ช้าไปไหม ? 9 มาตรการแก้ปัญหา PM2.5 ในวันฟ้าหม่น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟสบุ๊คว่า การประชุม ครม. วันนี้ รัฐบาลได้ยกระดับการปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในช่วงสถานการณ์วิกฤต ประจำปี 2567 โดยให้ทุกหน่วยงานบูรณาการกันในการทำงาน ผ่าน 9 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยทหารในพื้นที่ ระดมกำลังในการลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งจับกุมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กับผู้ที่ลักลอบเผาป่าทุกกรณี มาตรการที่ 2 กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแลกวดขัน บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องตามหน้าที่และอำนาจอย่างเคร่งครัด มาตรการที่ 3 ให้กระทรวงมหาดไทย สั่งการจังหวัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดชุดปฏิบัติการเฝ้าระวัง ลาดตระเวนในพื้นที่เสี่ยงต่อการเผา มาตรการที่ 4 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และให้ประกาศ Work From Home (WFH) ตามความจำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ มาตรการที่ 5 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาตัดสิทธิการได้รับความช่วยเหลือชดเชยต่างๆ จากภาครัฐ หากตรวจพบว่ามีการเผาในพื้นที่เกษตรของตนเอง มาตรการที่ 6 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพิ่มความถี่การปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อป้องกันและบรรเทาสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง โดยเร่งด่วน และร่วมงานกับหน่วยงานความมั่นคง ในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ให้เพียงพอ เพื่อช่วยเหลือในการดับไฟป่า มาตรการที่ 7 ให้กระทรวงสาธารณสุข จัดชุดเคลื่อนที่ ลงเยี่ยมบ้าน ดูแลสุขภาพประชาชนอย่างทั่วถึง ทันที และสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลแก่กลุ่มเสี่ยง มาตรการที่ 8 ให้สำนักงบประมาณ พิจารณาสนับสนุนงบกลางให้แก่จังหวัดให้ทันต่อการแก้ไขปัญหาในช่วงสถานการณ์วิกฤต ปี 2567 ตามความเหมาะสม และจำเป็นเร่งด่วน มาตรการที่ 9 กรณีหมอกควันข้ามแดน ขอให้กระทรวงการต่างประเทศ ยกระดับการร่วมมือ และเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อีกด้วย นอกเหนือจากประเทศกัมพูชาที่ยังมีการเผาป่าอยู่มาก เช่น พม่า และลาว ให้มีการลดการเผาป่าอย่างทันที ตั้ง KPI ที่ชัดเจน สอวช. สำรวจ 10 อุตสาหกรรมรายใหญ่ในไทย ครึ่งหนึ่งเป็นของต่างชาติ เร่งสร้างคนรุ่นใหม่ลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับบริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง จำกัด เผยผลการสำรวจความต้องการบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมรายอุตสาหกรรม สำหรับปี 2568 – 2572 หรือ “Thailand Talent Landscape” เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา โดยได้มีการสำรวจข้อมูลเชิงลึกจากผู้ประกอบการในประเทศไทยกว่า 300 ราย ภายใต้ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และนำมาวิเคราะห์ความต้องการของผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรในอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าในระบบเศรษฐกิจของประเทศมีผู้เล่นรายใหญ่ไม่ถึง 100 บริษัท ครึ่งหนึ่งเป็นบริษัทของไทย และอีกครึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติ ซึ่งทำให้เกิดการกระจุกตัว ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า หากภาวะเศรษฐกิจไม่เสถียรก็จะมีความเสี่ยง ดังนั้นจึงต้องสร้างผู้เล่นใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้โครงสร้างประชากร ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต ยังมีความเหลื่อมล้ำกันมาก โครงสร้างประชากรของไทยเป็นรูปแบบพีระมิดฐานกว้าง ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มฐานของพีระมิด สวทช.จึงได้ทำโครงการ Social Mobility เพื่อยกฐานะทางสังคมของประชากรฐานราก โดยมีเป้าหมายทำให้ได้ 1 ล้านคน ภายในปี 2570 ขณะเดียวกันยังต้องคำนึงถึงประเด็นเรื่องความยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงกระทบกับการค้า การลงทุน ซึ่งการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ต้องคำนึงถึงการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วย เพราะเรื่องเหล่านี้จะหาทางออกได้ยากหากขาดกำลังคนที่เพียงพอ และกำลังคนที่มีทักษะ หรือมีสมรรถนะสูง 3 เดือนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยเฉียด 10 ล้านคน จีนยังครองอันดับ 1 น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (1-7 เม.ย. 67) นักท่องเที่ยวชาวมุสลิม อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และภูมิภาคตะวันออกกลาง เดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพิ่มขึ้น 19,043 คน จากการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวก่อนมีวันหยุดต่อเนื่องในวันอีดิลฟิฏร์ (10 เม.ย.) ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกลชะลอการเดินทาง สำหรับภาพรวมสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 617,832 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 26,496 คน หรือ 4.12% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 88,262 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 126,562 คน มาเลเซีย 72,093 คน รัสเซีย 38,140 คน อินเดีย 37,927 คน และเกาหลีใต้ 29,886 คน ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวในปีนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 8 เม.ย. 67 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-7 เม.ย. 67 ทั้งสิ้น 9,988,151 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 484,485 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,882,899 คน มาเลเซีย 1,240,667 คน รัสเซีย 660,953 คน เกาหลีใต้ 588,759 คน และอินเดีย 510,879 คน ‘เกรียงไกร เธียรนุกุล’ นั่ง ประธาน ส.อ.ท. สมัย 2 ลุยต่อนโยบาย ‘3 Go’ พัฒนา SMEs ไทยเต็มสูบ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล นายเกรียงไกร เธียรนุกุล กล่าวภายหลังได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมัยที่ 2 วาระปี 2567-2569 ว่า สิ่งที่สำคัญ คือ การเน้นไปที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้มากขึ้น เนื่องจากจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกมีความท้าทายและมีความผันผวนค่อนข้างมาก ประกอบกับประเทศไทยเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ SMEs กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และยังต้องเผชิญกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาดัมพ์ตลาดในหลายกลุ่มสินค้า ทำให้หลายโรงงานอยู่ไม่ไหว ต้องปิดตัวไป บางรายผันตัวเป็นผู้นำเข้าแทน ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องเข้ามาช่วยเหลือและประคองให้ผู้ประกอบการ SMEs อยู่รอด ดังนั้น นโยบายใน 2 ปีข้างหน้านี้ จะให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้กับ SMEs อย่างจริงจัง โดยร่วมมือกับภาครัฐในการหามาตรการต่างๆ ที่จะช่วยผลักดัน SMEs ทั่วประเทศในการเปลี่ยนผ่านจาก SMEs ธรรมดาสู่ “Smart SMEs” ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาทำได้ส่วนหนึ่งแล้ว แต่จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยมี 3 ส่วนที่ให้ความสำคัญ ได้แก่ 1. Go Digital 2. Go Innovation และ 3. Go Global เพื่อผลักดันผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถผลิตและขายสินค้าไปต่างประเทศได้ในมาตรฐานที่ต่างประเทศยอมรับ ไหนว่า ศก. ไม่ดี ! ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนสิ้นเดือน มี.ค. เพิ่มขึ้น 7.27 แสนล้านบาท www.xinhuathai.com สำนักบริหารเงินตราต่างประเทศแห่งรัฐของจีน รายงานว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนรวมอยู่ที่ 3.2457 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 119.18 ล้านล้านบาท) เมื่อนับถึงสิ้นเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 1.98 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.27 แสนล้านบาท) หรือร้อยละ 0.62 จากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ดัชนีดอลลาร์และราคาสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นผลกระทบจากหลายปัจจัย เช่น นโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และข้อมูลเศรษฐศาสตร์มหภาค สำนักบริหารฯ ระบุว่าทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นของจีนเป็นผลจากการแปลงเงินตรา กอปรกับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์และปัจจัยอื่นๆ โดยชี้ว่าเศรษฐกิจจีนจะยังคงฟื้นตัว ซึ่งเอื้อต่อการรักษาขนาดของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศให้มีเสถียรภาพในภาพรวม สำนักข่าวซินหัว ระบุ เหวินปิน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไชน่า หมินเซิง แบงก์ กล่าวว่าแรงสนับสนุนจากรากฐานทางเศรษฐกิจที่ดี การเสริมสร้างนโยบายเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ จะทำให้ขนาดของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนยังคงมีเสถียรภาพ Post Views: 1,222