เป็นที่ทราบกันดีว่า หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข. เกิดขึ้นเพื่อปฏิบัติภารกิจปิดช่องว่างปัญหาในระบบงานวิจัยของไทย ด้วยการนำผลงานวิจัยลงจากหิ้งแล้วนำเข้าสู่ห้องปฏิบัติการ เพื่อก้าวไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้มากที่สุด พลิกโฉมไทยให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว และพร้อมสำหรับโลกอนาคต สร้างสรรค์ผลงานของผู้ประกอบการที่ได้รับทุนวิจัยจาก บพข. นำงานวิจัยไปพัฒนา ต่อยอด จนกลายเป็นสินค้านวัตกรรมที่มีความแตกต่าง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ก้าวไกลสู่ระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ล่าสุดกลับน่าสนใจยิ่งกว่า นั่นคือการจับมือกันระหว่าง บพข. กับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้การสนับสนุนของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากผู้ประกอบการจะได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับ 4-8 จาก บพข. แล้ว เมื่อนำผลิตภัณฑ์นั้นเข้าสู่ตลาดก็ได้รับการสนับสนุนจาก NIA ที่รับไม้ต่อจาก บพข. ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับ 7-9 ให้ประสบความสำเร็จอย่างครบวงจร ขยายผลงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ทั้งการดำเนินธุรกิจและการเชื่อมต่อแหล่งเงินทุนจากนักลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้ การจ้างงาน กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และก่อให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยมุ่งเน้น 4 แผนงาน ได้แก่ เศรษฐกิจ BCG เทคโนโลยีดิจิทัล อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และ ธุรกิจฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่ (IDEs)
การร่วมมือกันครั้งนี้ จึงเป็นการส่งต่อผลงานทางเทคโนโลยี และนวัตกรรม ภายใต้แผนงานของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ให้ประสบผลสำเร็จอย่างไร้รอยต่อ

รองศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวถึงการร่วมมือกันครั้งนี้ว่า เป็นการส่งผ่านงานวิจัยไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีศักยภาพ และสามารถขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน บพข. และ NIA ได้กำหนดบทบาทการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะการประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องในลักษณะของภาคีความร่วมมือแบบจตุภาคีผ่านการผสานพลังจากมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และ สังคม โดย บพข.จะสนับสนุนผลงานวิจัยและนวัตกรรมในระดับความพร้อมของเทคโนโลยี (TRL) ตั้งแต่ 4-8 หรือช่วงพัฒนาต้นแบบจนถึงช่วงการผลิตและใช้งานอย่างต่อเนื่อง จากนั้นจะส่งต่อให้กับ NIA เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมต่อในระดับที่ 8 นั่นคือช่วงการผลิตและใช้งานอย่างต่อเนื่องขึ้นไป ภายใต้ 4 แผนงาน ประกอบด้วย
แผน P4 : พัฒนาระบบเศรษฐกิจ BCG ในด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน วัสดุชีวภาพ และเคมีชีวภาพฯ
แผน P5 : พัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะฯ
แผน P7 : พัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้สามารถแข่งขันได้
แผน P8 : พัฒนาธุรกิจฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่ (IDEs)

“การจับมือของสองหน่วยงานครั้งนี้ ถือเป็นมิติใหม่แห่งการบูรณาการการทำงานอย่างแท้จริ เพราะทั้ง NIA และ บพข. มีเป้าหมายเดียวกันคือ สร้างขีดความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต เราจึงไม่ต้องการแยกว่างานนี้เป็นงานของ บพข. งานนี้เป็นงานของ NIA โดยมีโจทย์ร่วมกันว่าเราต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการในการนำงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การนำงานวิจัยมาทำให้เกิดมูลค่า วิเคราะห์ วางแผน สร้างต้นแบบ จนกระทั่งผลิตเป็นสินค้านำออกขายในตลาด และประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน” ผอ.บพข. กล่าว

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า NIA ภายใต้บทบาทผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor) เล็งเห็นความสำคัญของการสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อเพิ่มโอกาสในการผลักดันงานวิจัยที่มีศักยภาพออกสู่เชิงพาณิชย์ จึงได้ร่วมมือกับ บพข. ในการจัดสรรทุนสนับสนุน โดย บพข. จะจัดสรรทุนวิจัยในการสร้างนวัตกรรม ด้วยการสนับสนุนแผนงานที่มีความร่วมมือหรือการร่วมลงทุนกับผู้ใช้ประโยชน์ ในขณะที่ NIA จะทำหน้าที่จัดสรรเงินอุดหนุน เพื่อการสนับสนุนภาคเอกชนในการใช้ประโยชน์และขยายผลนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา NIA และ บพข. ได้ทำงานร่วมกันในบทบาทหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU: Program Management Unit) และมีตัวอย่างความสำเร็จของธุรกิจนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดจากงานวิจัยสู่นวัตกรรมได้ เช่น โครงการพาเลตจากขยะกล่องบรรจุภัณฑ์ยูเอชที โครงการ Inspectra : แพลตฟอร์ม AI ช่วยวินิจฉัยรอยโรคมะเร็งเต้านม โครงการ Eggyday : เส้นโปรตีนไข่ขาว โปรตีนสูง ไร้แป้ง และโครงการอีทราน : กล่องควบคุมรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าศักยภาพสูง โดยมีมูลค่าทางธุรกิจและสังคมมากกว่า 250 ล้านบาท ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้การสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมเป็นไปอย่างไร้รอยต่อมากขึ้น ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง NIA กับ บพข. เพื่อมุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมในระดับที่สูงขึ้นและครอบคลุมทุกมิติ

รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวปิดท้ายว่า สกสว. อยากเห็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง PMU ภายใต้แผนงานของ ววน. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดธุรกิจนวัตกรรม เริ่มตั้งแต่งานวิจัยและขยายผลต่อในเชิงพาณิชย์ ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ได้เห็นแผนงานทั้ง 4 เกิดขึ้นภายใต้การทำงานร่วมกันของ NIA และ บพข. ที่จะได้ส่งต่อโอกาสทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทยไปสู่ในเวทีการแข่งขันระดับโลก พร้อมทั้งสามารถช่วยขับเคลื่อนทั้งภาคเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตไปพร้อมกัน โดยในแต่ละแผนมีตัวชี้วัดที่เรียกว่า Key Results หรือ KR ซึ่งเราคิดว่าทั้ง NIA และ บพข. สามารถทำงานร่วมกันและสามารถตอบตัวชี้วัดในแต่ละแผนได้












