“เอมิเรตส์” หนึ่งในสายการบินระดับโลกที่มักเป็นผู้นำเทรนด์การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ ล่าสุดเตรียมนำ “อุโมงค์อัจฉริยะ” มาใช้ในเดือนมีนาคม 2567 อย่างเป็นทางการ เพื่อระบุตัวตนผู้โดยสาร แทนการตรวจหนังสือเดินทาง
“อุโมงค์อัจฉริยะ” โดย General Directorate of Residence and Foreigners Affairs (GDRFA) ในดูไบ ร่วมมือกับเอมิเรตส์ เป็นโครงการแรกของโลกในด้านการควบคุมหนังสือเดินทางซึ่งผู้โดยสารเพียงแค่เดินผ่านอุโมงค์นี้ที่สนามบินนานาชาติดูไบ (DXB) เท่านั้น (ไม่ต้องหยุดยืนเพื่อจ้องกล้องหรือสแกนม่านตาใดๆ) ซี่งถือเป็นการตรวจประทับตราโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองโดยอัตโนมัติ


เพราะเบื้องหลังคือเทคโนโลยีจดจำใบหน้าที่ทำงานผสานกับกล้องที่จะถ่ายภาพด้วยความเร็ว 20 ภาพต่อมิลลิวินาที เพื่อยืนยันให้ถูกต้อง 100% ว่าคนที่เดินผ่านอุโมงค์อัจฉริยะคือผู้โดยสารรายนั้นจริงๆ
โดยผู้โดยสารจะต้องลงทะเบียนก่อนล่วงหน้า เมื่อเดินผ่านอุโมงค์นี้แล้ว หากปรากฏสัญญาณไฟสีเขียวแสดงว่าลงทะเบียนมาแล้วและผ่านการระบุตัวตนเรียบร้อย บนพื้นทางเดินจะฉายภาพตัวอักษรเรืองแสงขนาดใหญ่ระบุเที่ยวบิน และประตูขึ้นเครื่องอย่างชัดเจน แต่หากปรากฏสัญญาณไฟสีแดง จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่ามีข้อผิดพลาดประการใด เพื่อดำเนินการต่อไป
นวัตกรรมนี้จะช่วยลดเวลาการรอของผู้โดยสาร ลดภาระของพนักงาน จะเห็นประโยชน์ชัดเจนในช่วงเวลาที่มีเที่ยวบินและผู้โดยสารหนาแน่น



อันที่จริงแล้ว อุโมงค์อัจฉริยะเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ “Passport-free travel” ของเอมิเรตส์ เพราะไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่จุดเช็คอิน โหลดสัมภาระ ผ่านจุดตรวจคนเข้าเมือง กระทั่งขึ้นไปนั่งบนเครื่องบิน
ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2563 สายการบินเอมิเรตส์เปิดตัวเส้นทางไบโอเมตริกซ์แบบบูรณาการที่สนามบินนานาชาติดูไบ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และมอบประสบการณ์สนามบินแบบไร้การสัมผัส ช่วยลดปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ จากการให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัย (ในห้วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19)
สำหรับเส้นทางไบโอเมตริกซ์แบบบูรณาการนี้ ช่วยให้ผู้โดยสารเดินทางได้อย่างราบรื่นตั้งแต่การเช็คอินเฉพาะไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง ปรับปรุงการไหลเวียนของผู้โดยสารที่ผ่านเข้าออกสนามบินโดยตรวจเอกสารน้อยลงและเข้าคิวน้อยลง ด้วยการใช้เทคโนโลยีไบโอเมตริก ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการจดจำใบหน้าและม่านตา ผู้โดยสารของเอมิเรตส์จึงสามารถเช็คอินเที่ยวบิน ดำเนินพิธีการตรวจคนเข้าเมือง เข้าสู่ห้องรับรองผู้โดยสารของเอมิเรตส์ และขึ้นเครื่องได้ เพียงแค่เดินเล่นในสนามบิน
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.salika.co/2021/03/08/dubai-airport-iris-biometric-post-covid19/

นอกจากนี้ เอมิเรตส์ยังนำเทคโนโลยีอื่นมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการผู้โดยสารด้วย เช่น ใช้ Generative AI เพื่อช่วยให้สายการบินปรับปรุงการบริการลูกค้าและการฝึกอบรมลูกเรือ
Adel Al Redha ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของสายการบินเอมิเรตส์กล่าวว่า “AI สามารถนำประสบการณ์ของผู้โดยสารไปสู่อีกระดับ ด้วยการใช้ AI เราสามารถมอบประสบการณ์ที่ผู้โดยสารสมควรได้รับ ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้การทำงานของสายการบินมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ที่เอมิเรตส์ เราได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนในการฝึกอบรมลูกเรือของเราจากผู้ฝึกสอนแบบเดิมๆ ไปสู่การใช้ AI เชิงสร้างสรรค์ซึ่งมีโปรแกรมการฝึกอบรมที่ซับซ้อนมาก”

“น่าเสียดายที่บริษัทหลายแห่งมุ่งสู่การลดต้นทุนและประหยัด ซึ่งทำให้บางทีพวกเขาอาจรอดได้ในระยะสั้น แต่ตอนนี้พวกเขากำลังจะตายเพราะได้ลดระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การลงทุน และประสบการณ์ของลูกค้าลง แต่ตอนนี้เราจำเป็นต้องยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าไปอีกระดับหนึ่ง ตั้งแต่การใช้ AI เพื่อวางแผนเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับเครื่องบิน ไปจนถึงการใช้ Generative AI เพื่อช่วยผู้โดยสารจองเที่ยวบิน เช็คอินที่สนามบิน หรือเปลี่ยนแปลงกำหนดการเดินทาง เพราะเรามั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพอย่างมากในการปรับปรุงอุตสาหกรรม”
การปรับปรุงเทคโนโลยีส่งผลให้มีผู้คนจองเที่ยวบินโดยตรงกับเอมิเรตส์ทางออนไลน์มากขึ้น โดยแนวโน้มดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปเนื่องจากเทคโนโลยีอัตโนมัติยังคงก้าวหน้าต่อไป
“เอมิเรตส์ต้องพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับความต้องการทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้โดยสาร เราต้องรับมือกับทั้งเทคโนโลยี การลงทุน และความพร้อมใช้งานของอุปกรณ์ในวงกว้าง”
“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว บางทีเราอาจฝันว่าจะมีการจองบัตรโดยสารทางช่องทางออนไลน์ 5% หรือ 10% แต่ตอนนี้มีสัดส่วนมากกว่า 50% แล้ว และอีกไม่นานนักในอนาคต เราจะได้เห็นว่าผู้โดยสารของเราเกือบ 80% ทำเช่นนั้น” Adel Al Redha กล่าว

ที่มา :
- Emirates’ biometric facial recognition: The future of passport-free boarding?
- Passport-free travel
- Generative AI to help Emirates airline improve customer service and crew training











