อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร นับเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยมีศักยภาพและสร้างรายได้ให้ประเทศมาอย่างยาวนาน โดยเรามีอุตสาหกรรมผลิตอาหารกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทว่า หนึ่งในปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการผลิตอาหารของไทย คือ การบริหารจัดการน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตที่ยังไม่ได้มาตรฐานและไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนก่อให้เกิดปัญหามลพิษทั้ง กลิ่นและสารพิษที่เกิดจากของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม
ยิ่งถ้าเป็น อุตสาหกรรมผลิตอาหารทะเล ด้วยแล้ว ย่อมเป็นที่รู้กันว่าปัญหาในเรื่องกลิ่นที่มาจากของเสียอย่าง เลือด น้ำนึ่งปลา หรือของเสียที่ปนเปื้อนเครื่องในของสัตว์ทะเล ซึ่งถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ นับเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับโรงงานอุตสาหกรรมประเภทนี้มาอย่างยาวนาน

ดังนั้น คงจะดีไม่น้อย ถ้าภาค อุตสาหกรรมผลิตอาหารทะเล ของไทย ตระหนักในปัญหานี้และมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะหาทางแก้ไขด้วยการปรับเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ ซึ่งในวันนี้ภาพที่ทุกฝ่ายคาดหวังนี้ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลก ที่ได้ผนึกกำลังกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าวความสำเร็จ โครงการลดการปล่อยน้ำทิ้งสู่สาธารณะเป็นศูนย์ (Zero Wastewater Discharge) ที่ดำเนินการภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนาต้นแบบระบบบำบัดน้ำทิ้งเป็นศูนย์ เกิดศูนย์การเรียนรู้ระบบการบำบัดน้ำเพื่อการหมุนเวียนน้ำทิ้งนำกลับมาใช้ประโยชน์การทิ้งน้ำเป็นศูนย์ในอุตสาหกรรมอาหาร”
โดยไทยยูเนี่ยนเป็นโรงงานต้นแบบในการติดตั้งและดำเนินการโดยวิศวกรคนไทยที่สร้างมาตรฐานด้านการบริหารจัดการน้ำทิ้งในระบบได้สำเร็จเป็นรูปธรรม 100 เปอร์เซ็นต์ และยังได้ชื่อว่าเป็นโรงงานอุตสาหกรรมอาหารทะเลแห่งแรกของโลกที่ไม่ปล่อยน้ำเสียสู่สาธารณะแม่แต่หยดเดียว
ดังนั้น ความสำเร็จนี้จึงเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่ควรค่าแก่การมาถอดบทเรียนการดำเนินงานของทุกฝ่าย เพื่อต่อยอดไปสู่การเป็นแบบอย่างให้ภาคอุตสาหกรรมไทยในการบริหารจัดการน้ำทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเทรนด์เศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างภาคภูมิ

กระทรวง อว. ยกโครงการ Zero Wastewater Discharge โดย ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป เป็นต้นแบบ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” อย่างแท้จริง
ในพิธีเปิดงานแถลงข่าวความสำเร็จของโครงการ Zero Wastewater Discharge โดย ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดงานแถลงข่าวครั้งนี้ว่า
“โครงการลดการปล่อยน้ำทิ้งสู่สาธารณะเป็นศูนย์ เป็นการวิจัยภายใต้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยทาง บพข. เป็นผู้สนับสนุนทุนในการวิจัยครั้งนี้ ร่วมกับ ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป นี้ นับเป็นการพัฒนาต้นแบบระบบบำบัดน้ำ โดยไม่ปล่อยน้ำทิ้งสู่สาธารณะแม้แต่หยดเดียว ทำให้ช่วยลดต้นทุนในการบำบัดน้ำ และนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า อีกทั้งช่วยลดการปล่อยน้ำทิ้งสู่สิ่งแวดล้อม ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทยอย่างแท้จริง”

