ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี เรื่อง สถานการณ์ภาคตะวันออก พ.ศ. 2567 หัวข้อ “ระบบนิเวศของภาคตะวันออก และการบริหารจัดการน้ำ” โดย อีอีซี ร่วมกับ มูลนิธิเสนาะ อูนากูล มหาวิทยาลัยบูรพา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) และศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจพอเพียง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
นอกเหนือจากการรายงานผลการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน ภาคตะวันออก ปี พ.ศ.2565 ในประเด็นเรื่อง “การบริหารจัดการน้ำ อย่างยั่งยืนในภาคตะวันออก” แล้ว ยังมีการเสวนาถึงกลไกต่างๆ ที่เป็นตัวช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออกดำเนินไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยหนึ่งในนั้น คือ ระบบ AIP by GISTDA นวัตกรรมหนุนเสริมให้ ‘การบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก’ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย
เพราะหนึ่งใน Key success factor ของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก หรือ อีอีซี คือ การมีข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็วเพื่อแก้ปัญหาและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายในการพัฒนาพื้นที่ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ด้วยเหตุนี้เอง GISTDA จึงได้พัฒนาระบบ Actionable Intelligence Policy (AIP) และทดลองนำไปปรับใช้เพื่อหนุนเสริมให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกและอีอีซี
ทั้งนี้ ใน Section การนำเสนอกรณีศึกษาพิเศษ ได้มีการบรรยายถึง บทบาทของเทคโนโลยีในการจัดการน้ำ ซึ่ง กานดาศรี สิบปาคม รองผู้อำนวยการ GISTDA ได้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึง ระบบ AIP by GISTDA นวัตกรรมหนุนเสริมให้ ‘การบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก’ ว่า
“นวัตกรรมนี้เป็นผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากที่ GISTDA ดำเนินโครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือ THEOS-2 ซึ่งเป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมหลายสิบดวง ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ภาคพื้นดิน ร่วมกับข้อมูลจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนในรูปแบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ขนาดใหญ่ (Big Geospatial Data) เพื่อพัฒนาเครื่องมือในการวิเคราะห์ต่างๆ”

“รวมถึงการแสดงผลในรูปแบบ Smart Dashboard โดยมุ่งหมายให้นวัตกรรมนี้เป็นแพลตฟอร์มที่ให้ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหาและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายในการพัฒนาพื้นที่ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงหรือที่เรียกว่า Actionable Intelligence Policy (AIP) นั่นเอง”
“ทั้งนี้ AIP คือ กระบวนการประยุกต์ใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด เพื่อการกำหนดนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง เป็นตัวช่วยกลั่นกรองและวิเคราะห์ข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Big Data แทนสมองของมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์มองเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สามารถนำเสนอแนวทางหรือแผนงานได้หลากหลาย ทันสถานการณ์ มีความสมดุล และถูกต้องแม่นยำ”
และเมื่อถามว่า ทำไมต้องเสริมในด้านการพัฒนา EEC ด้วย AIP รองผู้อำนวยการ GISTDA ได้ตอบข้อสงสัยนี้ว่า
“ที่ผ่านมา การพัฒนาอาจให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมน้อยเกินไป เพราะต้องการเร่งรัดให้เกิดความรวดเร็ว จึงทำให้เกิดความ แตกต่างและความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเราต้องดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงฯ ด้วยความที่ EEC เป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่มากกว่าหลายเท่า ทำให้หน่วยงานจำนวนมากต้องปฏิบัติตามภารกิจของหน่วยงาน ซึ่งไม่มีทางที่จะวิเคราะห์ข้อมูลแผนงาน โครงการได้ทั้งหมด”
“ดังนั้น การขับเคลื่อนแผนงานต่างๆ ในพื้นที่ EEC ให้มีความสอดคล้องกันในทุกมิติ และเท่าเทียมกันทั้งใน ระดับประเทศ ระดับพื้นที่และระดับบุคคล ถือเป็นสิ่งสำคัญ ต้องอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความ Intelligence เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนโยบาย และเพื่อเสริมหรือทดแทนการบริหารจัดการด้วยวิธีแบบเดิมๆ”

“โดยระบบ AIP by GISTDA มีความเหมาะสมพื้นที่อีอีซีที่มีประเด็นปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ GISTDA มีความตั้งใจในการพัฒนา AIP ขึ้นเพื่อสนับสนุนการวางแผน และบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ด้วย AIP Dashboard ซึ่งสามารถระบุถึงประเด็นปัญหาในพื้นที่ สามารถดูดัชนีการขาดแคลนน้ำ (Water Stress Index) ได้บนพื้นที่ในระดับลุ่มน้ำย่อยได้ตั้งแต่อดีต ปี ค.ศ. 2018 ถึงปี ค.ศ. 2021”
“รวมไปถึงยังสามารถสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และแบบจำลองด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อคาดการณ์การขาดแคลนน้ำในอนาคตจนถึงปี ค.ศ. 2037 ซึ่งสามารถเลือกดูข้อมูลภาพรวมของทั้งปีหรือดูข้อมูลในแบบรายเดือนได้อีกด้วย”
“นอกจากนี้ ระบบ AIP by GISTDA ยังสามารถบอกได้ถึงการใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน และภาคท่องเที่ยว โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกแบบเจาะจงในพื้นที่ที่สนใจเพื่อดูรายละเอียดได้ เช่น หากเลือกพื้นที่ในแถบแหลมฉบัง ย่อมจะเห็นได้ชัดเจนว่ามีการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมมากที่สุด เป็นต้น”
อย่างไรก็ดี เมื่อเห็นถึงประเด็นปัญหาการขาดแคลนน้ำที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว ย่อมเอื้อให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถกำหนดแนวทางและสร้างทางเลือกสำหรับการแก้ไขปัญหา เช่น สร้างหรือปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ สร้างหรือปรับปรุงท่อส่งน้ำ เป็นต้น ซึ่ง ระบบ AIP ยังสามารถสร้างแบบจำลอง (Simulation) เพื่อคาดการณ์ถึงผลที่จะเกิดขึ้นในทางบวกและทางลบจากนโยบายการบริหารจัดการน้ำด้วย
โดยแผนการบริหารจัดการน้ำทั้ง 2 แผน ที่อ้างอิงจากโครงการพัฒนาของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งจะเห็นได้ว่าแผนงานที่ 2 มีการลงทุนที่สูงกว่า แต่ก็ส่งผลให้การขาดแคลนน้ำในพื้นที่ลดลงมากกว่า อย่างไรก็ตาม ก็ยังพบปัญหาการขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่อยู่ จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนเพื่อสร้างการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง
“ด้วยเหตุนี้ AIP จึงช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถเห็นปัญหาในภาพรวมและเห็นปัญหาในแต่ละพื้นที่ตลอดจนผลกระทบ ข้อดีข้อเสียของแต่ละนโยบายก่อนที่จะลงมือดำเนินการจริงที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการในพื้นที่ให้สอดคล้องกับศักยภาพ บริบท และความต้องการของภาคประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” คุณกานดาศรี รองผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวในที่สุด
การพัฒนารอบด้านในพื้นที่อีอีซีที่เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย
ได้เวลา ช่างเชื่อมไทย เฉิดฉายในเวทีโลก เมื่อตลาดอุตสาหกรรมต่างประเทศจองตัว ทุ่มค่าจ้างจูงใจสูงลิ่ว
ถอดบทเรียนการปรับสร้างการศึกษา เพื่อต่อยอดความร่วมมือสู่การสร้างความก้าวหน้าใหม่ด้วย EEC Model










