Henry Kissinger บุรุษผู้ที่ประวัติศาสตร์อยากจารึก และไม่อยากจารึก

ประวัติศาสตร์อินโดจีน ไม่เคยให้อภัย Henry Kissinger ในฐานะ “นักยุทธศาสตร์” ผู้กำหนด “กลยุทธ์สงคราม” นำมาซึ่งการทำลายล้าง และการสังหารหมู่พลเมืองอินโดจีนจำนวนมาก


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. Erin Lin แห่งคณะรัฐศาสตร์ Ohio State University เจ้าของหนังสือ When the Bombs Stopped ระบุว่า “สหรัฐอเมริกา” ได้ทิ้งระเบิดราว 500,000 ลูกใส่ “กัมพูชา” ในปฏิบัติการของ CIA ที่ขยายวงจาก “ลาว” เข้าไปที่ “กัมพูชา” ซึ่งคาดว่าทำให้มีประชาชนเสียชีวิตราว 150,000 คน
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. Ben Kiernan แห่งโครงการศึกษาด้านการสังหารล้างเผ่าพันธุ์ Yale University เผยว่า การทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงของ “สหรัฐอเมริกา” ที่ “กัมพูชา” ใน “สงครามเวียดนาม” ทำให้ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมกับกลุ่มต่อต้าน จนนำไปสู่การรัฐประหารในปี ค.ศ. 1970 และการขึ้นสู่อำนาจของ “เขมรแดง” นำไปสู่เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. Larry Berman แห่ง University of California วิทยาเขต Davis ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสงครามเวียดนาม กล่าวว่า ช่วง “สงครามเวียดนาม” ระหว่างปี ค.ศ. 1965 ปี ค.ศ. 1975 “สหรัฐอเมริกา” และชาติพันธมิตรฯ ได้ทิ้งระเบิดมากกว่า 7.5 ล้านตัน ใส่ “เวียดนาม” “ลาว” และ “กัมพูชา”
ซึ่งมากกว่าปริมาณระเบิดที่ใช้ใน “ยุโรป” และ “เอเชีย” ใน “สงครามโลกครั้งที่ 2” ถึง “สองเท่า”!!!
นี่คือผลพวงนโยบายต่างประเทศของ “สหรัฐอเมริกา” ที่มี Henry Kissinger เป็นกุนซือ เป้าหมายเพื่อปราบปรามลัทธิคอมมิวนิสต์ใน “เวียดนามเหนือ” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก “สหภาพโซเวียต” และ “จีน” ทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องตายไป
โดยในระหว่างปี ค.ศ. 1964 ถึงปี ค.ศ. 1973 “กองทัพสหรัฐอเมริกา” ได้ทิ้งระเบิดรวม 4,000 ล้านลูกใส่ลาว โดยมีเป้าหมายทำลายพื้นที่เรียกว่า “โฮจิมินห์เทรล” ซึ่งเป็นเส้นทางที่ “กองทัพเวียดนามเหนือ” ใช้ลำเลียงกำลังพล และยุทโธปกรณ์ ไปยัง “เวียดนามใต้”
ทำให้ “ลาว” กลายเป็นประเทศที่ถูกถล่มด้วยระเบิดมากที่สุดในโลก!!!
ปัจจุบัน ยังคงมี “พลเมืองอินโดจีน” ที่สูญเสียอวัยวะ รวมถึงญาติมิตรผู้เสียชีวิต ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางพื้นที่ที่เต็มไปด้วยระเบิด และกับระเบิด

นโยบายการทูตของ Henry Kissinger ภายใต้รหัส Shuttle Deplomacy นำไปสู่การหยุดยิงในสงครามอาหรับ-อิสราเอล ปี ค.ศ. 1973
เทปลับของ Richard Nixon จากคดี Watergate อันอื้อฉาว ที่บันทึกเสียง Golda Meir นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล โดย Golda Meir ได้กล่าวขอบคุณที่ Henry Kissinger ปฏิบัติต่อประเทศของเธอด้วยดีเสมอมา
แต่ภายหลังจากที่ Golda Meir ลงจากตำแหน่ง เทปลับนี้ก็เผยให้เห็นด้านมืดของ Realpolitik หรือ “การทูตที่สอดคล้องกับสถานการณ์” ที่ไม่ยึดติดกับอุดมการณ์ใดๆ อย่างชัดเจน

