ช่วงความเคลื่อนไหวของสังคมไทยในรอยต่อทศวรรษ พ.ศ. 2550 ถึง 2560 เป็นช่วงการปรับตัวสำคัญของสังคมไทยอีกครั้ง ที่พยายามเคลื่อนออกจากสภาวะอับจนในการพัฒนาประเทศ! หลังเผชิญวิกฤตทางการเมืองมานับกว่าทศวรรษ ก่อผลรวมเป็นความชะงักงันทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ!
ถูกความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ของโลกเคลื่อนทิ้งห่างไปนับสิบปีจากที่เป็นอยู่! โดยเฉพาะโครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่วิ่งวนอยู่ในรูปแบบเดิม-ระดับต่ำ เคลื่อนไปไกลแค่จ่ออยู่ปากทางของโลกดิจิทัล! เศรษฐกิจสังคมไทยช่วงนั้นมีสภาพที่ตกอยู่ในหนทางตีบตันของการพัฒนาประเทศ ต้องการการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงทิศทางใหม่อย่างยิ่ง!
การปรากฏขึ้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 จากความสุกงอมที่สั่งสมความเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัลมานาน จนถึงการปรับตัวของภูมิเศรษฐกิจโลก การปรากฏขึ้นของทิศทางภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่ของโลก ฯลฯ ผลรวมดังกล่าวส่งผลต่อการปรับตัวยกระดับสังคมเศรษฐกิจโดยรวมของประชาคมโลก ทำให้ทุกมุมโลกมุ่งแข่งขันสร้างการลงทุนใหม่ ปรับฐานเทคโนโลยีสร้างเศรษฐกิจ สังคม ในระดับที่มีผลต่อการงานและการดำเนินชีวิตใหม่ที่ผนวกผสานเข้ากับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการปรับตัวของ Ecosystem และการสื่อสารยุคใหม่ ซึ่งเป็นความจำเป็นที่แต่ละประเทศต้องยกระดับปรับฐานเศรษฐกิจสังคมและสร้างการแข่งขันการลงทุนในทิศทางใหม่ เปิดรับเทคโนโลยีที่จะสร้างพลังทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงวันนี้สู่อนาคตในมิติของ FUTURE IS NOW!

สังคมไทยก็เป็นหนึ่งในการขยับปรับสร้างความก้าวหน้าใหม่ โดยปักหมุดที่ “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” หรือ “อีอีซี” (Eastern Economic Corridor – EEC) ประกาศให้พื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ระยอง-ชลบุรี-ฉะเชิงเทรา เป็นเขตพัฒนาพิเศษฯ เปิดรับการแข่งขันลงทุนตาม พรบ.อีอีซี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 15 พฤษภาคม 2561 มุ่งยกระดับปรับฐานเศรษฐกิจสังคมและการพัฒนาโดยรวมขับเคลื่อนสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันความก้าวหน้าในโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะจากคลื่นความเปลี่ยนแปลงของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0
ประชาคมโลกกลุ่มที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการแข่งขันการลงทุน ได้ปรับตัวเปลี่ยนผ่านสะสมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากว่า 3 ทศวรรษก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในการเปิดเส้นทางภูมิเศรษฐกิจใหม่ (BRI) ของจีน การเปลี่ยนปรับภูมิรัฐศาสตร์ของโลกจากกลุ่ม BRICS และจากการรวมกลุ่มของประชาคมโลกกลุ่มต่างๆ ที่ตื่นตัวในเกือบทุกภูมิภาค! ซึ่งการเปิดพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ก็นับเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะยกระดับขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมของประเทศในกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกใบใหม่อย่างมีนัยสำคัญ!
