เช็ค 5 โอกาสและความท้าทายของการขับเคลื่อน ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย ปี 2567

หากพิจารณาข้อมูลล่าสุดที่รายงานโดยกระทรวงพาณิชย์ จะพบว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย มีจำนวนนิติบุคคลรวม 42,047 ราย โดยเปิดกิจการใหม่ 158 ร้าย ลดลง 6.5% และปิดกิจการ 266 ราย ลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

โดยมีธุรกิจโลจิสติกส์ที่น่าจับตามอง คือ การขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร ซึ่งเปิดกิจการใหม่ จำนวน 55 ราย คิดเป็น 23.9% ของกิจการเปิดใหม่ทั้งหมด โดยธุรกิจที่มีสัดส่วนการเปิดกิจการใหม่รองลงมา คือ กิจกรรมตัวแทนรับจัดการส่งสินค้าและตัวแทนออกของ (ตัวแทนดำเนินพิธีการศุลกากร) และการขนส่งสินค้าอื่นๆ ทางถนน ตามลำดับ
ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศในธุรกิจโลจิสติกส์ (ธ.ค. 2566) มูลค่า 41,651.65 ล้านบาท คิดเป็น 42.77% ของการลงทุนในกลุ่มโลจิสติกส์ในประเทศไทย สัญชาติที่มีการลงทุนมากที่สุด ได้แก่ มอริเชียส สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง ตามลำดับ
สำหรับธุรกิจที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การขนส่งผู้โดยสารทางอากาศที่มีตารางเวลา คิดเป็น 94.23% ของการลงทุนในกลุ่มโลจิสติกส์ในประเทศไทย
ด้วยเหตุนี้ จากตัวเลขที่เกริ่นมานี้ ย่อมเห็นว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย ในปี 2567 มีแนวโน้มสดใสใม่น้อย แต่อย่างไรก็ดี เพื่อการวางแผนเดินหน้าธุรกิจนี้ไปในทิศทางที่สอดคล้องกับเทรนด์โลกให้ได้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องรู้ในประเด็นโอกาสและความท้าทายของธุรกิจโลจิสติกส์ในปี 2567 ด้วย เพื่อวางแผนในการทำธุรกิจได้อย่างรัดกุมที่สุด

5 โอกาสและความท้าทายของ ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย ในปี 2567

โดยโอกาสและความท้าทายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับ ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย ในปี 2567 คือ
  • การค้าระหว่างประเทศฟื้นตัวต่อเนื่อง
รายงาน Global Trade Outlook and Statisticsฉบับเดือนตุลาคม 2566 ขององค์การการค้าโลก คาดการณ์การเติบโตของการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกในปี 2567 ไว้ที่ 3.3% ตามประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 2.5%
อย่างไรก็ดี อัตราการเติบโตดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าในอดีต และมีระดับที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ตามศักยภาพของระบบเศรษฐกิจสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปผู้ประกอบการจึงควรติดตามสถานการณ์และพิจารณาอย่างรอบคอบ และดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง
  • สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ทั้งสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความไม่สงบในอิสราเอล ซึ่งนำมาสู่ความไม่ปลอดภัยทางการขนส่งในทะเลแดงสู่คลองสุเอซ ตลอดจนสงครามการค้าและความพยายามแบ่งแยกห่วงซ่อุปทานระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังคงเป็นประเด็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องคำนึงถึงในปี 2567 เนื่องจากส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศโดยตรงและยังส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่นน้ำมันดิบ จึงอาจกระทบต่อต้นทุนการดำเนินการด้านโลจิสติกส์อย่างยากจะหลีกเลี่ยง
  • การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์
สถานที่เก็บสินค้ารายใหญ่ของโลกหลายรายเร่งกระบวนกาผู้ส่งสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในธุรกิจของตน ทั้งการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Al) และเทคโนโลยีบล็อคเชนในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถติดตามสินค้าได้แบบเป็นปัจจุบัน รวมถึงความพยายามผลักดันสู่การขนส่งสินค้าไร้กระดาษ ตลอดกระบวนการ อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลก็ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยไซเบอร์ควบคู่กันเสมอ เนื่องจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องหลายส่วนควรเก็บเป็นความลับ

