพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่รวมฟังก์ชันต่างๆ ไว้ภายในที่เดียว มีเอกลักษณ์เฉพาะในเอเชีย และยังแพร่หลายทั่วทั้งภูมิภาค ด้วยแรงผลักดันจากกลุ่มประชากรอายุน้อยและการยอมรับทางดิจิทัลในระดับสูง ผู้ใช้ชาวเอเชียจึงดื่มด่ำกับสุดยอดแอปฯ และเพลิดเพลินกับความสะดวกสบาย การใช้งานที่ง่าย และบริการต่างๆ มากมาย

Mobile Payment เอเชียเป็นผู้นำของโลกในด้านการชำระเงินผ่านมือถือทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ จากข้อมูลของ Fidelity National Information Services (FIS) ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินและการชำระเงินระบุว่าในปี 2564 กระเป๋าเงินดิจิทัล/มือถือคิดเป็นเกือบ 70% ของมูลค่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในเอเชีย มากกว่าสองเท่าของมูลค่าในอเมริกาเหนือหรือยุโรป ในทำนองเดียวกัน สำหรับการซื้อที่จุดขายจริง เกือบครึ่งหนึ่งหรือ 44% ของการทำธุรกรรมในเอเชีย ดำเนินการผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล/มือถือ ซึ่งมีส่วนแบ่งมากกว่าทางตะวันตก 4-5 เท่า

Social Commerce เป็นส่วนหนึ่งของอีคอมเมิร์ซที่นำเสนอแพลตฟอร์มที่บูรณาการกับคุณสมบัติของโซเชียลมีเดียต่างๆ แก่ผู้บริโภค มอบประสบการณ์การชอปปิงที่ดื่มด่ำและโต้ตอบได้มากขึ้น ซึ่งเอเชียเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่แนะนำ Social Commerce หลายรูปแบบ เช่น การสตรีมอีคอมเมิร์ซแบบสด โดยจากข้อมูลของ Insider Intelligence (บริษัทวิจัยตลาดแบบสมัครสมาชิก ให้ข้อมูลเชิงลึกและแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับการตลาดดิจิทัล สื่อ และการพาณิชย์) คาดว่ากว่าที่สหรัฐอเมริกาจะเข้าถึงระดับการเจาะตลาดการค้าทางโซเชียลจีนใน 2561 ได้ ก็ในปี 2569 ซึ่งบ่งชี้ว่าจีนนำหน้าสหรัฐอเมริกาในการค้าขายรูปแบบนี้ประมาณ 8 ปี เลยทีเดียว

Short-form video ได้ปฏิวัติวิธีที่ผู้คนบริโภคและวิธีที่ผู้สร้างพัฒนาเนื้อหาวิดีโอ การเผยแพร่วิดีโอที่มีความยาวสั้นๆ ในเชิงพาณิชย์เริ่มขึ้นในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่าน TikTok เมื่อทราบถึงความสำเร็จของรูปแบบวิดีโอนี้ ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของตะวันตกจึงได้แข่งขันกันเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ของตนเองที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน ในขณะที่การแข่งขันสำหรับผู้ใช้งานและงบประมาณการโฆษณาก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น

eSports แม้ว่าเกาหลีใต้จะได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็น “บ้านของ eSports” แต่ความนิยมของ eSports ก็แพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียอย่างรวดเร็ว ทำให้ภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางของโลกแห่งการแข่งขันเกม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ในโลกตะวันตกเดินตามรอยของเอเชียด้วยการทำให้ eSports เป็นกีฬาอาชีพ ด้วยการจัดการแข่งขัน eSports พัฒนาทีม eSports ที่ประสบความสำเร็จ ดึงดูดผู้สนับสนุน และสนับสนุนตลาดการไลฟ์สตรีมมิ่งที่กำลังเติบโต ในขณะเดียวกัน เอเชียยังคงสำรวจขอบเขตใหม่ๆ ของ eSports เช่น การปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่าของ eSports การสร้างความนิยมและการปรับขนาดระบบนิเวศ eSports บนสมาร์ทโฟน และการสร้างศูนย์กลาง eSports

Webtoon การ์ตูนดิจิทัลที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการดูบนอุปกรณ์พกพามีต้นกำเนิดในเอเชีย ซึ่งอุตสาหกรรมนี้เอเชียก็ยังคงครองความเป็นผู้นำอยู่ และตอนนี้กำลังรุกเข้าสู่ตลาดตะวันตก บริษัทในเกาหลีใต้ได้เปิดตัวเว็บตูนที่มีอยู่แล้วในเวอร์ชั่นภาษาท้องถิ่น โดยการออกนอกตลาดเอเชียทำให้ได้ผู้เล่นชาวตะวันตก ซึ่งการส่งออกเนื้อหาเว็บตูนดั้งเดิมของตนผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่นเดียวกับ อนิเมะ มังงะ และเคป๊อป ทำให้เว็บตูนกำลังแพร่กระจายเข้าสู่สื่อและความบันเทิงตะวันตกแบบค่อยเป็นค่อยไปทว่าซึมลึก