การเปิดพื้นที่การลงทุนตาม พรบ. อีอีซี มุ่งปรับสร้างระบบรองรับการแข่งขันกับนานาประเทศทั่วโลก ปรับพื้นฐานสาธารณูโภคพื้นฐาน การสื่อสารใหม่ตอบรับการลงทุน การปรับตัวของอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ไม่ใช่ 1.0 – 2.0 ที่คงอยู่มาหลายทศวรรษ! รวมทั้งต้องเร่งปรับฐานการพัฒนาคน-สร้างการศึกษาใหม่ให้มีคุณภาพ-สมรรถนะเท่าทันการปรับตัวเปลี่ยนไปของเทคโนโลยีใหม่ ขับเคลื่อนความก้าวหน้าในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกโดยรวมให้เกิดขึ้น ด้วยว่าทักษะและขีดความสามารถที่เป็นอยู่ไม่มีศักยภาพสอดคล้องกับเทคโนโลยียุคใหม่ ไม่ตอบความต้องการของสมรรถนะความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี!
โมเดลการพัฒนาประเทศใหม่จึงปรากฏขึ้นที่เรียกกันว่า อีอีซี โมเดล (EEC model) ซึ่งมีที่มาปรัชญาความหมายและภาคปฏิบัติช่วงที่ผ่านมาเกือบ 5 ปี จนรับรู้กันกว้างขวางในพื้นที่และในการลงทุนจากสังคมโลก! แบบแผนจากบทเรียนการสร้างความก้าวหน้า-ยกระดับการพัฒนาประเทศมีหลายมิติ ทั้งด้านกฏหมาย การบริหารจัดการระบบการลงทุนใหม่ การดูแลสิ่งแวดล้อม การสร้างคนและการศึกษา การส่งเสริมท้องถิ่น ฯ ที่ช่วยเสริมสร้างการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสังคมใหม่ การพัฒนาคน-การศึกษาและท้องถิ่นทิศทางใหม่ ฯ เกิดขึ้นได้มากบ้าง-น้อยบ้างหลากมิติ ตามคุณภาพการปฏิบัติงานและการมีความร่วมมือจากเครือข่ายงานแต่ละส่วน ฯลฯ ซึ่งผลรวมนี้ได้ขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าใหม่ในการยกระดับปรับประเทศขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ!
มิติแรก EEC Model มิติด้านกฎหมาย ที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งในการแข่งขัน-เชื้อเชิญการลงทุนสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมยุคใหม่ ที่ต้องการความโปร่งใสเบ็ดเสร็จรวดเร็วตอบโจทย์ในการที่จะส่งถึงระเบียบปฏิบัติเพื่อการแข่งขัน-การลงทุนได้อย่างแม่นยำรวดเร็ว โปร่งใส มีประสิทธิภาพ มีพลังที่จะดึงดูดการลงทุนบนฐานการจัดการที่ดี! กฎหมายตาม พรบ.อีอีซี ที่ประกาศใช้เมื่อพฤษภาคม 2561 นั้น เป็นกฎหมายเชิงนวัตกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจนมีความแข็งแกร่งเท่าทันการแข่งขันยุคใหม่ จากความเบ็ดเสร็จในตัวที่มีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเขตพิเศษฯ สกพอ. หรือ อีอีซี เป็นฐานการขับเคลื่อนที่สำคัญ ด้วยว่าการลงทุนยุคใหม่นั้นเคลื่อนอยู่บนความก้าวหน้าของโลกดิจิทัล มีการเชื่อมต่อสื่อสารอย่างไร้ขีดจำกัด มีการแข่งขันย่อมสูงมาก จะอาศัยระบบระเบียบกฏหมายเก่าของ BOI ในการส่งเสริมการลงทุนที่ใช้มานาน ย่อมไม่ตอบโจทย์เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถสร้างการจัดการแบบ one stop service ได้ กฎหมายตาม พรบ.อีอีซี จึงเป็นโมเดลมิติ ที่มีความใหม่เท่าทันโลก-มีเป้าหมายนัยสำคัญต่อการแข่งขันการลงทุนที่มุ่งยกระดับปรับสร้างความก้าวหน้าและการปรับตัวในการลงทุนยุคใหม่ และเชื่อมประสานให้เกิดกลไกทำงานตามเป้าหมายวิสัยทัศน์ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการนำใช้และติดตามงานที่มีคุณภาพ

กรณีการมอง อีอีซี โมเดล ผ่านมิติกฏหมายนิ้ ดร.สาวิต โพธิวิหค อดีตผู้อำนวยการ อีสเทอร์นซีบอร์ด (ESB) ชี้ว่าการออกแบบกฎหมาย อีอีซี ตามกรอบทิศทางนี้ได้วางไว้นานแล้ว เพื่อปรับให้ตัวบทกฏหมายเท่าทันโครงสร้างเศรษฐกิจ-การลงทุนที่เปลี่ยนไปอย่างรุดหน้ารวดเร็วของโลก เพื่อให้มีศักยภาพดึงดูดนักลงทุน มีการจัดการที่เบ็ดเสร็จ-โปร่งใสแบบ One Stop Service และมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับ ส่งผลให้สังคมบ้านเมืองเราสั่งสมเทคโนโลยีที่ขาดหายไป ให้สามารถปรับสร้างความเป็นตัวของตัวเองก่อนที่จะต่อยอด-สร้างความก้าวหน้าขึ้นได้ต่อไป และมีทิศทางที่นำสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นตัวของตัวเองได้ หากมีการบริหารจัดการและระบบสนับสนุนที่ดี!
