จุดบอดของวิทยาศาสตร์การกีฬา “นักเตะดาวรุ่ง” เจ็บง่าย-หายช้า

“วิทยาศาสตร์การกีฬา” เป็นการเอาสองคำมาผสมกัน นั่นคือ “วิทยาศาสตร์” กับ “กีฬา”

“วิทยาศาสตร์” หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือแม้กระทั่ง สิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ระบบ หรือกระบวนการต่างๆ
ส่วน “กีฬา” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง กิจกรรม หรือการเล่นเพื่อความสนุกเพลิดเพลิน เพื่อเป็นการบำรุงแรง หรือเพื่อผ่อนคลายความเคร่งเครียดทางจิต
จากความหมายของคำทั้งสองดังกล่าว เมื่อนำมาผสมกันแล้ว จึงกลายเป็น “วิทยาศาสตร์การกีฬา” หรือ วิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง ซึ่งกำหนดทฤษฎีเกี่ยวกับการทำงานของอวัยวะ และการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากการฝึกซ้อม และการแข่งขัน
นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของการศึกษาปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และการพัฒนาสมรรถภาพร่างกายของนักกีฬาอีกด้วย

“วิทยาศาสตร์การกีฬา” แบ่งย่อยออกได้ 6 สาขา กล่าวคือ
1. สรีรวิทยา: เป็นการศึกษาตำแหน่งแห่งหนและภาระหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ โดยจะมีการศึกษาร่วมกับศาสตร์ด้านอื่นๆ อาทิ ร่วมกับวงวิชาการด้านเคมีเพื่อศึกษาเรื่องกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในร่างกาย ร่วมกับแวดวงเทคโนโลยีโภชนาการเพื่อจัดเตรียมอาหารสำหรับนักกีฬา หรือร่วมกับการเภสัชศาสตร์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับยารักษา-สารกระตุ้นและฮอร์โมนเสริมทั้งหลาย
2. ชีวกลศาสตร์: เป็นการวิจัยถึงการเคลื่อนไหวร่างกายของนักกีฬา
3. จิตวิทยา: เป็นการศึกษาสภาพจิตใจในนักกีฬาที่มีสมรรถภาพทางกายพร้อมแล้ว ให้มีความพร้อมทางด้านจิตใจควบคู่กันไปด้วย
4. วิศวกรรมศาสตร์: เป็นการพัฒนาในส่วนของอุปกรณ์ต่างๆ เช่นเครื่องทดสอบสมรรถภาพ, เครื่องป้องกันและบรรเทาอุบัติเหตุในสนาม ตลอดจนตัวอุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขันและฝึกซ้อม
5. วิทยาการคอมพิวเตอร์: ใช้สำหรับช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ เพื่อช่วยแนะนำและควบคุมการฝึกซ้อม
6. แพทยศาสตร์: เป็นการศึกษาถึงสถานการณ์บาดเจ็บต่างๆ เพื่อการปฐมพยาบาล, การรักษา และการฟื้นฟูสภาพร่างกาย
ล่าสุด มีการวิเคราะห์กันถึงเรื่องราวของ “จุดบอดวิทยาศาสตร์การกีฬา” ที่ส่งผลให้ “นักเตะดาวรุ่ง” เจ็บง่าย-หายช้า
จากข่าว “นักเตะดาวรุ่ง” หลายคนต่างบาดเจ็บกันระนาว และต้องใช้เวลานานนับเดือนในกับฟื้นฟูร่างกาย
มีการวิเคราะห์กันถึงสาเหตุกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น จำนวนนาทีที่กระโดด ระดับความเข้มข้นของการกระโดด ซึ่งจะมีการพิจารณาการกระโดด ระดับของเกมที่มีการกระโดด รวมถึงการกระโดดในการซ้อม
รวมถึงการวิเคราะห์กันถึงรูปแบบอาการบาดเจ็บ เป็นอาการบาดเจ็บที่เกิดจากการปะทะหรือไม่

ซึ่งเป็นธรรมดาของฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬาปะทะ เมื่อปะทะกันมากเข้า โอกาสที่จะเกิดอาการบาดเจ็บจึงเป็นเรื่องธรรมดา
ในส่วนอาการบาดเจ็บของบรรดานักเตะดาวรุ่งนั้น มีปัจจัยที่เป็นตัวแปรหลายอย่างที่แตกต่างกันไป ที่อาจเฉพาะเจาะจงในกลุ่มนักเตะดาวรุ่งเท่านั้น เหตุผลหลักก็คือ บรรดานักเตะอายุมาก ร่างกายจะได้รับการพัฒนาไปไกล ทำให้มีความทนทานมากกว่านั่นเอง
นักเตะบางคนอายุเพียง 16 ปี ก็ก้าวขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ ลงเล่นอย่างต่อเนื่องแบบไม่ได้พัก อาจมีการกระโดดที่รุนแรงในการซ้อม และการแข่งขัน ที่เข้าข่ายการใช้ร่างกายหนักไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การซ้อมกับทีมชุดใหญ่ที่ต้องใช้พละกำลังมาก
ซึ่งบางครั้งก็วิเคราะห์กันไม่ถูกจุด ว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ หรือกระดูกกันแน่ โดยอาจเป็นไปได้ที่จะเป็นอาการอักเสบบริเวณหัวหน่าว
แต่หลังจากรักษาอาการเจ็บบริเวณหัวหน่าวหายแล้ว นักบอลอาจรู้สึกเจ็บที่อื่นเพิ่ม เช่น น่อง
นักเตะดาวรุ่งอีกคนพบอาการบาดเจ็บบริเวณกระดูกเชิงกราน ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์การกีฬาแล้ว ถือว่าซับซ้อนมาก เพราะอาจเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านร่างกายที่กำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งอาจทำให้ต้องพักนานถึง 1 ปีเลยทีเดียว
อาจเริ่มจากข้อเท้าบิด จากนั้นลุกลามมาสู่บริเวณเชิงกราน ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นอาการบาดเจ็บในช่วงที่พัฒนาฝีเท้าและสรีระ
นักเตะดาวรุ่งอีกคนพบอาการกระดูกสันหลังตึง ซึ่งอาจเกิดจากลงซ้อม และลงเล่นอย่างหนักแบบต่อเนื่อง ซึ่งอาจลุกลามไปสู่อาการร้าวหลายจุดตรงกระดูกสันหลังได้หากตรวจพบช้า
ทั้งนี้ อาการบาดเจ็บจากการใช้ร่างกายหนักเกินไป เป็นสิ่งที่้เกิดขึ้นได้ในหมู่นักบอลดาวรุ่ง เนื่องจากกระดูกสันหลังต้องแบกรับภาระเร็วเกินไป
เช่น บางคนเริ่มมีอาการบาดเจ็บที่เข่าเล็กน้อย แต่จู่ๆ อาการกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนต้องพักยาว
ส่วนอีกคนเกิดจากการซ้อมกับทีมชุดใหญ่อย่างหนัก และต่อเนื่องทำให้ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขา ตามด้วยหมอนรองเข่า
อีกคนได้รับบาดเจ็บที่ฝ่าเท้า จากการลงซ้อม และลงเล่นอย่างหนักแบบต่อเนื่อง ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อตึง

แน่นอนโลกของฟุตบอลในปัจจุบัน คือธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ การเข็นนักเตะดาวรุ่งลงเล่นในระดับผู้ใหญ่เร็วเกินไป ทำให้วิทยาศาสตร์การกีฬาแทบจะไม่มีช่องทางช่วยเหลือนักเตะดาวรุ่งได้เลย
เพราะดูเหมือนว่า นักเตะดาวรุ่งหลายคนหลายคนโตเร็วเกินไป ซ้อมหนักเกินไป ลงเล่นมากเกินไป แปลไทยเป็นไทยก็คือ ทำงานหนักเกินอายุ
ไม่ว่าจะพิจารณาจากจำนวนนาทีลงเล่น หรือความรุนแรงเกม แต่ปัจจัยสำคัญก็คือ สรีระของแต่ละคน
เพราะหนุ่มสาวเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเติบโต และทุกๆ คนก็มีปัจจัยส่วนตัวที่แตกต่างกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเติบโตด้านกระดูกที่แตกต่างกัน ไปจนถึงการเติบโตด้านร่างกายหรือกล้ามเนื้อที่แตกต่างกัน
ประเด็นนี้ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการบีบบังคับทางอ้อมแบบกลายๆ ของทางสโมสร
และแม้นักเตะดาวรุ่งบางคนอาจจะโตเร็วเกินไป ทำให้สโมสรอาจต้องหยุดทุกอย่างเอาไว้ แล้วรอจนกว่าสถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น
แน่นอนว่าแพทย์ประจำสโมสร รวมถึงทีมกายภาพบำบัด และหน่วยพัฒนาศักยภาพของสโมสร รวมถึงนักโภชนการจะพยามทำงานอย่างหนักเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายของนักเตะดาวรุ่งให้กลับคืนมาโดยเร็ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคลากรเหล่านี้ต่างได้รับการยกย่องว่าเป็นทีมงานชั้นยอดในวงการฟุตบอลที่ใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาในการทำงาน
ข้อมูลเหล่านี้ อาจช่วยทำให้แฟนบอลเข้าใจถึงพัฒนาการของเหล่านักเตะดาวรุ่งได้มากขึ้น
รวมถึงรับรู้ถึงการกำหนดแนวทางที่ทางสโมสรใช้ฟื้นฟูบรรดานักเตะดาวรุ่งที่ได้รับบาดเจ็บได้ดีขึ้นต่อไปในอนาคตนั่นเองครับ