“โดยความสำเร็จในครั้งนี้ยังเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของกระทรวง อว. ที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นด้านการพัฒนาสำคัญของประเทศ ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน อย่างในวันนี้ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่มาเป็นต้นแบบของโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน การโกกรีน (Go Green) ความเป็นกลางทางคาร์บอน เศรษฐกิจชีวภาพ ล้วนเป็นส่วนประกอบในการเดินหน้าประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG (Sustainable Development Goals) ในปี 2573
และประเด็นที่ อว. อยากจะมุ่งเน้น คือ การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ ซึ่งจะต้องพึ่งพาข้อมูล ความรู้ และวิทยาการด้วยอย่างมาก โดย อว. จะเน้นหลักการสำคัญ คือ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” โดยให้เอกชนผู้ที่จะใช้ประโยชน์เป็นผู้กำหนดทิศทางว่าควรจะทำเรื่องอะไร อย่างไร แล้วสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ ของ อว. จะเข้าไปดำเนินการและสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ใช้ความต้องการเป็นตัวนำ (market-driven) พร้อมปลดล็อกระเบียบ ข้อจำกัดต่างๆ
นอกจากนี้ ต่อไปจะมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ระบบบำบัดน้ำทิ้งขึ้นที่ไทยยูเนี่ยน เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการนำน้ำทิ้งมาผ่านกระบวนการบำบัดและนำมาใช้ประโยชน์ จนทำให้มีอัตราการทิ้งน้ำเป็นศูนย์ ซึ่งตรงนี้สามารถส่งต่อความรู้และเทคโนโลยีไปยังผู้ประกอบการรายอื่น ทั้งยังเป็นการสนับสนุน SME ในอุตสาหกรรมอาหาร หรืออุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำในปริมาณที่มากได้อีกด้วย”

บพข. ชี้ นวัตกรรมระบบบำบัดน้ำทิ้งของ ไทยยูเนี่ยน เป็นต้นแบบ ทุนปัญญา ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของไทย ที่มีไม่แพ้ชาติใดในโลก
ด้าน รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำเร็จของโครงการวิจัยของ ไทยยูเนี่ยน ที่เป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ และเอกชน ว่า
“ความสำเร็จของโครงการในวันนี้ นับเป็นต้นแบบที่ชัดเจนที่ตอบสนองบทบาทสำคัญของ บพข. ที่กำหนดไว้ 7C โดยเฉพาะในด้าน Connect หรือ การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และ Collaboration ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยทาง ผู้ประกอบการนำ และ อว. โดย บพข. มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ขับเคลื่อน เพื่อมาร่วมลดการปล่อยน้ำทิ้งสู่สาธารณะเป็นศูนย์ นอกจากนั้น ความสำเร็จวันนี้ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือ Competitiveness ให้ผู้ประกอบการไทยด้วย”
“โดยโครงการนี้เป็นการให้ทุนผ่านแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน (CE) บพข. ภายใต้ชื่อโครงการวิจัย “การพัฒนาต้นแบบระบบบำบัดน้ำทิ้งเป็นศูนย์” และสิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นมาต่อจากนี้ คือ การเกิด Center of Learning คือ “ศูนย์เรียนรู้ระบบการบำบัดน้ำเพื่อการหมุนเวียนน้ำทิ้งนำกลับมาใช้ประโยชน์ การทิ้งน้ำเป็นศูนย์” ที่กำลังจะเปิดให้บริการ ซึ่งจะช่วยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญของไทย รวมถึงภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องด้วย