ด้าน EEC model ในมิติของนโยบาย-ทิศทาง-การปฏิบัติขับเคลื่อนสร้างการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม-มีส่วนร่วมในฉันทามติการสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจที่ปกป้องดูแลสภาพภูมิอากาศร่วมกับสังคมโลก พร้อมกับมุ่งยกระดับปรับฐานความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสังคมและคุณภาพชีวิตโดยรวม ให้มีการกระจายความเจริญไม่กระจุกตัวเหมือนในอดีตและมีทิศทางการพัฒนาเติบโตที่ยั่งยืน
การขับเคลื่อนตามนโยบายและทิศทางของ อีอีซี โมเดล ในการดึงการลงทุนและปรับฐานการพัฒนาตามแบบแผน อีอีซี นี้ทำให้คิดถึงแนวทางการพัฒนาตามฉันตามมติของโลกในการนำเสนอ Agenda 21 ที่ เป็นแผนแม่บทการจัดการสิ่งแวดล้อมร่วมกันของประชาคมโลกตามคำประกาศที่ ริโอ เดอจาเนโร ที่มีฐานคิดว่า THINK Globally… ACT Locally ในทิศทางนโยบายและปฏิบัติการ ของ อีอีซี
ความเคลื่อนไหวของ อีอีซี เกิดจากการมองภาพรวมความเคลื่อนไหวในกระแสเศรษฐกิจสังคมโลกและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กระทบต่อเศรษฐกิจจนถึงชีวิตประจำวัน และคาดการณ์การเติบโตปรับตัวของโลกเศรษฐกิจยุคใหม่-ที่แข่งขันกันบนฐานความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนวัตกรรม การดึงการลงทุนจึงมีการกำหนดเป้าหมายอุตสาหกรรมไว้ 12 อุตสาหกรรม โดยคำนึงถึงการปรับสร้างฐานอุตสาหกรรมเดิมและมุ่งสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีอนาคตคู่กันไป เน้นปรับโครงสร้างพื้นฐานจาก 4 อุตสาหกรรมได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมระบบราง อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมพาณิชยนาวี และการปรับสร้างพื้นฐานการสื่อสารใหม่ในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล! ซึ่งการปรับพื้นฐานสาธารณูปโภคกลุ่มหลักที่กล่าวนี้ จะเชื่อมกับการยกระดับอุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ สมาร์ท อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ โลจิสติกส์ ชีวภาพ เกษตรสมัยใหม่ การศึกษา การป้องกันประเทศ และพลังงาน ฯ รวมทั้งมุ่งปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานในทุกอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับการจัดปรับสิทธิประโยชน์ การสร้างงาน และการพัฒนาบุคลากรและการศึกษาไปในขณะเดียวกัน นี่คือมิติที่เป็นนวัตกรรมมุ่งยกระดับขับเคลื่อนประเทศ อุตสาหกรรมยุคใหม่นี้จะดิสรัปกลุ่มอุตสาหกรรมเก่าไปอย่างเป็นระบบ โดยอุตสาหกรรมใหม่เป็นอุตสาหกรรมฐานเทคโนโลยีที่สะอาด-เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีมาตรฐานตามความร่วมมือตามฉันทามติที่จะปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกับประชาคมโลก และมีมาตรการในการยกระดับปรับสู่ทิศทางแบบ BCG ที่จะร่วมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป!



