เรียนรู้จากจีนกับการเปิดหลักสูตร วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ & วิศวกรรมวัสดุแร่แรร์เอิร์ธ เร่งสร้างกำลังคน พลิกเกมให้เป็นต่อใน สงครามชิประดับโลก

ในปัจจุบัน “เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor)” หรือ “ชิป” กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้าที่ “สมอง” ของอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ ที่ใช้แพร่หลายในชีวิตประจำวัน เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ยานยนต์สมัยใหม่ เครื่องมือที่ใช้วินิจฉัยรักษาโรค ไปจนถึงเครื่องบินขับไล่ ตลอดจนเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะด้านการเกษตร รถยนต์ การแพทย์ คอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์อัตโนมัติ

ดังนั้น หากประเทศใดสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำใน อุตสาหกรรมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ได้ นั่นย่อมหมายถึงแต้มต่อในฐานะผู้กำหนดชะตาเทคโนโลยีในอนาคตและผู้ชนะใน สงครามชิประดับโลก ด้วย

จากข้อมูลล่าสุดในบทความเรื่อง “วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ไพ่ใบใหม่ของจีน หวังเพิ่มกำลังคน-ลดความเสี่ยงโลกที่ห่วงโซ่เทคโนโลยีแยกตัว” โดย ณรงค์กร มโนจันทร์เพ็ญ จากเว็บไซต์ THE STARDARD ระบุชัดเจนว่าปริมาณชิปที่มนุษย์เราใช้งานในชีวิตประจำวันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าการซื้อขายในอุตสาหกรรมการผลิตชิปเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า 4.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 เพิ่มขึ้นเป็น 5.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และมีการคาดการณ์ว่า มูลค่าอุตสาหกรรมการผลิตชิปทั่วโลกจะสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

การเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตชิประดับโลกที่ฉุดไม่อยู่นี้เอง ที่ทำให้ ชิป นอกจากจะเป็นสินค้าเทคโนโลยีที่มีความต้องการสูงแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ในการชิงความได้เปรียบระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดใน ‘สงครามเทคโนโลยี’ เพื่อควบคุมห่วงโซ่การผลิตชิปทั่วโลกให้ได้โดยเร็ว และก้าวขึ้นเป็น ‘มหาอำนาจโลกด้านเทคโนโลยี’ ซึ่งจะเป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางเทรนด์เทคโนโลยีโลกในอนาคต
โดยในฝากฝั่งของจีน ตั้งแต่เกิดสงครามการค้าและเทคโนโลยีระหว่าง สหรัฐฯ-จีน ขึ้นในสมัยของ โดนัลด์ ทรัมป์ จีนก็พยายามปรับตัวและพัฒนาประเทศให้กลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีใหม่ของโลก และหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญล่าสุดคือ การอนุมัติปริญญาตรีสาขาใหม่ในจีน โดยเฉพาะสาขา ‘วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ เพื่อสร้างบุคลากรที่จะมาช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของจีนในสมรภูมิ สงครามชิประดับโลก
ทั้งนี้ ความพยายามในการเร่งผลิตบุคลากรเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมการผลิตชิปของจีนนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและการเพิ่มเงินเดือนสำหรับบุคลากรที่ทำงานในด้านนี้เพื่อตอบสนองปัญหาการขาดแคลนแรงงานขั้นสูงในอนาคต

โดยสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตชิปและเซมิคอนดักเตอร์ในจีนทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อสหรัฐอเมริกาจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตชิป ซึ่งการลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิปในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกนั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้นช่วงที่ผ่าน เพราะได้รับอานิสงส์จากกองทุนที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยชั้นนำในจีน รวมถึงโรงเรียนเอกชนขนาดเล็กที่เน้นการเรียนการสอนในระยะสั้น
ขณะที่ผู้ที่จบการศึกษาในด้านอื่นก็ยังถูกชักนำเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตชิป เซมิคอนดักเตอร์ อย่างต่อเนื่อง ส่วนเงินเดือนนั้นก็เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว โดยจากข้อมูลของบริษัทจัดหางานในอุตสาหกรรมชิป เซมิคอนดักเตอร์ ระบุว่าเงินเดือนเฉลี่ยต่อปีของวิศวกรที่ทำงานในส่วนนี้เพิ่มขึ้นถึงสองเท่า จากในปี 2561 เงินเดือนของคนทำงานในอุตสาหกรรมนี้อยู่ที่ประมาณ 2 แสนหยวน ต่อปี ตอนนี้เพิ่มเป็น 4 แสนหยวนต่อปีแล้ว และข้อมูลล่าสุดจากสมุดปกขาว ที่เผยแพร่โดยศูนย์เพื่อการพัฒนาสารสนเทศของจีน ซึ่งเป็นหน่วยงานคลังสมองของรัฐบาลและสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จีน ยังระบุว่าประเทศจีนประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านการผลิตชิปและเซมิคอนดักเตอร์ อีกราว 2 แสนคนต่อปีในปี 2566 การปิดช่องว่างของปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านนี้ในจีนจึงมีความสำคัญไม่แพ้การพัฒนาประเทศในด้านอื่นเลย
โดยล่าสุด จากบทความของ THE STANDARD ได้อ้างอิงข้อเขียนของ ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ระบุถึงมาตรการล่าสุดที่จีนนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการผลิตกำลังคนตอบสนองการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตชิป เซมิคอนดักเตอร์ นั่นคือการเปิดหลักสูตรใหม่ในสาขา ‘วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ เพื่อสร้างบุคลากรที่จะมาช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของจีนในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตชิปของโลก
ในที่ประชุมสองสภาที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2024 จีนได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ ‘การผลิตคุณภาพสูง’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนประเทศ โดยจีนพยายามทลายข้อจำกัดที่ชาติตะวันตกสร้างขึ้น พร้อมทั้งเดินหน้าลดการพึ่งพาและสร้างเทคโนโลยี ‘ของตัวเอง’ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยี 6G (ที่กำลังวิจัยอยู่ขณะนี้), แบตเตอรี่พลังงานสะอาด และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV)
นอกจากวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์แล้ว ยังมีสาขาอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น สาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) และเทคโนโลยีวัสดุอัจฉริยะ โดยภากรเชื่อว่า ปริญญาตรีสาขาใหม่ทั้ง 24 สาขาในจีน สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ ‘การพัฒนาด้านการผลิตขั้นสูงและนวัตกรรม’ ของจีนที่จะไม่ใช่แค่ทำได้แล้วทำใช้เอง แต่จะส่งออกตลาดโลกด้วย

สำหรับ แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มแร่ธาตุที่หายากมากที่สุดในโลก ซึ่งคาดว่าจะเป็นวัตถุดิบสำคัญที่จะมีมูลค่าสูงในอนาคต ปัจจุบันจากการสำรวจโดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกาพบว่าประเทศจีน กลายเป็นแหล่งแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกโดยมีปริมาณมากถึง 44 ล้าน
และในการผลิตชิป วัตถุดิบสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “แร่หายาก” หรือ “Rare Earth” นั่นเอง ซึ่งนอกจากแร่แรร์เอิร์ธจะเป็นวัตถุดิบผลิตชิปแล้ว แร่ชนิดนี้ยังถูกใช้ทำแม่เหล็กแบบถาวร (Permanent Magnet) ซึ่งเป็นส่วนประกอบในมอเตอร์ของรถยนต์ไฟฟ้า มอเตอร์ในกังหันลม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ฮาร์ดไดรฟ์ ลำโพง หูฟัง คอมพิวเตอร์ อากาศยาน จอพลาสมา เลเซอร์ เซ็นเซอร์ หุ่นยนต์ ดาวเทียมไปจนถึงยุทโธปกรณ์ทางทหารอย่างเรดาร์ ขีปนาวุธ เครื่องบินรบ ฯลฯ อีกด้วย แร่หายากเหล่านี้จึงเป็นไพ่ใบสำคัญของจีนในการเพิ่มอำนาจต่อรองกับบรรดาชาติตะวันตกก็ว่าได้ การผลิตกำลังคนในด้านนี้ จึงมีความสำคัญไปไม่น้อยกว่ากันเลย

ที่มา :


อัปเดตการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในทุกมิติ

อัปเดตความสำคัญของอุตฯ Semiconductor กับความพยายามใหม่ของจีน ตั้ง กองทุนเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อพึ่งพาเทคโนโลยีที่ผลิตเองในประเทศ

อุตสาหกรรม Semiconductor ของไทย กับภาพการพัฒนาในอนาคตที่ยังคงไม่ชัดเจน