“โดยภารกิจที่กล่าวมานี้ก็สอดคล้องตามเจตนารมณ์และภารกิจของ บพข. ในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และยังสร้างความร่วมมือ และร่วมลงทุนในการวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ”
“ดังนั้น การแถลงข่าวในวันนี้ยังเป็นการสื่อสารไปด้วยว่าการปรับเอาเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำทิ้ง จนไม่มีน้ำทิ้งสู่สาธารณะแม้แต่หยอดเดียวเป็นสิ่งที่คนไทยทำได้ ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึง “ทุนปัญญา” ของคนไทย ที่เรามีบุคลากรที่มีความสามารถ สามารถปรับเอาเทคโนโลยีมาใช้ในบริบทที่เหมาะสมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพร้อมที่จะต่อยอด ไปใช้ในวงกว้าง โดยไม่จำเป็นต้องซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติมาใช้เพียงอย่างเดียว โมเดลการทำงานร่วมกันในวันนี้จึงเป็นต้นแบบที่แสดงให้เห็นด้วยว่า ทางกระทรวง อว. และ บพข. มีความพร้อมที่จะร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไปกับภาคเอกชนไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนและระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน ที่ในตอนนี้ขยับไปสู่เป้าหมาย SDG Goals แล้ว”
“ในกรณีความสำเร็จของโครงการ Zero Wastewater Discharge ของ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ยังเป็นตัวอย่างของการพิจารณาการสนับสนุนทุนให้กับภาคเอกชนของ บพข. ที่เห็นได้ชัดว่า ทางภาคเอกชนนั้นต้องมีความพร้อมในด้านเทคโนโลยี และพร้อมพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม จึงจะนำไปสู่โมเดลของการที่ “ผู้ประกอบการนำ รัฐสนับสนุน” ได้”

“โดยในโปรเจกต์นี้ ทางมหาวิทยาลัยมหิดลได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์สังเคราะห์ เก็บข้อมูล เนื่องจากการให้ทุนกับหน่วยงาน องค์กรภาคเอกชน จะต้องมีการเก็บข้อมูล เพราะไม่ใช่เรื่องของการประดิษฐ์ แต่เป็นการวิจัย จึงต้องมีเรื่องของการเก็บตัวเลข ข้อมูล การเขียนรายงาน การนำเสนอเปรียบเทียบ ให้เห็นว่าโครงการที่ทำขึ้นนั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือ Competitiveness ได้จริง”
“ความสำเร็จของโครงการที่ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ทำขึ้นนี้ ยังก่อให้เกิด Social Impact ด้วย เพราะการที่โรงงานปล่อยน้ำทิ้งไปสู่สาธารณะ ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญเพราะไม่ได้สร้างปัญหาแค่น้ำเสีย แต่ยังมีกลิ่น ซึ่งเป็นมลพิษรบกวนชุมชนโดยรอบโรงงานให้ได้รับผลกระทบทั้งหมด ถ้าประเมินเป็นมูลค่าที่ชุมชนแวดล้อมได้รับผลกระทบก็ไม่น้อยเลย แต่เมื่อ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป สามารถใช้ระบบบำบัดน้ำทิ้งที่ไม่ทิ้งน้ำเสียไปสู่สาธารณะเลยแม้แต่หยดเดียวได้ ความสำเร็จนี้จึงถือว่าสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคม ทำให้ชุมชนรอบโรงงานอุตสาหกรรมมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
“ขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ของ อุตสาหกรรมอาหาร ของไทย ก็ดีขึ้นด้วยจากความสำเร็จในวันนี้ ซึ่ง น้ำ ก็เป็นปัญหาใหญ่ของทุกอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเรามีระบบการบริหารจัดการน้ำที่ดี ย่อมจะเป็นต้นแบบให้ทุกฝ่ายได้มาเรียนรู้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารทะเลได้ชื่อว่ามีน้ำทิ้งปล่อยออกสู่สาธารณะมาก และมีทั้งเลือด เครื่องในต่างๆ ที่มาจากการล้างสัตว์ทะเล ที่ปนเปื้อนออกไปสู่แหล่งน้ำ เป็นที่มาของกลิ่นที่รุนแรง”