เนื่องด้วย ปรากฏว่า ทั้ง Henry Kissinger และ Richard Nixon ต่างไม่มีเจตนาที่จะกดดัน “สหภาพโซเวียต” อนุญาตให้ “ชาวยิว” ใน “รัสเซีย” เดินทางไปเริ่มชีวิตใหม่ใน “อิสราเอล” เลย
“การอพยพชาวยิวจากโซเวียต ไม่ใช่เป้าหมายของนโยบายต่างประเทศอเมริกา” Henry Kissinger กล่าว “ถ้าโซเวียตจับยาวยิวเข้าห้องรมแก๊สในสหภาพโซเวียต นั่นไม่ใช่ปัญหาของอเมริกัน แต่อาจเป็นปัญหาด้านมนุษยธรรม”
หลายปีต่อมา Henry Kissinger เป็นสักขีพยานการลงจากอำนาจของ Richard Nixon จากเรื่องอื้อฉาวคดี Watergate แต่ Gerald Ford ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนถัดมา ยังไว้วางใจให้ Henry Kissinger ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ห้วงเวลาที่ “สงครามเย็น” พุ่งสู่จุดสูงสุด และ “วันสิ้นโลก” หรือ “วันทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ของสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา” ถูกยับยั้งเอาไว้ได้ที่ “คิวบา”
ทว่า “กองทัพอเมริกัน” ในเวลานั้นยังคงจมปลักอยู่ใน “เวียดนาม” ส่วน “สหภาพโซเวียต” ดาหน้าเข้าใส่ “กรุงปราก” ของ “เช็คโกสโลวาเกีย”
อย่างไรก็ดี Richard Nixon และ Henry Kissinger ยังคงมุ่งมั่นที่จะลดความตึงเครียด ระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” และ “สหภาพโซเวียต” ด้วยการฟื้นฟูการเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อหวังลดอาวุธนิวเคลียร์ของแต่ละฝ่าย
ขณะเดียวกัน “สหรัฐอเมริกา” ก็เปิดการหารือกับ “รัฐบาลจีน” ผ่าน “โจว เอินไหล” นายกรัฐมนตรีจีนในขณะนั้น นำมาสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” และ “จีน”
จนช่วยกดดัน “สหภาพโซเวียต” ในทางอ้อม เพราะลึกๆ แล้ว “สหภาพโซเวียต” เองก็หวาดกลัว “จีน” ที่เป็น “เพื่อนบ้านผู้ทรงอำนาจ” เช่นกัน

ดังนั้น ความพยายามของ Henry Kissinger จึงนำมาสู่ภาพการเดินทางเยือน “จีน” ครั้งประวัติศาสตร์ของ Richard Nixon ในปี ค.ศ. 1972 ที่เขาได้พบ “โจว เอินไหล” และ “เหมา เจ๋อตุง” ถือเป็นจุดสิ้นสุดการโดดเดี่ยวทางการทูต และความบาดหมาง ระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” กับ “จีน”

กลับไปที่ “เวียดนาม” Henry Kissinger ได้กล่าวประโยคอมตะ Peace with Honour หรือ “สันติภาพที่มาพร้อมเกียรติยศ” แทน “คำมั่นสัญญา” ในการหาเสียงของ Richard Nixon
โดยที่ Henry Kissinger ได้แถลงมานานแล้วว่า ชัยชนะทางการทหารของ “สหรัฐอเมริกา” ใน  “เวียดนาม” นั้น “ไร้ซึ่งความหมาย” และ “สหรัฐอเมริกา” ก็ไม่สามารถที่จะ “บรรลุข้อเท็จจริงทางการเมือง” แม้ว่าจะ “ถอนทหาร” ออกมาจาก “เวียดนาม” ไปแล้วกี่สิบกี่ร้อยปีก็ตาม
เพราะ “สงครามเวียดนาม” นำมาซึ่งความตายของพลเรือนอย่างน้อย 50,000 คน ที่บั่นทอนเสถียรภาพการเมืองใน “อินโดจีน” จนนำมาสู่ “สงครามกลางเมือง” ใน “กัมพูชา” และเป็น “จุดกำเนิด” ของ “ระบอบเผด็จการทหารสุดโหดเหี้ยม” ภายใต้การนำของ “ผู้นำเขมรแดง” ที่ชื่อ “พล พต”
Henry Kissinger ที่ขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นผู้นำการเจรจาหลายต่อหลายครั้งกับ “เวียดกง” ใน “กรุงปารีส” จนบรรลุข้อตกลงที่จะ “ถอนทหารอเมริกัน” ออกมาจาก “เวียดนามใต้”
ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้เขาได้รับ “รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ” ร่วมกับ “เล ดึ๊ก เถอะ” สมาชิกอาวุโส “พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม” ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์จากนักเคลื่อนไหว และนักรณรงค์ด้านสันติภาพ ว่า Henry Kissinger ไม่คู่ควรกับรางวัลนี้
อย่างไรก็ดี Henry Kissinger ตอบรับรางวัล “ด้วยความถ่อมตน” และบริจาคเงินรางวัลให้กับ “มูลนิธิซึ่งสนับสนุนเด็กที่เสียพ่อไปจากสงครามในเวียดนาม”


Henry Kissinger เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1923 ที่เมือง Fürth แคว้น Bavaria ประเทศเยอรมนี มีชื่อเป็นภาษาเยอรมันว่า Heinz Alfred Kissinger เนื่องจากเกิดในครอบครัวชาวเยอรมันเชื้อสายยิว และได้อพยพออกจากเยอรมนีเพื่อลี้ภัยนาซี มาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.1938 ขณะที่ Henry Kissinger อายุได้ 15 ปี

บิดาชื่อ Louis Kissinger เป็นครูสอนหนังสือ มารดาชื่อ Paula Stern เป็นแม่บ้าน Henry Kissinger มีน้องชายหนึ่งคนชื่อ Walter Kissinger โดย Kissinger ถูกตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1817 ตามชื่อเมืองเกิดของ Meyer Löb บรรพบรุษต้นตระกูล
Henry Kissinger ได้เป็นพลเมืองสหรัฐฯ เมื่อปี ค.ศ. 1943 และเข้ารับราชการในกองทัพสหรัฐฯ เป็นเวลา 3 ปี และต่อมาทำงานใน Counter Intelligence Corps หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์

Henry Kissinger เป็นผู้ที่มีทั้งคนรัก และคนชัง เขาเคยถูกประณามว่าเป็น “อาชญากรสงคราม” ด้วยข้อครหาเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิด และมีส่วนรู้เห็นกับการทรมาน และอุ้มหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Henry Kissinger มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารในประเทศชิลีเมื่อปี ค.ศ. 1973 และเป็นผู้ให้ไฟเขียวแก่รัฐบาลทหารอาร์เจนตินาในสงครามกลางเมือง โดยมีส่วนสำคัญในการที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปสนับสนุนปากีสถานในสงครามปลดแอกบังคลาเทศจนเกิดการสังหารหมู่
ขณะเดียวกัน Henry Kissinger กลับได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศสหรัฐที่มีผลงานที่สุดในแวดวงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่ 56 ของสหรัฐอเมริกา Henry Kissinger ถือเป็นนักการทูตผู้มีบทบาทสำคัญในยุคสมัยของเรา เขามักรับบทผู้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงของโลกหลายต่อหลายครั้ง

Henry Kissinger อายุยืนถึง 100 ปี หรือ “1 ศตวรรษ” โดยเขาได้เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา