ถุงห่อทุเรียน Magik Growth จาก เอ็มเทค สวทช. สร้างปรากฎการณ์ “ทุเรียนถุงแดง” เพิ่มมูลค่า ทุเรียนไทย สู่มาตรฐานส่งออกระดับโลก

จากสถิติของศุลกากรแห่งชาติจีน พบว่าในปี 2566 ประเทศไทยคือผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ที่สุดไปจีน โดยจีนมีการนำเข้าผลไม้ (พิกัดศุลกากร 08) จากไทยมูลค่ากว่า 7,056 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 37% และถ้าอ้างอิงตาม เฟสบุ๊ค  Office of Agricultural Affairs, Guangzhou (ฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว) ได้โพสต์ชัดเจนว่าสถิติการนำเข้าทุเรียนสดของจีน ปี 2566 ที่ปัจจุบันประเทศจีนอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนสด จาก 3 ประเทศ ได้แก่ ทุเรียนไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

โดยจีนนำเข้าทุเรียนสด ปริมาณกว่า 1,425,923 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,716 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 72.87% (ปี 2565 ปริมาณนำเข้า 824,871 ตัน) และมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 65.56%
และแน่นอนว่าประเทศที่จีนนำเข้าทุกเรียนเข้ามามากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 คือ ประเทศไทย ปริมาณการนำเข้า 928,976 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,566 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 65.15% ของปริมาณการนำเข้าทุเรียนสดทั้งหมด โดยปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 18.49% (ปี 2565 ปริมาณนำเข้า 784,010 ตัน)

ที่กล่าวมานี้ คือ สถิติการส่งออก ทุเรียนไทย ไปจีน ที่มีแนวโน้มสดใสอย่างต่อเนื่อง ทว่า นอกเหนือจากตลาดส่งออกไปจีนแล้ว ทุเรียนไทย ยังไปสร้างชื่อในอีกหลายประเทศทั่วโลก หนึ่งในนั้น คือ ประเทศเกาหลีใต้ ที่เปิดประเทศรับทุเรียนไทย โดยเฉพาะผลผลิตทุเรียนจากภาคตะวันออกของไทยไปบริโภคปีละหลายล้านตัน
โดยการผลิตทุเรียนเพื่อส่งออกไปยังประเทศเกาหลีใต้นั้น ต้องมีการสร้างมาตรฐานให้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่เกาหลีใต้วางไว้ ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้นวัตกรรม ถุงห่อทุเรียน Magik Growth จากทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. ได้นำไปปรับใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างในสวนทุเรียนภาคตะวันออกที่ตั้งใจปลูก ทุเรียนพรีเมียม เพื่อส่งออก ซึ่งจากการสำรวจล่าสุดพบว่ามีเกษตรกรร่วมใช้ถุงห่อทุเรียนกว่า 2,000 ใบ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสารเคมี ก่อนจะทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ และผลผลิตทุเรียนนี้เองที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการส่งออกทุเรียนไปยังตลาดเกาหลีต่อไป
และเพื่อถอดบทเรียนจากโมเดลความสำเร็จของการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนได้ใช้ ถุงห่อทุเรียน Magik Growth เอ็มเทค สวทช. จึงได้ลงพื้นที่ชมการสาธิตการใช้ถุงห่อทุเรียน Magik Growth เพื่อลดสารเคมีและเพิ่มคุณภาพทุเรียนให้กับสวนทุเรียนใน อ.บ่อไร่ จ.ตราด ซึ่งเป็นสวนต้นทางที่ล้งส่งออกทุเรียนจันทบุรี (ล้งเอ-ต่าย) รับซื้อผลผลิตปีละหลายตัน เพื่อส่งทุเรียนไปยังเกาหลี

ดร.ณัฐภพ สุวรรณเมฆ นักวิจัย เอ็มเทค สวทช. ผู้คิดค้นและพัฒนา ถุงห่อทุเรียน Magik Growth

แชร์ที่มาของการคิดค้นนวัตกรรม ถุงห่อทุเรียน Magik Growth จากนักวิจัย เอ็มเทค สวทช. แก้ปัญหาให้ชาวสวน ทุเรียนไทย ได้อย่างตรงจุด

ถุงห่อทุเรียน Magik Growth เป็นผลงานการคิดค้นของนักวิจัยเอ็มเทค สวทช. เพื่อมาตอบสนองปัญหาที่ชาวสวนทุเรียนเจอ โดยผลงานนี้ได้รับการพัฒนาและนำไปปรับใช้เพิ่มคุณภาพให้ผลผลิต ทุเรียนไทย อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งปลูกทุเรียนมาตรฐานส่งออกที่สำคัญของไทย
โดย ดร.ณัฐภพ สุวรรณเมฆ นักวิจัย เอ็มเทค สวทช. ผู้คิดค้นและพัฒนา ถุงห่อทุเรียน Magik Growth ได้เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า
“จากการลงพื้นที่สวนทุเรียนในภาคตะวันออก เราพบว่าชาวสวนทุเรียนพบปัญหาทั้งเรื่องโรคแมลงศัตรูพืชและสัตว์กัดแทะที่ทำลายทุเรียนในระยะพัฒนาผลจนเกิดความเสียหาย ถึงแม้จะใช้ถุงตาข่ายทางการเกษตรห่อทุเรียนเพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืชซึ่งป้องกันหนอนรังได้ แต่ก็ยังประสบปัญหาว่าไม่สามารถป้องกันเพลี้ยแป้งกับราดำได้ ทำให้ผิวทุเรียนไม่สวย และเกิดความเสียหาย เกษตรกรส่วนใหญ่จึงแก้ปัญหาโดยใช้สารเคมียาฆ่าแมลงในการฉีดพ่น ซึ่งนอกจากจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ยังเกิดปัญหาสุขภาพตามมา”

Magik Growth Magik Growth

“ทีมวิจัยสิ่งทอ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) จึงร่วมมือกับคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำองค์ความรู้เรื่องวัสดุศาสตร์พัฒนาสูตรผสมเม็ดพลาสติก (polymer compound) ร่วมกับเทคโนโลยีการขึ้นรูปนอนวูฟเวน เพื่อให้วัสดุนอนวูฟเวนมีคุณสมบัติให้น้ำและอากาศผ่านเข้าออกได้โดยง่าย รวมถึงมีคุณสมบัติการคัดเลือกช่วงแสงที่เหมาะสมกับเซลล์รับแสงที่ผิวผลไม้ จนได้เป็นนวัตกรรมวิจัยต้นแบบชื่อทางการค้าว่า Magik Growth หรือ นวัตกรรมถุงห่อผลไม้นอนวูฟเวน และสีแดงจากถุงห่อทุเรียนนี่เอง ที่จะช่วยป้องกันแมลงและศัตรูพืชที่จะมองไม่เห็นในแสดงสีแดงด้วย”
“โดยประสิทธิผลจากการก่อทุเรียนด้วยถุงห่อทุเรียน Magik Growth ยังได้รับการยืนยันจากชาวสวนทุเรียนในพื้นที่ทั้ง จ.ระยอง จันทบุรี และตราด โดยหนึ่งในสวนที่ทีมผู้วิจัยลงไปทดสอบ คือ ทุเรียนสไตล์ช๊าลฮิ ของคุณนวลนภา เจริญรวย อ.แกลง จ.ระยอง เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา”

“เมื่อเปรียบเทียบกับทุเรียนที่ไม่ได้ห่อ และทุเรียนที่ห่อด้วยถุงตาข่ายทางการเกษตรซึ่งเกษตรกรใช้อยู่เดิม โดยมีการเก็บข้อมูลทั้งความชื้น อุณหภูมิตลอดช่วงการห่อ ผลจากทดสอบต่อเนื่อง 3 ฤดูกาลผลิต พบว่า ถุงห่อทุเรียน Magik Growth สีแดง ได้ผลเป็นที่น่าพอใจที่จะนำมาใช้ห่อทุเรียนแทนการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขนาดผลทุเรียนตลอดจนมีปริมาณเนื้อของทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”
“โดยถุงห่อทุเรียนนี้จะช่วยให้ทุเรียนที่ถูกห่อด้วยถุงห่อ Magik Growth สามารถสร้างสารสำคัญในผลไม้ทั้งแป้ง น้ำตาล สารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ โดยตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน มีการจัดเก็บข้อมูลผลวิจัยอย่างเป็นระบบ พบว่าถุงห่อทุเรียน Magik Growth ช่วยเกษตรกรประหยัดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากการลดใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงศัตรูพืช สามารถเพิ่มน้ำหนักและคุณภาพผิวผลทุเรียนให้กลายเป็นทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมได้ และจากการเก็บข้อมูลล่าสุด พบว่าเราได้รับฟีดแบกจากชาวสวนทุเรียนที่ใช้ถุงห่อทุเรียนนี้ ที่ยืนยันว่าถุงชนิดนี้ยังสามารถนำมาใช้ซ้ำได้ถึง 4 ฤดูกาลผลิต”
“โดยตัวถุงห่อทุเรียน Magik Growth ได้รับการนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ และจำหน่ายอยู่ในราคา 15 บาทต่อถุง ซึ่งล่าสุด เพื่อตอบโจทย์เทรนด์เศรษฐกิจหมุนเวียน เมื่อชาวสวนทุเรียนใช้ถุงห่อทุเรียน Magik Growth นี้ได้ถึงอายุการใช้งาน คือประมาณ 4 ฤดูกาลผลิตแล้ว ก็สามารถนำมาคืนกับทางบริษัทฯ ที่ทางบริษัทจะให้ค่าตอบแทนถุงที่ใช้แล้ว ซึ่งจะนำไปคำนวณเป็นส่วนลดในการซื้อถุงห่อทุเรียนในชุดต่อไป และทางบริษัทฯก็จะนำถุงห่อทุเรียนไปกำจัดอย่างถูกวิธีด้วย”

ชาญชัย ศรีสุด เจ้าของสวนทุเรียนคุณต่าย อ.บ่อไร่ จ.ตราด

ฟังเสียงสะท้อนจากเจ้าของล้งทุเรียนพรีเมียม กับความพอใจในผลผลิต “ทุเรียนถุงแดง” Magik Growth

ดังที่ได้เกริ่นว่า ถุงห่อทุเรียน Magik Growth ได้นำไปใช้จริงในสวนทุเรียนพรีเมียมที่ตั้งใจปลูกเพื่อการส่งออกในหลายจังหวัดภาคตะวันออก ในวันนี้ ชาญชัย ศรีสุด เจ้าของสวนทุเรียนคุณต่าย อ.บ่อไร่ จ.ตราด และมีล้งรับซื้อทุเรียนเพื่อส่งออกไปยังประเทศเกาหลีใต้อยู่ที่ อำเถอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี กล่าวถึง การควบคุมกระบวนการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานส่งออก ว่า
“ปัญหาสำคัญของการส่งออกทุเรียน คือ ตลาดสาธารณรัฐเกาหลี โดยเฉพาะย้อนหลังไป 2 ฤดูการผลิต (ปี2564-2565) เกษตรกรชาวสวนทุเรียนได้รับผลกระทบจากปัญหาฝนตกมากในประเทศไทย ทำให้เกิดการระบาดของโรคแมลงและเชื้อรากระทบต่อผลผลิตทุเรียน เกษตรกรจึงฉีดยาป้องกันราและแมลงทั้งที่ลำต้นและใบทุเรียนเพื่อป้องกันผลผลิต ส่งผลให้ลูกทุเรียนได้รับผลกระทบจากการฉีดสารเคมีและอาจมีการสะสมที่เปลือกทุเรียน ซึ่งเกษตรกรต้องป้องกันผลผลิตแต่ละฤดูกาลเนื่องจากผลผลิตมีต้นทุนในการดูแลสูง”

“ดังนั้น นวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth จากนักวิจัย เอ็มเทค สวทช. จึงเป็นสิ่งที่มาแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสีของถุงห่อทุเรียนที่มีสีแดงมีความเหมาะสมกับผลผลิตทุเรียน ทั้งช่วยรักษาอัตราการเจริญเติบโตได้ดีและสีแดงยังเป็นสีที่แมลงศัตรูพืชในสวนทุเรียนไม่ชอบเข้าใกล้อีกด้วย”
“อย่างไรก็ตาม การลงทุนใช้ถุงห่อทุเรียนครั้งแรกในฤดูการผลิตนี้คาดว่านวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth จะช่วยป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากการดูแลทุเรียนของเกษตรกรชาวสวนในระยะ 2 เดือนก่อนเก็บเกี่ยวได้ ทั้งเปลือกทุเรียนสะอาดจากการไม่มีเชื้อราดำจากโรคแมลง และเปลือกของผลของทุเรียนแต่ละลูกจะสวยสะอาด ที่สำคัญจะช่วยลดสารเคมีที่ปนเปื้อนอยู่บนเปลือกทุเรียนได้อีกด้วย”
“โดยการห่อทุเรียนด้วยถุงห่อทุเรียนครั้งนี้เกิดจากการลงทุนของล้ง ซึ่งแม้จะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต แต่จะเป็นความคุ้มค่าในการช่วยลดผลกระทบจากใช้สารเคมีในการผลิตทุเรียนส่งออก และเพื่อให้ยังคงรักษาตลาดสร้างความเชื่อมั่นของผลไม้ไทยที่ส่งออกไปยังเกาหลี ถึงแม้เกษตรกรจะเสียเวลาเพิ่มในการใช้ถุงห่อทุเรียน แต่ได้ราคาที่ดีขึ้นจากการรับซื้อของล้ง และล้งส่งออกทุเรียนยังได้เริ่มการสร้างมาตรฐานให้ธุรกิจทุเรียนส่งออกให้ทุเรียนมีความยั่งยืน”
Magik Growth
นอกจากนั้น คุณชาญชัย ยังได้ให้มุมมองในด้านการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมการเกษตรของไทยว่า
“ทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย แต่โดยคุณลักษณะของทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการการดูแล และกลายพันธุ์ง่าย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในการปลูกทุเรียนจึงต้องใช้ยาเยอะ และปัญหาในเรื่องของสารพิษตกค้าง เรื่องโรคพืช จึงเป็นปัญหาสำคัญอย่างมากของ ทุเรียนไทย โดยเฉพาะทุเรียนที่ผลิตเพื่อการส่งออก ก็ต้องเข้าเกณฑ์ที่ประเทศต่างๆ วางไว้ ซึ่งถ้าปิดช่องว่างตรงนี้ได้ ทุเรียนของไทยก็ไม่ต้องไปกลัวทุเรียนของคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือมาเลเซีย เพราะรสชาติ และคุณภาพของทุเรียนจัดอยู่ในระดับพรีเมียม ที่ผู้บริโภคชาวต่างชาติให้การยอมรับอยู่แล้ว”
“ดังนั้น พูดได้ว่า ทุเรียนไทย จะไปได้ไกลกว่านี้ได้ อยู่ที่การปรับเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาการปลูกทุเรียนเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงสามารถทำให้ได้ผลผลิตทุเรียนที่ตอบโจทย์การส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ในตอนนี้ เราได้ปรับเอาเทคนิคที่ทำให้เราสั่งให้ทุเรียนสุกได้ ตามระยะเวลาการเดินทางของทุเรียนหรือเงื่อนไขที่บริษัทรับซื้อปลายทางในแต่ละประเทศตั้งไว้ ซึ่งจุดนี้กลายเป็นข้อได้เปรียบของทางล้งเราที่มีบริษัทนำเข้าผลไม้ต่างชาติให้ความสนใจรับซื้อผลผลิตทุเรียนจากล้งของเรา ที่ผ่านมา เราสามารถส่งทุเรียนไปขายถึงปักกิ่ง หรือเมืองเฮอร์บิน ได้ ซึ่งต้องใช้เวลาขนส่งและเดินทาง 3 สัปดาห์ขึ้นไป ขณะที่ล้งอื่นทำทุเรียนขายได้แค่ เซินเจิ้น ฮ่องกง กวางโจว ที่ใช้เวลาขนส่งประมาณ 1 สัปดาห์ เท่านั้น”

“อย่างไรผมก็มองว่าทุเรียนไทยมีโอกาสที่จะทำเงินเข้าประเทศได้มาก เพราะเรามีทั้งภูมิปัญญา เทคโนโลยี เทคนิค ทั้งในการปลูก ไปจนถึงการเก็บผลผลิต เก็บรักษา ซึ่งสั่งสมมาอยู่ในตัวเกษตรกรไทยมาเป็นร้อยปี โดยองค์ประกอบนี้ไม่มีชาติใดที่มาเลียนแบบเราได้”
“และจากนี้ไปเราตั้งเป้าไว้ว่า จะทำอย่างไรให้ทุเรียนบ้านเราสามารถเติบโตและเก็บผลผลิตได้ 5 ตันใน 1 ไร่ ซึ่งเป็นการประกันรายได้ให้คนรุ่นใหม่ที่จะมาบุกเบิกงานด้านการเกษตรด้วย ซึ่งการจะไปให้ถึงจุดนั้น จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือของหน่วยงานวิจัย อย่าง สวทช. และทีมนักวิจัยทั่วประเทศ”

นวัตกรรมที่ช่วยพัฒนาภาคการเกษตรไทยได้จริง

ถอดบทเรียนการปลดล็อค ศรีสะเกษ จากจังหวัดยากจนสู่ เมืองเกษตรอินทรีย์ ด้วย โมเดลเศรษฐกิจ BCG

สวทช. จับมือ พันธมิตร ใช้กลไก ‘ตลาดนำการผลิต’ ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรอำนาจเจริญ ปลูกถั่วเขียวอินทรีย์พันธุ์ดี KUML ให้ผลผลิตสูง ส่งขายรายได้งาม

แชตบอตบอก ‘โรคสตรอว์เบอร์รี’ ต้นแบบนวัตกรรมยกระดับภาคการเกษตรไทย วินิจฉัยโรคง่าย รู้ผลทันที

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.84
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.85
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์