หากพูดถึงมอเตอร์ไซค์กับผู้ขับขี่ชาวไทย อาจพูดได้เลยว่ามอเตอร์ไซค์เป็นมากกว่ายานพาหนะ เปรียบเป็นปัจจัยที่ 5 ที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันเลยก็ว่าได้ เพราะสำหรับใครหลายคน มอเตอไซค์ เป็นทั้งเครื่องมือทำมาหากิน หรือ รถของครอบครัวที่ใช้รับ-ส่ง สมาชิกในครอบครัว ซึ่งล่าสุด เมื่อยุคของยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มาถึง กระแสความนิยม มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ก็โตขึ้นอย่างต่อเนื่องควบคู่กับกระแสรถยนต์หรือยานพาหนะประเภทอื่นๆ
ที่ผ่านมา พบว่าจากสถิติยอดจดทะเบียนใหม่ 7,302 คัน ในปี 2565 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดกว่า 100% จากปี 2564 ที่มียอดเพียง 3,477 คัน และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากนี้ไปจากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ อาทิ การเติบโตของธุรกิจขนส่งอาหารและพัสดุ รวมถึงแนวโน้มการขยายตัวไปยังธุรกิจบริการด้านอื่นๆ การให้เงินอุดหนุน 18,000 บาทจากภาครัฐ เพื่อให้ราคาของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจูงใจผู้บริโภคตามมาตรการสนับสนุน
ด้าน Arthur D. Little บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการระดับโลก คาดการณ์ว่าการใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในประเทศไทยอาจจะเพิ่มขึ้นถึง 763,000 คันภายในปี 2573 โดยจะมีผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Honda Yamaha หรือผู้เล่นรายใหม่อย่าง Deco NIU H SEM เข้ามาทำตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในไทย ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของตลาดนี้

นอกจากนี้ การส่งเสริมให้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ก็เป็นเมกะเทรนด์ของความร่วมมือกันทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เพื่อให้บรรลุสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 ด้วยการเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดช่วยลดโลกร้อนและสร้างความยั่งยืน
โดยในส่วนของผู้ขับขี่ยังสามารถเทิร์นค่าน้ำมันต่อเดือนมาเป็นค่าผ่อนรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้อย่างเห็นได้ชัด เพราะค่าชาร์จไฟต่อครั้งเพียง 9-15 บาทสำหรับใช้งานในระยะทาง 100-140 กม. เท่านั้น
ทั้งนี้ ยังมีบทวิเคราะห์ถึงข้อดีที่เห็นได้ชัดกับการมีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไว้ คือ
แรงบิด และ พลังในชั่วพริบตา
ในขณะที่เครื่องยนต์ที่ใช้แก๊สใช้เวลาในการเร่ง และ แรงบิดสูงสุด ซึ่งต้องใช้เครื่องยนต์ที่หมุนด้วยรอบต่อนาที (RPM) ที่สูง มอเตอร์ไฟฟ้าจะให้กำลัง และ แรงบิดสูงสุดในทันทีตั้งแต่ 0 รอบต่อนาที (RPM) รวมถึงรักษากำลัง และ แรงบิดที่สม่ำเสมอตลอดช่วงการหมุนรอบต่อนาที (RPM) ทั้งหมดด้วย นั่นหมายความว่าคุณจะได้รับสมรรถนะที่ดีขึ้นด้วยมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เบาและ ขนาดเล็กกว่ามาก หรือคุณสามารถขับซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า (Electric Superbike) คันใหญ่ ซึ่งสามารถเร่งความเร็วได้อย่างเมามัน
มอบความสะดวกความสบายยิ่งขึ้น
รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์ทั่วไปจะไม่กระเทือน หรือ สั่นขณะขี่ หรือเมื่อคุณหยุดรถขณะติดไฟแดง แม้ว่าเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊สจำนวนมากมีส่วนเสริมคือเครื่องถ่วงล้อที่ช่วยลดการสั่นสะเทือน แต่ทำไมต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วยล่ะ นอกจากนี้คุณยังไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดไฟลุกไหม้โดยไม่ได้ตั้งใจที่ส่วนหัวของท่อไอเสียอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเหรียญมีสองด้าน การใช้ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ก็มีข้อควรระวังหรือสิ่งที่ผู้ใช้ยังกังวล โดยเว็บไซต์ การตลาดวันละตอน ได้วิเคราะห์ถึงประเด็นข้อควรระวังในการใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไว้ดังนี้
ไม่มีศูนย์ซ่อม เป็นเรื่องที่คนมักจะตั้งคำถามมากที่สุด เพราะตอนนี้ยังมีศูนย์ซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าน้อยมากยกเว้นเป็นศูนย์ของแต่ละแบรนด์เท่านั้น
ราคาแพง ส่วนใหญ่ผู้ขับขี่มองในหลายมิติ อย่างรู้สึกว่าราคาแพง เพราะคุณภาพต่ำกว่าราคา กับอีกด้านหนึ่งคือราคาแพงกว่ารถน้ำมัน โดยในประเด็นนี้ทางแบรนด์ควรต้องพัฒนางานด้าน R&D หรือ Technical team เพื่อปรับปรุงคุณภาพ ส่วนเรื่องของราคาที่แพงกว่าน้ำมัน มองว่าสามรถแก้ไขได้ด้วยวิธีการสื่อสาร ที่ทำให้คนเข้าใจว่าทำไมถึงมีราคาที่แพงกว่า แล้วดีกว่ารถน้ำมันยังไง
วิ่งได้ในระยะทางที่จำกัด เป็นอีกหนึ่งคำถามยอดฮิตของคนที่สนใจรถ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ซึ่งตอนนี้หลายๆ แบรนด์ก็พยายามพัฒนารถที่วิ่งได้ค่อนข้างไกล มีตั้งแต่ 50-120 กิโลเมตรต่อการชาร์จทีเดียว
อย่างไรก็ตาม การทำให้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้นในฐานะทางเลือกของยานพาหนะสีเขียว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คือ มาตรการการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะ โครงการ EV3.5 ที่มีส่วนช่วยเร่งพลังการเติบโตของมอเตอร์ไซค์ EV อย่างต่อเนื่อง
โดยบอร์ดอีวีของประเทศไทยได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ซึ่งจะดำเนินไปตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปี 2570 เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรม EV ให้เกิดการลงทุนภายในประเทศ โดยภาครัฐจะให้เงินอุดหนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 150,000 บาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป

และมาตรการ EV 3.5 กำหนดให้ผู้ได้รับการสนับสนุนต้องตั้งฐานผลิตในประเทศไทยเพื่อชดเชยการนำเข้าภายในปี 2569 ด้วยอัตราส่วน 1:2 (นำเข้า 1 คัน ผลิตชดเชย 2 คัน) และเพิ่มเป็น 1:3 หากผลิตภายในปี 2570 โดยยานยนต์ที่ผลิตต้องผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและผ่านการทดสอบมาตรฐานตามมาตรฐานสากลจากศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC)
นอกจากมาตรการ EV 3.5 แล้ว ภาครัฐยังขับเคลื่อน นโยบาย 30@30 สู่เป้าหมายผลิตรถ Zero Emission Vehicles (ZEVs) 30% ภายในปี 2573 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เป้าหมายสังคมแห่ง Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ด้วย
ดังนั้น โดยสรุปแล้ว มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐ ในส่วนประเภท รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท ด้วยการสมทบเงินอุดหนุน 18,000 บาท/คัน และสิทธิประโยชน์จากภาษีสรรพสามิต อัตราภาษี 1% นั้น มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้านั้นจะต้องมีเงื่อนไข ดังนี้
ใช้แบตเตอรี่ ประเภท ลิเทียมไอออน
ความจุแบตเตอรี่ ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ขึ้นไป หรือมีระยะทางวิ่ง ตั้งแต่ 75 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ใช้ยางล้อที่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานเลขที่ มอก. 2720-2560 หรือที่สูงกว่า
ผ่านการทดสอบความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เลขที่ มอก. 2952-2566
อัปเดตทุกมิติของการพัฒนา EV
EV Hub ฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ระดับภูมิภาคใน EEC แบรนด์ดังจ่อตั้งฐานการผลิตในไทยต่อเนื่อง
หาคำตอบให้ครบทุกด้าน ทิศทางโลกไปทางไหน? แล้วไทยได้อะไรบ้าง? จาก ‘EV’olution การปฏิวัติยานยนต์ไฟฟ้า’