  • การขนส่งสินค้าที่คำนึงถึงความยั่งยืน
เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกยังจำเป็นต้องร่วมกันแก้ปัญหา และอุตสาหกรรมการขนส่งซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ โดยหลายประเทศเริ่มพิจารณามาตรการให้ตรวจสอบปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งรวมเข้ากับส่วนของสินค้า และอาจใช้มาตรการลักษณะเดียวกันกับ CBAM ของสหภาพยุโรป
รวมถึงความพยายามในการผลักดันการลดการปลดปล่อยคาร์บอนขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ซึ่งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ล้วนเป็นไปเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน อย่างไรก็ดี มาตรการเหล่านี้ก็อาจเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ
  • อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย
การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกเพื่แก้ปัญหาเงินเฟ้อยังคงส่งผลอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปัญหาเงินเฟ้อจะเริ่มคลี่คลายลงแล้ว แต่รนาคารกลางหลายประเทศก็ยังคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการและกำลังซื้อของผู้บริโภค ประเด็นนี้จึงยังคงเป็นปัจจัยจำกัดการเติบโตของเศรษฐกิจ และการค้าทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นผลกระทบถึงธุรกิจโลจิสติกส์ซึ่งทำหน้าที่รองรับการค้าด้วยเช่นกัน

ขนส่งไทย

  • แชร์วิธีการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการเชื่อมต่อภาคบริการโลจิสติกส์
ปัจจุบันภาคบริการมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจทั่วโลกมากขึ้น และมีสัดส่วนต่อ GDP โลกมากกว่าภาคเกษตรและอุตสาหกรรมรวมกัน โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53 ในปี 2513 เป็นร้อยละ 67 ในปี 2564 ทำให้ภาคบริการเป็นภาคส่วนสำคัญที่ส่งเสริมการเติบโตทางเศษฐกิจและการจ้างงานทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา
จากผลการศึกษาของศูนย์การค้านานาชาติ (International Trade Center: ITC) ระบุว่า ภาคบริการที่เชื่อมต่อกัน หรือ Connected Services เป็นหัวใจในการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งมี 4 ภาคบริการที่เป็นหลักสำคัญในการพัฒนา ได้แก่ การขนส่งและโลจิสติกส์ การบริการทางการเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และการบริการธุรกิจและบริการเฉพาะกิจ (business and professional services)
เนื่องจากบริการดังกล่าวให้บริการแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจ การพัฒนาภาคบริการข้างต้นจึงจะเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถทางการแข่งข้นให้กับธุรกิจอื่นๆ ที่ได้รับบริการ เช่น ธุรกิจที่สามารถเข้าถึงการบริการทางการเงินที่มีคุณภาพสูง ร้อยละ 46 มักจะสร้างผลิตภัณฑ์ออกมาได้บ่อยครั้งกว่า
ในขณะที่ธุรกิจที่สามารถเข้าถึงการบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีคุณภาพสูง ร้อยละ 58 มีเว็บไซของตนเอง โดยผลลัพธ์ทางตรงจากการพัฒนาภาคบริการที่เชื่อมต่อกันเหล่านี้คือการเพิ่มการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาคบริการดังกล่าว ซึ่งมีผลลัพธ์ทางอ้อมคือการที่ภาคบริการอื่นๆ ซึ่งได้รับการบริการที่ดีจากภาคบริการที่เชื่อมต่อกันข้างต้น ให้มีการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไปด้วย

อัปเดตแนวโน้มการขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีความสำคัญต่อการค้าสินค้าและบริการในปี 2567

  • การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
เพื่อขายสินค้าออนไลน์ได้ทั้งในระยะใกล้และระยะไกล โดยไม่ต้องมีต้นทุนการมีหน้าร้าน รวมทั้งสามารถใช้เทคโนโลยี ในการวางแผนจัดการการใช้ทรัพยากรให้ดียิ่งขึ้น การใช้เทคโนโลยีในการติดตามเรือและจัดการสินค้า และการประสานเส้นทางกับรถบรรทุกเพื่อลดระยะเวลาในการขนส่ง เพิ่มความสามารถในการดำเนินการ ลดต้นทุน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ความยั่งยืน
การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในปัจจุบัน ซึ่งภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ก็มีการส่งเสริมการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การออกกฎระเบียบ IMO 2020 โดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization) ที่กำหนดให้เรือรุ่นเก่ามีการใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดขึ้นและติดตั้งระบบบำบัดอากาศบนเรือ
  • การจัดการคลังสินค้า
การใช้ระบบอัตโนมัติเข้าร่วมในการขนส่ง จัดเก็บ และการดำเนินการต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทาน อย่างการใช้หุ่นยนต์หยิบจับและวางชิ้นงาน (picking robots) ที่สามารถเคลื่อนย้ายสินค้าได้โดยอัตโนมัติ และการใช้เทคโนโลยีระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ ที่ช่วยให้เห็นข้อมูลสินค้าในคลังในเวลาปัจจุบัน ทำให้ผู้ใช้งานในระบบทั้งหมดสามารถวางแผนการจัดการคลังสินค้าได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  • ความยืดหยุ่นในห่วงโซ่
หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์มีความจำเป็นต้องมีการจัดการอุปทาน (Supply Chain เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยวิธีที่สำคัญ อาทิ การบริหาร Resilience หรือความเสี่ยง การเพิ่มความสามารถในการปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัว การสร้างพันธมิตรและคู่ค้าเพื่อให้มีผู้ผลิตที่หลากหลาย
  • พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ต้องปรับตัวให้เข้ากับการค้าผ่านทางออนไลน์ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ(E-commerce) ในปัจจุบัน เนื่องจากการค้าในรูปแบบดังกล่าว สามารถเพิ่มจำนวนครั้งในการขนส่ง และต้องมีการขนส่งอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังต้องคำนึงถึงต้นทุนการส่งคืนสินค้าที่ผู้บริโภคไม่พึงพอใจอีกด้วย
ความต้องการการขนส่ง ภาคการขนส่งต้องมุ่งเน้นการขนส่งให้ถึงผู้บริโภคอย่างรวดเร็วที่สุด ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนขั้นตอนที่รวดเร็วขึ้น โลจิสติกส์แบบดั้งเดิมให้มีจุดกระจายสินค้ามากขึ้น มีคลังสินค้าในแต่ละภูมิภาคมากขึ้น เพื่อให้สะดวกแก่การขนส่งสินค้าไมล์สุดท้าย (Last-Mile Delivery) ให้ไปถึงมือผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้โดรนหรือรถบรรทุกไร้คนขับเพื่อที่จะส่งสินค้าดังกล่าว และอาจจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการขนส่งสินค้าต่อไปในอนาคต

ที่มา : รายงานสถานการณ์ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย ฉบับเดือนธันวาคม 2566 จากกองนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าสินค้าอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการ (อบ.)


อัปเดตเทรนด์อุตสาหกรรมในหลากหลายด้าน

ความท้าทายของกระแส Green electronics ใน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ของไทย ท่ามกลางแรงกดดันด้าน ESG และการกอบกู้วิกฤตขยะอิเล็กทรอนิกส์

เปิด เทรนด์อุตสาหกรรม ปี 67 ‘อีวี-อาหาร’ ขยายตัวแรงกว่าที่คิด

เปิดโผ 10 เทรนด์อาชีพปี 2024 ตลาดแรงงานมีความต้องการสูง เติบโตได้ตาม 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

Previous article“ดีลอยท์” วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยและเทคโนโลยีเกิดใหม่ในปี 2567
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.20
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์