ด้านการใช้งบประมาณสร้างฐานสาธารณูปโภคใหม่และการลงทุนนั้น สำนักงาน อีอีซี ไม่ได้ใช้แบบแผนการของบฯรัฐ มาสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ดังเช่นหน่วยงานรัฐฯทั่วไป แต่ อีอีซี เป็นหน่วยงานที่เชื่อมประสานให้เกิดการร่วมลงทุน-สร้างความก้าวหน้าใหม่ ไม่ว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน การสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ที่อู่ตะเภา หรือการสร้างท่าเรือน้ำลึก 3 ที่มาบตาพุด แหลมฉบัง และท่าเรือพาณิชย์ที่จุกเสม็ด ฯ สาธารณูปโภคพื้นฐานหลักๆ เหล่านี้ไม่ได้ใช้งบรัฐฯแบบทั่วไป แต่เป็นการจัดการลงทุนในรูปของเอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ (PPP) โดยรัฐเป็นผู้รับผลประโยชน์จากสัมปทานการลงทุน-ร่วมทุนนั้นๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยประหยัดงบประมาณ-ประหยัดเวลาในการสร้างความก้าวหน้ายุคใหม่ ที่โดยรวมใช้งบประมาณของรัฐราวร้อยละ 5 ของการสร้างสาธารณูปโภคเหล่านี้เท่านั้น! และยังออกแบบในการใช้งบบูรณาการจัดปรับให้ทิศทางการพัฒนาในเขตพิเศษฯนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน-สอดคล้องกันในการทำงานระหว่างหน่วยงาน-ระหว่างกระทรวงต่างๆ ฯลฯ ซึ่งภาพรวมเหล่านี้ช่วยขับสร้างความก้าวหน้าใหม่ที่แม่นตรง-ย่นระยะเวลา-และลดความสูญเสียซ้ำซ้อนที่พึงเกิดขึ้นจากวิถีของระบบราชการ-และเพิ่มศักยภาพประเทศในความเคลื่อนไหวแข่งขันดึงการลงทุนที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ดีความก้าวหน้าและการสร้างคุณภาพมีศักยภาพนั้น จะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของผู้บริหารและกระบวนการทำงานของบุคลากรในสำนักงาน อีอีซี ที่ใส่ใจเข้าใจมิติงานเชิงนวัตกรรมของ อีอีซี โมเดล ที่เป็นแกนขับเคลื่อนสร้างความก้าวหน้ามาก-น้อยเพียงใด คงต้องติดตามกันต่อไป!
ทั้ง 2 มิติที่กล่าวมาจาก ด้านกฎหมาย กับด้านภาพรวมความเคลื่อนไหวในการทำงานของ อีอีซี คงต้องดูกระบวนระบบทั้งหมดในงาน ตั้งแต่การสนับสนุน การบริหาร และภาคปฏิบัติ ตามความรู้ ความสามารถที่จะเปล่งสร้างศักยภาพโดยรวมของงานของ อีอีซี ให้เป็นไปตาม อีอีซี โมเดล ที่วางไว้ ซึ่งคงต้องตามดูกันต่อไป
สำหรับในตอนต่อไปจะพูดถึง อีอีซี โมเดล ในมิติการพัฒนาคนและการศึกษา และมองภาพรวมว่าความเคลื่อนไหวนี้จะสร้างคุณุปการต่อการยกระดับปรับสร้างความก้าวหน้าใหม่ให้กับประเทศได้แค่ไหน? เพียงไร?
ความสำเร็จในหลากหลายแง่มุมของ EEC Model
ถอดบทเรียนการปรับสร้างการศึกษา เพื่อต่อยอดความร่วมมือสู่การสร้างความก้าวหน้าใหม่ด้วย EEC Model