“เพราะฉะนั้น การนำเทคโนโลยีมาใช้ จนไม่มีน้ำทิ้งปล่อยออกไปเลย ขณะเดียวกัน เมื่อน้ำทิ้งผ่านการบำบัดแล้ว นำกลับมาใช้ในโรงงาน ก็ย่อมเป็นประโยชน์ที่เห็นชัด ทั้งต่อ โรงงาน ต่อสังคม และยังเป็นต้นแบบให้ภาคอุตสาหกรรมอื่นได้ทำตามด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จึงตอบโจทย์ความตั้งใจและหัวใจในการทำงานของ บพข. ว่า เราต้องยกระดับทุกภาคส่วนให้เกิดการคิดค้นและนำนวัตกรรมใหม่ๆ ไปปรับใช้ และต้องมีประโยชน์ต่อสังคม สร้างความเป็นผู้นำ องค์ประกอบที่กล่าวมาเหล่านี้ล้วนมีในโครงการไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ทั้งหมด”
“ส่วนในประเด็นของการจัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้ ที่เพิ่งเริ่มดำเนินการ หากต่อไปมีผู้ประกอบการอย่าง SME สนใจที่จะปรับเอาโมเดลนี้ไปใช้ ทาง กระทรวง อว. โดย สกสว. ก็จะมีงบประมาณสนับสนุนในเรื่องของการนำไปใช้ประโยชน์ ที่เรียกว่า Research Utilization ขณะที่ ทาง บพข. ก็มีการมอบทุนให้กับ บริษัท SME ของกลุ่มโรงงานอาหารในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งจะเป็นการบำบัดน้ำเสียแบบ Mobile คือ เราจะจัดรถเคลื่อนที่ที่ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เรากำลังให้ทุน ที่ถ้าทำเสร็จ เราก็จะกระจายเทคโนโลยีนี้”

ด้าน ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ประธานอนุกรรมการแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน บพข. ได้กล่าวเสริมว่า “โครงการของไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป นี้ เป็นการใช้เทคโนโลยีเพิ่มเติมจากเทคโนโลยีเดิม ก็จะเป็นการสร้างระบบ RO System โดยทาง แผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน บพข. ให้ทุน In-cash เป็นเงินทุนตั้งต้นจาก บพข. 3.6 ล้านบาท และ ไทยยูเนี่ยน In-cash มาอีก 70 เปอร์เซ็นต์ รวม In-kind ด้วย เป็นจำนวน 8.4 ล้านบาท”
“โดยหลักการพิจารณาการมอบทุนของแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน คือ การมอบทุนให้ภาคอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างต้นแบบการบริหารจัดการของเสียจากภาคการผลิต หรือ Waste น้อยที่สุด ไปจนถึง ไม่ก่อให้เกิดของเสียเลย และทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้ได้มากที่สุดในระบบ”
“อย่างในกรณีของ โรงงานปลา ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จากการที่ปล่อยน้ำเสียสู่สาธารณะ ก็มีการบริหารจัดการ สร้างระบบการจัดการน้ำเสีย บำบัดให้เป็นน้ำดี และนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเท่ากับเป็นการลดการใช้ทรัพยากรน้ำ ทำให้ทางโรงงานประหยัดค่าน้ำไปได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ นี่ก็ถือว่าสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างชัดเจน”

“โดยในการดำเนินโครงการนี้ ทาง แผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียนของ บพข. ยังได้กำหนดภารกิจให้ทาง ไทยยูเนี่ยน ด้วยว่า โครงการนี้ต้องไม่ใช่ว่าจะได้ประโยชน์กับ ไทยยูเนี่ยน เพียงอย่างเดียว แต่ ไทยยูเนี่ยน ต้องเป็น ศูนย์การเรียนรู้ หรือ Learning Center ในด้านการบำบัดน้ำทิ้งด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการอื่นได้มาดูงาน และนำโมเดลการบำบัดน้ำทิ้ง Zero Wastewater Discharge นี้ไปปรับใช้ประโยชน์ได้ต่อ จุดนี้จึงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมาก”
