Monday, August 31, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.110

แรงไม่หยุด-ฉุดไม่อยู่!! อี-คอมเมิร์ซ โตแกร่ง คนไทยซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มกว่า 67% คาด!! ปี 2567 แตะ 7 แสนล้านบาท

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า วิเคราะห์ธุรกิจที่น่าจับตามองไตรมาสแรกปี 2567 อี-คอมเมิร์ซโตต่อเนื่องชนิดแรงไม่หยุด-ฉุดไม่อยู่ จากปี 2566 มูลค่าตลาดธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทย อยู่ที่ 6.34 แสนล้านบาท คาดปี 2567 มูลค่าตลาดจะแตะ 7 แสนล้านบาท แรงหนุนมาจากคนไทยแห่ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ กว่า 67% สอดคล้องตัวเลขการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันธุรกิจอี-คอมเมิร์ซดำเนินกิจการจำนวนทั้งสิ้น 7,393 ราย แต่หากเทียบกับผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซทั้งตลาด ยังถือว่ามีจำนวนที่น้อยมาก โดยคาดว่าผู้ประกอบการทั้งตลาดจะมีมากกว่า 1 แสนราย จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล นอกจากจะได้รับความน่าเชื่อเพิ่มขึ้นแล้ว ยังสามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพื่อขยายกิจการได้อีกด้วย
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ‘อี-คอมเมิร์ซ’ เป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ชนิด ‘แรงไม่หยุด-ฉุดไม่อยู่’ ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญมากที่สุด คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการเปิดใจรับเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันทั้งการดำรงชีวิตและเป็นเครื่องมือช่วยอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผู้คนเปลี่ยนมุมมอง ‘นึกถึงสุขภาพร่างกายที่ดี ที่เป็นความมั่นคงที่แท้จริง พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต’ ส่งผลให้คนไทยมีจำนวนการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูลจาก www.datareporter.com (Digital 2024 : Thailand) พบว่า ปัจจุบันคนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ต 63.21 ล้านคน (88%) เฉลี่ย 7 ชั่วโมง 58 นาทีต่อวัน โดยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่คนไทยใช้งานมากที่สุด คือ Facebook, LINE และ TikTok ตามลำดับ

ปตท. โกยกำไรธุรกิจ Life Science ลุยผลิตอาหาร plant-based ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด
ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด กล่าวถึงแผนงานการดำเนินธุรกิจใหม่ว่า ในปี 2567 ปตท.จะรับรู้รายได้และกำไรจากธุรกิจใหม่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต หรือ Life Science และธุรกิจระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรที่มีบริษัท อรุณ พลัส จำกัด เป็นแกนนำดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) เป็นแกนนำธุรกิจวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต ที่ครอบคลุม 3 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจยา ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการ ธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์และการวินิจฉัยทางการแพทย์ โดยปีนี้อินโนบิกตั้งเป้าหมายมีผลประกอบการดีขึ้นกว่าปี 2566 ที่มีกำไรสุทธิ 1,100 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากบริษัทที่อินโนบิกเข้าไปลงทุนเติบโตขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการ ได้มีการจัดตั้งบริษัท อินโนบิก นูทริชั่น จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเสริมอาหารและอาหารทางการแพทย์ รวมทั้งร่วมทุนพันธมิตรตั้งโรงงานแพลนท์ แอนด์ บีน (ประเทศไทย) เพื่อผลิตอาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) ใหญ่ที่สุดในอาเซียนด้วยกำลังผลิต 3,000 ตันต่อปี โดยปี 2567 บริษัทได้เร่งทำตลาด หาฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร หรือ SME พบว่าตลาดฟาสต์ฟูดส์เป็นตลาดที่น่าสนใจ มีผู้บริโภคสนใจรับประทาน Plant-based มากขึ้น

เปิดคุณสมบัติ “ครอบครัวอุปถัมภ์ผู้สูงอายุ” มีสิทธิได้รับเงินเดือนละ 3,000 บาท เริ่มยื่น พ.ค.

