หากให้คิดถึงองค์กรไทยที่เป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน เชื่อว่าชื่อของ SCG (เอสซีจี) จะต้องขึ้นมาในลิสต์เป็นชื่อแรกๆ ยิ่งในยุคที่ทุกธุรกิจให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนทิศทางของการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับ แนวทาง ESG เอสซีจี ก็ได้เดินหน้ากลยุทธ์ ESG 4 Plus ที่ให้ความสำคัญกับการเร่งสร้างสังคม Net Zero ที่น่าอยู่ในทุกมิติ โดยตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ปรับให้ทุกธุรกิจมุ่งใช้กระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก และร่วมกับทุกภาคส่วนลดเหลื่อมล้ำให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
และเนื่องด้วย เอสซีจี มีไลน์ธุรกิจที่ครอบคลุมในหลากหลายความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งมีธุรกิจหนึ่งที่เป็นรากฐานของ SCG และได้ดำเนินมาอย่างยาวนาน นั่นคือ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ที่นอกจากสำนักงานใหญ่จะอยู่ที่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่บางซื่อ กรุงเทพฯ แล้ว เอสซีจี ยังมีโรงผลิตปูนที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค โดยหนึ่งในโรงปูนที่ก่อตั้งขึ้นและมีความเป็นมาในการก่อร่างสร้างโรงปูนมาอย่างยาวนาน คือ โรงปูน SCG ลำปาง
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัดรับรู้ปณิธาน โรงปูน SCG ลำปาง นำสู่การลงมือทำ สร้างสังคม Net zero โตได้ในทุกมิติ
ชื่ออย่างเป็นทางการของโรงปูนแห่งนี้ คือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด เป็นโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งแรกของภาคเหนือ ภายใต้กลุ่มธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และเป็นโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งที่ 5 ของเอสซีจี (SCG) ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านสา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง บนพื้นที่ 7,590 ไร่ เริ่มผลิตปูนซีเมนต์เมื่อ 9 ธันวาคม 2539 มีกำลังการผลิต 2.4 ล้านตันต่อปี ดังนั้น ในตอนนี้ โรงปูน SCG ลำปาง จึงเปิดดำเนินการมาได้ 27 ปีแล้ว
ดังนั้น ถ้าจะเปรียบว่า โรงปูน SCG ลำปาง เป็นพลเมืองวัยหนุ่มสาวของชาวลำปาง ก็คงไม่ผิดนัก ซึ่งพลเมืองคนนี้ได้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องตามปณิธานที่ได้ตั้งไว้เมื่อตอนเริ่มก่อตั้งว่า “สร้างงาน สร้างความเจริญ รักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลเมืองดีของลำปาง” โดย วรการ พงษ์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด กล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า
“ย้อนเวลากลับไปเมื่อครั้งที่ เอสซีจี มาเปิด โรงปูนลำปาง พื้นที่สีเขียวที่พวกท่านได้เห็นตอนเดินทางเข้ามาที่ ศูนย์ฟื้นฟูเหมืองปูนลำปาง แห่งนี้ ยังเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และเมื่อเรามาตั้งโรงงานผลิตปูนที่นี่เราก็ตั้งมั่นตามปณิธานของเราแต่แรกเลยว่า จะ “สร้างงาน สร้างความเจริญ รักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลเมืองดีของลำปาง” ผืนป่าแห่งนี้จึงได้รับการพลิกฟื้น สร้างขึ้นมาใหม่ให้สมบูรณ์ได้อย่างที่ทุกท่านเห็นในวันนี้”
วรการ พงษ์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด“สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พื้นที่ตรงนี้เป็นป่าเสื่อมโทรม เพราะแต่ก่อนที่นี่เกิดไฟไหม้ป่าบ่อยมาก โดยสาเหตุของไฟป่าก็มาจากน้ำมือมนุษย์เรานี่เอง จนกระทั่งเราได้มาสร้างฝายชะลอน้ำอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันในพื้นที่นี้มีฝายชะลอน้ำมากกว่า 8,000 แห่ง ช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับป่า ป้องกันการเกิดไฟไหม้ป่าอย่างได้ผล“
“โรงปูน SCG ลำปาง ดำเนินงานตามแนวทาง ESG 4 Plus เป็นหลัก โดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรก ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Manufacturing) โดยเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน ร้อยละ 40 อาทิ ชีวมวล (Biomass) ขยะมูลฝอยจากชุมชน (RDF) วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว เปลือกข้าวโพด กิ่งไม้ใบไม้ จากโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ได้อย่างดี”

“และทางโรงปูนลำปาง ยังได้เพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ร้อยละ 26 ด้วยการติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำ โซลาร์รูฟท็อป นำลมร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ (Waste Heat Generator) อีกทั้งใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รถบรรทุกหินปูน-รถตัก-รถขุดไฟฟ้าในโรงงาน ขณะเดียวกันยังผลิตปูนคาร์บอนต่ำเป็นรายแรกของไทย ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.05 ตัน CO2 ต่อการผลิต 1 ตัน ปัจจุบันส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย หมู่เกาะมัลดีฟส์”
“และปีนี้เตรียมออกปูนคาร์บอนต่ำ รุ่นที่ 2 ซึ่งสามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นจากรุ่นแรกอีกร้อยละ 5 นอกจากนี้ยังส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ผ่านการสร้างฝายชะลอน้ำ การปลูกป่าชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาอาชีพด้วย”
ต่อมา ในการเยี่ยมชม ศูนย์ฟื้นฟูเหมืองปูนลำปาง วิศวกรสิ่งแวดล้อมจากโรงปูนลำปางได้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า
“ในปัจจุบัน ปูนที่ทางโรงปูนลำปางผลิต ที่เรียกว่าปูนไฮโดรลิกส์ เป็นผู้นคาร์บอนต่ำ หรือ ปูน Low carbon แล้ว ซึ่งถ้าเทียบกับปูนซีเมนต์แบบเดิม หรือ ปูนตราช้างแล้ว สามารถลด Co2 ได้ถึงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ต่อตันซีเมนต์ โดยเราวัดการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนกระทั่งออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ปูน Low carbon นี่เอง”


“ส่วนเชื้อเพลิงหลักในปัจจุบันในปีนี้เราจะเพิ่มสัดส่วนของการใช้เชื้อเพลิงทดแทนจากเดิมในปี 2566 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 24 เปอร์เซ็นต์ มาในปี 2567 นี้จะขยับเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ โดยเชื้อเพลิงทดแทนที่จะใช้แทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ คือ แกลบ เปลือกข้าวโพด ชีวมวลทั้งหมด รวมถึงจะมีการใช้ เชื้อเพลิงขยะมูลฝอย หรือ RDF ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงแข็งรูปแบบหนึ่งที่ได้จากการนำขยะชุมชนมาปรับปรุงองค์ประกอบทั้งทางเคมีและกายภาพและนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน”
“การปรับเปลี่ยนตรงนี้ ยังสามารถตอบโจทย์ Circular Economy ได้ด้วย เพราะสิ่งที่จะต้องถูกเผาทิ้งในภาคการเกษตร ก็จะถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ของเรา”
“และอีกส่วนสำคัญที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายปี 2021 คือ การติดตั้ง Solar Rooftop ที่หลังคาโรงงาน ปัจจุบันเราติดตั้งไปแล้วทั้งหมด 2 เฟด รวมกันแล้วผลิตไฟได้ประมาณ 3 เมกาวัตต์ มาในปีนี้เราจะเดินหน้าต่อในเฟด 3 ติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มบนหลังคาโรงงาน รวมถึงยังมีการทำ Solar Floating ที่ลอยน้ำด้วย สามารถทดแทนการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 26 เปอร์เซ็นต์”
จับมือภาครัฐ เอกชน และชุมชน ขับเคลื่อนโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ร่วมป้องกัน แก้ไข ปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างได้ผล
จากปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนในพื้นที่จังหวัดลำปางและภาคเหนือ ทำให้เกิดผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจทุกเพศ ทุกวัย ในแต่ละปี ไม่น้อยกว่า 51,472 คนในแต่ละปี ซึ่งสาเหตุของการเกิดฝุ่นพิษนี้มาจากฝีมือมนุษย์ ทั้งจากการเผาพื้นที่เกษตรกรรม 23,000 ไร่ เผาพื้นที่ป่า 1,200,000 ไร่ ด้วยตระหนักในภัยคุกคามนี้เอง ทางโรงงานปูนลำปางจึงร่วมบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และชุมชน ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมลดการเผาในพื้นที่ทำการเกษตรและที่โล่งแจ้ง เพื่อลดผลกระทบจาก PM2.5 ด้วยการจัดโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา”

โดยในช่วงเริ่มต้น มีการลงนามความร่วมมือกับทางจังหวัดลำปาง กำหนดพื้นที่ 4 อำเภอนำร่อง ในจังหวัดลำปาง เพื่อทดลองดำเนินโครงการนี้ ซึ่งถ้าผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ ก็จะมีการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นต่อไป และรวมถึงภายใต้โครงการนี้ยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การบริหารจัดการวัสดุเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า” ระหว่าง บริษัท เอสซีจี ซีเมนต์ จำกัด กับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กรมอุทยานแก่งชาติฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมควบคุมมลพิษ
โดย วิศวกรสิ่งแวดล้อมของโรงปูนลำปาง ยังอธิบายต่อว่า “โครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ได้ตั้งเป้าไว้ว่าในพื้นที่โครงการนี้ จะต้องเก็บใบไม้ ฟาง มาเป็นวัตถุดิบในการทำพลังงานชีวมวลให้ได้ 780 ตัน ลดพื้นที่การเผาลงให้ได้ 6,300 ไร่”
“โดยในเบื้องต้นจะเลือกก่อนว่าพื้นที่โดยรอบโรงงานพื้นที่ที่อยากลดปริมาณการเผาในพื้นที่ตนเอง จากนั้น โรงปูนลำปางก็จะให้ยืมเครื่องอัดฟาง ให้เชือกรัดฟาง และช่วยในการซ่อมบำรุงเครื่องอัดฟาง ส่วนชุมชน ก็ต้องให้ในด้านของรถไถ แรงงาน และน้ำมัน อย่าง รถไถ ของชุมชน จะมีอยู่แล้วซึ่งชาวบ้านจะจอดเอาไว้หลังเก็บเกี่ยว และพอได้ฟางอัดก้อน ทางชุมชนและโรงงานจะได้ผลผลิตคนละครึ่ง โดย 50 เปอร์เซ็นต์ของชุมชนนก็จะนำไปใช้ประโยชน์ในชุมชนหรือขายให้กับเกษตรกรที่ทำปศุสัตว์ ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์ของปูนลำปาง ก็จะนำมาขายเป็นเชื้อเพลิงทดแทนให้ปูนลำปาง และยังมีการออกแบบโมเดลที่ 2 และ 3 ไปใช้ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ด้วย”
โดยผลลัพธ์ที่ออกมาใน ต.ทุ่งฝาย อ.เมือง จ.ลำปาง พบว่าภายในระยะเวลา 21 วัน สามารถลดการเผาได้ 376 ไร่ สร้างเงินหมุนเวียนในชุมชนได้ถึง 102,918 บาท

SCG พาเมืองลำปาง Go green ไปด้วยกัน ผ่าน นวัตกรรม Low Carbon Product
และแน่นอนว่า อีกหนึ่งกลไกที่ช่วยให้ โรงปูน SCG ลำปาง สามารถขยับเป้าหมายของ Net Zero เข้ามาให้ใกล้ขึ้นได้ คือ การผลิต Low Carbon Product ซึ่งในปัจจุบันถือเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตทั้งหมด และในอนาคตก็จะเป็นการผลิต Low Carbon Product ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ โดยในท้องตลาด ปูน Low Carbon นี้ ในท้องตลาดจะระบุว่าเป็น “ปูนไฮบริด” ซึ่งสามารถลด CO2 ได้ถึง 50 กิโลกรัม ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 38 เปอร์เซ็นต์ ลดการใช้ถ่านหินได้ 26 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
และยังมีอีกหนึ่งภารกิจที่โรงปูนลำปางประสบความสำเร็จเป็นที่แรกของประเทศ คือ การเปลี่ยนไปใช้ รถบรรทุกไฟฟ้า หรือ EV Truck โดยในปัจจุบัน รถขนปูนที่ใช้ทั้ง 12 คัน ก็เปลี่ยนเป็น EV Truck หมดแล้ว ช่วยลด Co2 ได้ 1,500 ตันต่อปี
ตามไปดูต้นแบบการลดเหลื่อมล้ำสร้างอาชีพให้ บ้านสาแพะเหนือ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง
จากหมู่บ้านที่ต้องประสบภัยแล้งรุนแรงในช่วงปี 2558-2559 ต้นข้าวยืนต้นแห้งตายเกือบทั้งหมู่บ้าน มาในวันนี้ หลังจากที่ บ้านสาแพะเหนือ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ได้เข้าร่วมโครงการรักษ์ภูผามหานที กับเอสซีจี ลำปาง เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการดูแลป่าต้นน้ำ เช่น สร้างฝายชะลอน้ำ ฝายใต้ทราย วังเก็บน้ำ ประตูเปิด-ปิดน้ำ แล้ว ก็สามารถช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำชุมชน “อ่างห้วยแก้ว” ได้ถึง 80,000 ลูกบาศก์เมตร
ทั้งยังลดการสูญเสียการจ่ายน้ำด้วยการทำบ่อพวงคอนกรีตตามสันเขา ชุมชนจึงสามารถกักเก็บน้ำเพื่อเพาะปลูกได้ตลอดปี เน้นพืชมูลค่าสูง ขายได้ราคาดี เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วแระญี่ปุ่น ข้าวโพดหวาน และผลไม้ยืนต้น เช่น เงาะ ทุเรียน สร้างรายได้ให้ชุมชนเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท
มานพ ปั้นเหน่ง เกษตรกร ‘บ้านสาแพะเหนือ’ จ.ลำปางโดยผู้ที่จะมายืนยันถึงผลลัพธ์ที่ดีนี้ คือ มานพ ปั้นเหน่ง เกษตรกร ‘บ้านสาแพะเหนือ’ จ.ลำปาง ที่เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนเขาเป็นเกษตรกรที่ปลูกพืชผักและข้าวแค่พอกินในครอบครัวเท่านั้น ทำให้มีรายได้ไม่พอที่จะส่งลูกเรียนหนังสือ พออยากจะขยายพื้นที่ทำการเกษตรก็ยังขาดน้ำในการทำการเกษตร แต่เมื่อทางเอสซีจีเข้ามาสร้างฝายใต้ทราย พื้นที่การเกษตรมีน้ำ ทุกอย่างดีขึ้น น้ำสร้างชีวิตได้จริง สร้างความอบอุ่น สร้างรายได้ พอมีรายได้ครอบครัวจะเริ่มสมบูรณ์ มีความสุขเพิ่มขึ้น
“ตอนนี้เราปลูกผักหลากหลายขายในหมู่บ้าน และอีกส่วนส่งขายในตัวเมืองลำปาง และเรายังปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วแระญี่ปุ่น ซึ่งจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อ และในตอนนี้เราเห็นได้ชัดเลยว่ามีลูกหลานของคนในหมู่บ้านที่เรียนจบปริญญา แต่กลับมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ทำให้ในวันนี้ชุมชนของเรามีครบทั้ง 3 วัย แล้วลูกหลานเราก็ไม่ต้องไปทำงานไกล ขอให้ขยันก็มีรายได้หมุนเวียนตลอดปี เพราะในพื้นที่ตอนนี้ปลูกพืชได้ถึง 4 รอบ”
โอบบุญ แย้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน Enterprise Brand Management เอสซีจีในช่วงท้าย โอบบุญ แย้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน Enterprise Brand Management เอสซีจี กล่าวสรุปถึงแนวทางสำคัญที่เอสซีจียึดมั่นว่า
“เอสซีจีดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ ESG 4 Plus เร่งสร้างสังคม Net Zero ที่น่าอยู่ ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ทุกธุรกิจมุ่งใช้กระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก และร่วมกับทุกภาคส่วนลดเหลื่อมล้ำให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ได้แก่ โครงการรักษ์ภูผามหานที เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้ตลอดปี ด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งทำไปแล้วกว่า 120,000 ฝาย และโครงการพลังชุมชน อบรมให้ความรู้ เปลี่ยนวิธีคิด สร้างอาชีพ มีรายได้เพิ่มจากการเพิ่มมูลค่าสินค้าในท้องถิ่นให้โดดเด่นและตอบความต้องการตลาด ปัจจุบันมีผู้ร่วมเข้าทั้ง 2 โครงการ กว่า 200,000 คน จาก 500 ชุมชน ใน 37 จังหวัด เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน”
อว. สกสว. บพข. จับมือ TEATA เปิดศักราชขับเคลื่อน การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ นำร่อง ภูเก็ต-กระบี่ ประเดิมแอป Zero Carbon
Gulf x AIS Solar Synergy : A Spark of Green Energy Network ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เชื่อมต่อเสาสัญญาณให้ชุมชนห่างไกล เข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างเท่าเทียม
ชี้ เทรนด์การลงทุนแบบยั่งยืน ปี 2567 ผ่านมุมมอง เลขาฯ กบข. พร้อมส่งต่อเป้าหมายขับเคลื่อนกองทุน สู่ทิศทางใหม่ ล็อกเป้า ESG อนาคตสร้างผลตอบแทนระยะยาว สอดรับเทรนด์โลก
Post Views: 5,457