“ขณะที่ ในปีงบประมาณ 2567 นี้ บพข. ได้มีการจัดสรรเงินทุนเพื่อสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านความยั่งยืน ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท โดยเรามุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนในแผนงานกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน และแผนงานกลุ่มพลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการนําขยะหรือของเสียจากภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นวัตถุดิบทดแทนหรือนํามาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทน การผลิตพลังงานสะอาด เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เรามีเป้าหมายในการลดการปล่อย GHG 30 Mt CO2 e, เพิ่ม 3% ของ GDP และลดการใช้ทรัพยากร 1 ใน 3 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศไทยภายในปี 2593 ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมภายในประเทศ”
ถอดบทเรียนความพยายามและความมุ่งมั่นของ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กับการก้าวสู่ โรงงาน อุตสาหกรรมผลิตอาหารทะเล แห่งแรกในโลกที่ปล่อยน้ำทิ้งเป็นศูนย์
หากอ้างอิงตามวิดีทัศน์ ที่ทำให้เราได้รู้จัก โรงงานผลิตปลาของ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โรงงานแห่งนี้ เป็นโรงงานผลิตอาหารทะเลแช่แข็งสำเร็จรูปที่มีปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการผลิตมหาศาลในแต่ละวันถึงวันละ 7 ล้านลิตร และด้วยโปรไฟล์นี้ ทำให้โรงงานของเราได้รับรางวัลจาก การประปาส่วนภูมิภาค ในฐานะผู้ใช้น้ำประปาสูงเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดสมุทรสาคร
และเมื่อมีการใช้น้ำในปริมาณมาก ก็ส่งผลให้เกิดปริมาณน้ำทิ้งมากด้วยเช่นกัน ดังนั้น โรงงานจึงต้องมีการบำบัดน้ำทิ้งให้ได้ตามที่กฎหมายกำหนดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ในอดีต ทางโรงงานได้ทิ้งน้ำทิ้งมากถึง 3,000 คิวต่อวัน ลงในแม่น้ำลำคลอง เทียบแล้วมีปริมาณมากถึงสระว่ายน้ำโอลิมปิกหนึ่งสระ
ตัวเลขที่กล่าวมานี้ ไม่ได้ทำให้ทาง โรงปลา ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ภาคภูมิใจแต่อย่างใด เพราะว่าเส้นชัยของโรงงานแห่งนี้ คือ การใช้ทรัพยากรน้ำให้น้อยที่สุด และใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดต่างหาก นี่จึงกลายมาเป็นจุดเปลี่ยนให้คณะผู้บริหาร บุคลากรของบริษัททุกฝ่ายตั้งเป้าว่าอยากทำให้น้ำจำนวนมหาศาลนี้มาใช้ประโยชน์ในโรงงานซ้ำได้ ซึ่งจะช่วยให้โรงงานสามารถหมุนเวียนน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วมาใช้เป็นน้ำคุณภาพดีในกระบวนการผลิตหรือระบบสาธารณูปโภค อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณน้ำที่ใช้จากการประปาส่วนภูมิภาคอีกด้วย
โครงการลดการปล่อยน้ำทิ้งสู่สาธารณะเป็นศูนย์ (Zero Wastewater Discharge) จึงเกิดขึ้น เพื่อปรับเอาเทคโนโลยีที่มีใช้อยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่มีพัฒนาการและได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นกระบวนการที่ดี คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับกระบวนการผลิตของโรงงานผลิตอาหารทะเล