Digital Healthcare ในเอเชีย การดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลมีความสำคัญทั้งในแง่ของขนาดและการเข้าถึง มีรายงานว่าการดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนประมาณ 1.5 พันล้านคนในเอเชีย (ในแง่ของผู้ใช้ที่ลงทะเบียนในแพลตฟอร์มการดูแลสุขภาพที่เกิดขึ้นใหม่) และฐานผู้ใช้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า อัตราการนำการดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลมาใช้ในเอเชียกำลังพัฒนาอยู่ที่ 2.5 เท่าของอัตราดังกล่าวในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ในเอเชียยังต่างจากประเทศตะวันตกที่ผู้เล่นในทุกขนาดมีความเชี่ยวชาญในบริการด้านสุขภาพแต่ละประเภท และมีระบบนิเวศของบริการที่ครอบคลุม

Citigroup ต้องไปต่อแบบไม่อุ้ยอ้าย

สำหรับก้าวต่อไปของ Citigroup ในขณะที่ Jane Fraser กำลังขับเคลื่อนองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งรวมถึงการลดความซับซ้อนขององค์กรและการลดตำแหน่งงาน เธอได้ยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องแน่ใจว่าบริษัทฯ อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมสำหรับการเติบโตที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย
Jane Fraser ซีอีโอของ Citigroup กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เธอมีภารกิจในการเพิ่มเวลาให้กับบุคลากรของบริษัทฯ เพื่อมุ่งความสนใจไปที่ลูกค้าและมุ่งความสนใจไปที่การดำเนินการ แทนที่จะยึดมั่นในขั้นตอนการทำงานแบบระบบราชการ โดยบริษัทฯ วางแผนที่จะกำจัดการดำเนินการ 5 ขั้นที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิผลออกไปในการปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างองค์กรไม่ซับซ้อนและทำให้การตัดสินใจเร็วขึ้นและง่ายขึ้น รวมถึงช่วยประหยัดงบดุล
โดย Citigroup จะปลดพนักงานฝ่ายบริหารออกและลดตำแหน่งงานในการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ซึ่งจะทำให้ซีอีโอเสามารถควบคุมได้โดยตรงมากขึ้น นั่นหมายความว่าหัวหน้าแผนกทั้ง 5 แผนกของธนาคารจะรายงานตรงต่อ Jane Fraser และธนาคารจะลดบทบาทผู้นำระดับภูมิภาคนอกอเมริกาเหนือด้วย รวมถึงคาดว่าจะมีการปรับลดพนักงานลงจากที่มีอยู่ทั้งหมด 240,000 คนทั่วโลก โดยบรรดาผู้จัดการจะตรวจสอบพนักงานเพื่อกำหนดภายในเดือนพฤศจิกายนว่าใครจะอยู่ในตำแหน่งเดิม ถูกมอบหมายใหม่ หรือเลิกจ้าง แม้จะมีการรายงานข่าวจาก Business Today แล้วว่า Mark Mason ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัทฯ กล่าวในการประชุมทางโทรศัพท์กับนักวิเคราะห์เพื่อหารือเกี่ยวกับผลประกอบการว่า Citigroup ได้ลดตำแหน่งงานทั้งหมดประมาณ 7,000 ตำแหน่งในปีนี้
Jane Fraser ซีอีโอของ Citigroup
เมื่อกล่าวถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขององค์กร เธอบอกว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะต้องคิดใหม่เกี่ยวกับกลยุทธ์ และทบทวนโครงสร้างที่เหมาะกับธนาคารที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่ธนาคารอย่างที่เราเคยเป็น และปลดปล่อยพลังนั้นออกมา”
นอกจากนี้บริษัทฯ จะมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมด้วย เนื่องลูกค้าของ Citigroup คาดหวังการปรับปรุงดังกล่าว
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เป็นอีกก้าวหนึ่งในกลยุทธ์ของ Jane Fraser ในการเพิ่มผลกำไรและปรับปรุงธนาคารนับตั้งแต่เธอเข้ารับตำแหน่งในปี 2564 แม้ว่า Citigroup จะขายธุรกิจบางส่วนไปแล้วและกำลังแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบ แต่ราคาหุ้นก็ยังสู้คู่แข่งไม่ได้
ในระหว่างการสัมภาษณ์กับ CNA เธอยังได้พูดถึงวิธีที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทอย่าง Citigroup รักษากรอบการกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยงว่า “Citigroup ซึ่งดำเนินงานใน 96 ประเทศทั่วโลก ระมัดระวังในการคัดเลือกลูกค้า โดยใช้ความเข้มงวดอย่างมาก ซึ่งประโยชน์ของการลงพื้นที่จริงก็คือ คุณไม่ได้ตัดสินใจจากข้อมูลเท่านั้น แต่เป็นเพราะคุณมีความเข้าใจที่ดี โดยจุดแข็งคือบริษัทฯ มีความสามารถในการติดตามเพื่อช่วยให้ลูกค้าปลอดภัย ป้องกันความเสี่ยงต่างๆ จากผู้ไม่ประสงค์ดี ผ่านความสามารถทางไซเบอร์และการตรวจจับการฉ้อโกงที่มีประสิทธิภาพ”

ที่มา :