Data Center หมุดหมายการลงทุนยุคใหม่ในไทย

ประเทศไทย เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งจากผู้เล่นระดับท้องถิ่น และผู้เล่นระดับโลกที่ต้องการเข้ามาตั้งไทยเป็นฮับดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขนาดดาต้าเซ็นเตอร์ต่อจำนวนประชากรในไทยเติบโตไปแล้วกว่าร้อยละ 54

โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น (Digital Transformation) และการเข้ามาลงทุนของผู้ประกอบการระดับโลกที่ต้องการลดการพึ่งพาฮับดาต้าเซ็นเตอร์เดิมอย่างสิงคโปร์ ซึ่งกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่ และความไม่เพียงพอของพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท CtrlS Datacenters จากประเทศอินเดีย ได้ลงนามสัญญาเช่าพื้นที่ราชพัสดุในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ภายในพื้นที่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือ EECd จังหวัดชลบุรี จำนวน 25 ไร่ ระยะเวลา 50 ปี เพื่อตั้งโครงการไฮเปอร์สเกลดาต้าเซ็นเตอร์ (Hyperscale Datacenter) ในประเทศไทย ซึ่ง CtrlS เป็นผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำระดับโลก (Hyperscale Tier4) และรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย การลงนามดังกล่าวจะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 15,000 ล้านบาท สร้างรายได้จากการเช่าพื้นที่อีอีซี ประมาณ 1,300 ล้านบาท สนับสนุนการจ้างงานในพื้นที่ประมาณ 1,000 อัตรา เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับบริการระบบข้อมูล (Cloud Service)
เช่นเดียวกับ ไมโครซอฟต์ กูเกิล แอมะซอน ก็จะมาดูเรื่องการทำดาต้า เซนเตอร์ ในไทย คาดว่าจะมีการลงทุนประมาณ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐสำหรับการลงทุนขั้นต้น
หากเทียบขนาดดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยกับเพื่อนบ้าน พบว่า ไทยอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน และมีการขยายตัวสูงเป็นรองแค่มาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในการดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมาเลเซียมีความได้เปรียบไทยในหลายด้าน ทั้งด้านอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต่ำกว่า จำนวนสายเคเบิ้ลใต้น้ำที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างภูมิภาคที่มากกว่า และสัดส่วนประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นฐานของผู้ใช้บริการดิจิทัลที่มากกว่า

Data Center 

อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า ไทยน่าจะยังคงสามารถดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1. ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์จากภาคธุรกิจไทยที่กำลังขยายตัว 2. ปริมาณไฟฟ้าสำรองของไทยที่อยู่ในระดับสูงมากกว่าร้อยละ 30 และ 3. นโยบายส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ของภาครัฐ
ทั้งนี้ ในช่วงปี 2567-2570 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ไทยน่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ได้เป็นมูลค่าราว 7.8 พันล้านดอลลาร์ฯ โดยเป็นรองแค่มาเลเซียที่คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนสูงกว่าไทยราว 3 เท่า
ภายใต้กระแสการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ผลักดันให้ไทยเป็นฮับแห่งหนึ่งของภูมิภาค น่าจะหนุนให้มูลค่าตลาดบริการดาต้าเซ็นเตอร์ไทยเติบโตก้าวกระโดด ตามแนวโน้มความต้องการในตลาดอาเซียนที่กำลังขยายตัว
โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ตลาดบริการดาต้าเซ็นเตอร์ไทยน่าจะเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 31.2 ต่อปี ขณะที่มาเลเซียน่าจะเติบโตราวร้อยละ 36.8 ในระยะ 4 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ ตลาดบริการดาต้าเซ็นเตอร์จะครอบคลุมการให้บริการจัดเก็บและดูแลรักษาข้อมูล บริการระบบเครือข่าย และบริการประมวลผลข้อมูล ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่มีความสำคัญของทุกองค์กร รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อความยั่งยืน ตามนโยบายหลักของรัฐบาล และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับการแข่งขันของประเทศ