ทั้งนี้ ถ้าย้อนกลับไปในอดีต โรงงานปลาไทยยูเนี่ยน มีความพยายามจัดการกับน้ำทิ้งที่เกิดจากกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยมีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เริ่มต้นตั้งแต่
ปี 2010 ซึ่งเราใช้บ่อดินในการเก็บน้ำทิ้ง แต่พบว่าเกิดปัญหาการเซาะทลายของบ่อดิน และมีค่าใช้จ่ายที่ทางโรงงานจำเป็นต้องจ้างหน่วยงานภายนอกในการกำจัดไขมันทิ้ง
ปี 2011 ทางไทยยูเนี่ยนมีการสร้างบ่อคอนกรีตขึ้นมาใหม่ เพื่อนำมาทดแทน แก้ปัญหาของบ่อดินเดิม
ปี 2012 ไทยยูเนี่ยนมีความคิดที่จะบำบัดน้ำทิ้งเพื่อนำมาใช้ใหม่เป็นครั้งแรก ด้วยการศึกษาและนำระบบ Ultra Filtration (UF) มาใช้ ร่วมกับผู้ออกแบบผลิตระบบ Water Recycle ซึ่งสามารถกรองได้ตั้งแต่สารแขวนลอย แบคทีเรีย และไวรัส แต่ในการติดตั้งระบบครั้งนี้ก็ไม่สำเร็จ เพราะการกรองวิธีนี้ไม่เหมาะกับน้ำทิ้งของโรงปลา
แต่ทางไทยยูเนี่ยนไม่ยอมแพ้ ได้กลับมาทำการศึกษาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ในการออกแบบระบบอีกครั้งด้วยการนำระบบ UF มาใช้เหมือนเดิม แต่เลือกวิธีการกรองแบบ Outside in จากนั้นมีการติดตั้งระบบ UF และมอนิเตอร์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญถึง 2 เดือน จนประสบผลสำเร็จ ได้วิธีในการดำเนินระบบ UF ที่ถูกต้อง
ปี 2015 ทางโรงงานเริ่มมีติดตั้งและพัฒนาโครงการ UF เฟส 1 อย่างเป็นทางการ แต่ก็ต้องพบอีกหนึ่งอุปสรรค ที่ระบบบำบัดน้ำทิ้งเริ่มมีค่าพีคโหลดของค่าออยล์ ทางโรงงานจึงได้เริ่มสร้างกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ลดการสูญเสีย ลดต้นทุน สร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย และมีการพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้เก่งขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปี 2019 โรงปลา ไทยยูเนี่ยน ได้เห็นโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดการรีไซเคิลน้ำมาใช้ใหม่ในโรงงาน จึงเป็นที่มาในการพัฒนาและติดตั้งโครงการ UF เฟส 2 ขึ้นมาอีกหนึ่งโครงการ เพื่อเพิ่มพลังการผลิตน้ำจากระบบ UF มาทดแทนการใช้น้ำประปาของโรงงาน
โดยในการปรับเอาเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้นั้น กลับพบสารประกอบในเลือดปลาที่ปนเปื้อนมากับน้ำทิ้ง ก่อนเข้าระบบบำบัด ซึ่งเกินค่าที่ระบบออกแบบไว้ จึงทำให้ระบบบำบัดน้ำทิ้ง ไม่สามารถบำบัดน้ำทิ้งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ปี 2020 ฝั่งวิศวกรรมของโรงงาน จึงได้ทำการ Implement เสาหลักด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานใน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของการวางระบบบำบัดน้ำ โดยได้ทำงานร่วมกับฝ่ายผลิตเพื่อจัดการระบบน้ำนึ่งปลาให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดการปนเปื้อนของไขมันและให้ความสำคัญในการคัดแยกน้ำเลือดก่อนปล่อยลงรางระบายน้ำทิ้ง ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำทิ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพจนเราสามารถประสบความสำเร็จได้ในการแก้ปัญหานี้ได้
ปี 2021 มองเห็นโอกาสในการพัฒนาระบบ Water Recycle ให้พัฒนาขึ้นไปอีกระดับ โดยสามารถนำน้ำ UM ไปผลิตเป็นน้ำ RO ได้ และจุดประกายใหม่ในการใช้น้ำ UF RO ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการนำน้ำประปามาผลิตเป็นน้ำ RO โดยโปรเจ็กต์ UF RO เป็นการนำน้ำทิ้งมาผ่านระบบ UF มาผ่านการบำบัดอีกครั้ง ด้วยระบบ RO แบบออสโมซิสย้อนกลับ ผ่านเยื่อเมมเบรนที่สามารถกรองได้ละเอียดถึง 0.0001 ไมครอน สามารถกรองได้ถึงระดับไมครอนและโมเลกุลของสารละลายที่อยู่ในน้ำ ทำให้น้ำสะอาดและมีความปลอดภัยสูงมาก

ในเวลานั้น ทางโรงงานจึงสามารถนำน้ำ UF RO มาใช้ทดแทน น้ำ RO ที่จะเข้าระบบ Co-boiler Elaborative ของระบบ Refrigerator ได้ทุกจุดของโรงงาน รวมถึงยังเห็นโอกาสของการนำน้ำทิ้งจากระบบ UF RO หรือ Reject UF RO ที่นำมาใช้ในการล้างไลน์การผลิตได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้กับทางโรงงานได้อีกมาก เพราะการล้างไลน์การผลิตในแต่ละวัน มีการใช้น้ำในปริมาณมาก และเป็นอีกก้าวสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของโครงการ Zero Waste Water Discharge
และความสำเร็จหนึ่งที่ ไทยยูเนี่ยน ภาคภูมิใจ คือ การที่โรงงานได้รับความร่วมมือจากคณะผู้เชี่ยวชาญจาก บพข. มอบทุนสนับสนุนให้ โรงปลา ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป เป็น “ศูนย์เรียนรู้ระบบการบำบัดน้ำเพื่อการหมุนเวียนน้ำทิ้งนำกลับมาใช้ประโยชน์การทิ้งน้ำเป็นศูนย์” ซึ่งจะเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่อง Water Recycle ในประเทศไทย จากมูลค่าการลงทุนในโครงการนี้กว่า 12 ล้านบาท
1 กันยายน 2023 เป็นวันประกาศชัยชนะ จากเดิมที่ทางโรงงานใช้น้ำในการผลิตกว่า 7 ล้านลิตรต่อวัน ในปัจจุบันเหลือเพียง 4 ล้านลิตรต่อวัน เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น โรงปลา ไทยยูเนี่ยนไม่ปล่อยน้ำลงสู่สาธารณะเลยแม้แต่หยดเดียว ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 26,837,000 บาท และเรายังภูมิใจที่มีส่วนในการร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมและพลังงานของโรงงาน ชุมชน และโลกใบนี้ ได้อย่างยั่งยืน

โครงการ Zero Wastewater Discharge ไพ่ใบสำคัญของการเดินหน้ากลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ของ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป
ด้าน สุทธิเดช อมรเกษมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปลา บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้สื่อสารถึงความสำเร็จในวันนี้เพิ่มเติมว่า
“หลักการสำคัญที่นำพาให้เราประสบความสำเร็จในโครงการลดการปล่อยน้ำทิ้งสู่สาธารณะเป็นศูนย์ หรือ Zero Wastewater Discharge คือ การร่วมเรียนรู้และพัฒนาของบุคลากร ด้วยการใช้ Total Productive Maintenance (TPM) ที่เราใช้มา 6 ปี ซึ่งเราสามารถทำให้พนักงานของเราติดตั้งเอง ดูแลการใช้งาน จนกระทั่งทำให้ต้นทุนของการผลิตน้ำถูกกว่าปกติที่เราจ้างผู้รับเหมามาจากภายนอก เนื่องด้วยระบบ UF RO ไม่ใช่ระบบใหม่ และมีมาเป็นสิบปีแล้ว ซึ่งเราเคยศึกษาแต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไร แต่น้ำที่ผลิตออกมาได้นั้นมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าน้ำประปา ทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมในการนำไปปรับใช้ในโรงงาน”
“ต่อมา จะเห็นได้ว่า เราได้ทำงานร่วมกับบุคลากรหลายฝ่ายในโรงงาน ทั้ง ฝ่ายผลิต ฝ่ายควบคุมคุณภาพ วิศวกรรมน้ำดี น้ำเสีย ดังนั้น หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือ การทำงานเป็นทีม โดยลดปริมาณการใช้น้ำตั้งแต่ต้นกำเนิดของน้ำ และไม่ใช่แค่จะมุ่งมั่นผลิตน้ำจาก Waste water ที่นำมาบำบัดแล้วกลับมา Recycle เท่านั้น แต่เราให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นทางของน้ำ แล้วแยกส่วนที่มีปัญหาออกมาว่าทำอย่างไรให้เกิดการบำบัดที่ถูกต้องได้”

“และเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถติดตามเรื่องของการใช้น้ำได้แบบเรียลไทม์ทุกวัน นั่นคือ เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเราใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ออกแบบเอง ทำเอง ว่าใช้น้ำเท่าไร วันนี้เราผลิตน้ำ UF RO ได้เท่าไร ซึ่งสามารถดูข้อมูลนี้ย้อนหลังได้แบบ 24 ชั่วโมง นี่นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในการทำโครงการ Zero Waste Water Discharge”
“อย่างไรก็ดี เรามองว่า ระบบการลดการปล่อยน้ำทิ้งสู่สาธารณะเป็นศูนย์ หรือ Zero Wastewater Discharge สามารถนำไปปรับใช้กับผู้ประกอบการที่เป็น SME ได้ แต่ก็ต้องนำไปปรับใช้ตามศักยภาพของ SME นั้นๆ และต้องดูในเรื่องความสามารถของบุคลากรที่ได้รับการพัฒนาเพื่อมาดูแลเครื่องจักร สามารถติดตั้งระบบเองได้ไหม ดังนั้น จึงต้องกลับไปยังพื้นฐานในเบื้องต้นก่อนว่าบุคลากรจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาและติดตั้งมายด์เซ็ตในเรื่องของการพัฒนาระบบนี้ด้วย จากนั้นก็ต้องไปดูเรื่องการลงทุนด้วยว่าจะคุ้มค่าหรือไม่”
“สุดท้าย เราต้องขอขอบคุณภาครัฐ ทั้ง กระทรวง อว. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บพข. ที่มอบทุนสนับสนุน และเป็นที่ปรึกษาในการทำโครงการ Zero Waste Water Discharge จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ทางเราโชคดีมาก จากวันที่ได้ไปคุยกับ คุณ ภราดร จุลชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียนของ บพข. และท่านได้แนะนำให้เราไปขอทุนสนับสนุนจาก บพข. เพื่อมาทำโครงการนี้”
“รวมถึง ต้องขอบคุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหาร ที่สนับสนุนโครงการ Zero Wastewater Discharge และนโยบายนี้ยังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 หนึ่งในพันธกิจหลักคือการมุ่งสร้างกระบวนการผลิตที่เป็นเลิศ ด้วยการปรับปรุงระบบภายในโรงงานเพื่อลดการปล่อยน้ำทิ้งเป็นศูนย์ ลดของเสียฝังกลบเป็นศูนย์ และลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ ณ โรงงานหลักของไทยยูเนี่ยน 5 แห่ง ให้สำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2573”
“และในมุมมองของการร่วมมือกับหน่วยงานสนับสนุนทุนทางภาครัฐ ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับภาคเอกชน ที่ถึงแม้คนจะมองว่าเราเป็นบริษัทใหญ่ มีเงินทุนมหาศาล แต่ต้องยอมรับว่า เราก็ยังต้องการ Incentive บางอย่าง และเราอยากให้โครงการที่เราตั้งใจทำจนประสบความสำเร็จนี้ ได้เผยแพร่ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ภาคอุตสาหกรรม ประเทศชาติ เพราะเราไม่อยากเก็บเทคโนโลยีนี้ไว้คนเดียว นี่เป็นเหตุผลสำคัญให้เราขอความร่วมมือจาก บพข. ในการที่จะนำเสนอโครงการนี้เข้ามา และเห็นว่าการทำเช่นนี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติอย่างแน่นอน”
“ยิ่งประเทศไทยในตอนนี้ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ ดังนั้น โครงการที่ไทยยูเนี่ยนทำ ย่อมมีส่วนในการทำให้ทุกภาคส่วนหันมาใช้น้ำอย่างประหยัดได้ ซึ่งต้องเน้นย้ำว่าแม้เราจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตอาหารทะเลขนาดใหญ่ แต่เราก็ไม่ได้ใช้เงินทุ่มไปกับโครงการนี้มากเลย เราอยากใช้เงินลงทุนอย่างคุ้มค่า ขณะเดียวกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงให้กับโรงงานของเราด้วย”

ต้นแบบการเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคอุตสาหกรรมของไทย