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีที่มีการประกาศระเบียบกรมกิจการผู้สูงอายุ ว่าด้วยการคุ้มครองผู้สูงอายุแบบครอบครัวอุปถัมป์ พ.ศ. 2566 ด้วยกรมกิจการผู้สูงอายุ มีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนผู้สูงอายุในด้านต่างๆ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุ และการสร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมตามนโยบายรัฐบาล อีกทั้ง เพื่อตอบสนองผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่มีความต้องการอยู่กับครอบครัว ชุมชนและสังคม จึงมีการสนับสนุนงบประมาณให้ลูกหลานที่ต้องลาออกมาดูแล เครือญาติ หรือคนในชุมชนที่ดูแลผู้สูงอายุเปราะบางแล้วไม่มีใครดูแล เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในศูนย์พัฒนาการและสวัสดิการสังคม
สำหรับ “ครอบครัวอุปถัมภ์” หมายความว่า บุคคลหรือครอบครัวที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ให้เป็นครอบครัวอุปถัมภ์ผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจนและไม่มีผู้ดูแล หรือ มีแต่ไม่สามารถเลี้ยงดูได้ การคุ้มครองตามระเบียบนี้ ผู้สูงอายุต้องยินยอมเป็นหนังสือตามแบบที่อธิบดีกำหนด กรณีผู้สูงอายุไม่สามารถให้การยินยอมได้ ให้นักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริงและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการการขอคุ้มครองดูแลผู้สูงอายุให้ขอได้เพียงคราวละหนึ่งคน หากจะรับมากกว่านั้น ให้ระบุเหตุผล และความจำเป็นที่จะต้องรับผู้สูงอายุไว้คุ้มครองดูแลมากกว่าหนึ่งคน โดยกรมกิจการผู้สูงอายุให้ความช่วยเหลือคุ้มครองดูแลผู้สูงอายุแก่ครอบครัวอุปถัมภ์ ครอบครัวละ 2,000 บาท ต่อผู้สูงอายุหนึ่งคนต่อเดือน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นและเหมาะสม อาจพิจารณาให้เงินช่วยเหลือได้ไม่เกินครอบครัวละ 3,000 บาท ต่อผู้สูงอายุหนึ่งคนต่อเดือน ทั้งนี้ โครงการครอบครัวอุปถัมภ์จะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2567
สำหรับการขอเป็นครอบครัวอุปถัมภ์ให้ยื่นความประสงค์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ดังนี้ ในท้องที่กรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำขอได้ที่กรมกิจการผู้สูงอายุ หรือศูนย์พัฒนาการ จัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค หรือหน่วยงานที่อธิบดีประกาศกำหนด ในจังหวัดอื่น ให้ยื่นคำขอได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุที่อยู่ในจังหวัดนั้น

ท่าอากาศยานนานาชาติฮาหมัด คว้าตำแหน่ง “สนามบินดีที่สุดในโลก”

ท่าอากาศยานนานาชาติฮาหมัด (DOH) ยืนยันความเป็นผู้นำอีกครั้ง ด้วยตำแหน่ง “สนามบินที่ดีที่สุดในโลก” จากงานประกาศรางวัล Skytrax World Airport Awards ประจำปี 2567 ซึ่งจัดขึ้นที่ Passenger Terminal Expo 2024 ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ ยังคว้าตำแหน่ง “แหล่งช้อปปิ้งสนามบินที่ดีที่สุดในโลก” เป็นปีที่ 2 และ “สนามบินที่ดีที่สุดในตะวันออกกลาง” เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน จากการประเมินของนักเดินทางทั่วโลก โดยพิจารณาจากเกณฑ์ประสิทธิภาพหลักของสนามบิน ท่าอากาศยานนานาชาติฮาหมัดได้รับเลือกให้เป็น ‘สนามบินที่ดีที่สุดในโลก’ จากรายชื่อสนามบินที่เข้าท้าชิงทั่วโลกกว่า 500 แห่ง โดยท่าอากาศยานนานาชาติฮาหมัดมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามวิสัยทัศน์แห่งชาติกาตาร์ปี 2573 โดยมีเป้าหมายในการยกระดับความยั่งยืนผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ และการบุกเบิกความคิดริเริ่มที่จะนำพาอุตสาหกรรมการบินไปสู่ความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ “การเติบโตเศรษฐกิจโลก” ปี 2024 เป็น 3.2%

(แฟ้มภาพซินหัว : สำนักงานใหญ่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ วันที่ 6 เม.ย. 2021) // www.xinhuathai.com
เมื่อวันอังคาร (16 เม.ย.) รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ฉบับใหม่จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตทั่วโลกในปี 2024 เป็นร้อยละ 3.2 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ในเดือนมกราคม 0.1 จุด
สำนักข่าวซินหัว ระบุ ปิแอร์-โอลิเวียร์ กูรินชาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนฯ แถลงข่าวระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิประจำปี 2024 ของกองทุนฯ และธนาคารโลกว่าแม้จะมีการคาดการณ์ที่ไม่ดี แต่เศรษฐกิจโลกยังคงฟื้นตัวได้อย่างน่าทึ่ง โดยมีการเติบโตที่มั่นคง และอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงเร็วเกือบเท่ากับขาขึ้น ขณะที่ตัวชี้วัดส่วนใหญ่แสดงถึงการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (soft landing)
กูรินชาสกล่าวว่า แม้จะมีแผลเป็นทางเศรษฐกิจ (economic scarring) น้อยลงจากวิกฤตต่างๆ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แต่กองทุนฯ คาดว่าอาจมีแผลเป็นเพิ่มขึ้นสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงดิ้นรนเพื่อพลิกฟื้นจากโรคระบาดใหญ่และวิกฤตค่าครองชีพ และแม้ว่าจะมีการพัฒนาที่ดีเหล่านี้ แต่ยังคงมีความท้าทายจำนวนมากที่ต้องอาศัยการจัดการอย่างเด็ดขาด
รายงานเผยว่าการคาดการณ์ล่าสุดสำหรับการเติบโตทั่วโลกในระยะ 5 ปีต่อจากนี้ อยู่ที่ร้อยละ 3.1 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ พร้อมระบุถึงความเสี่ยงเชิงลบหลายประการ ได้แก่ ราคาพุ่งขึ้นครั้งใหม่อันเนื่องมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ความเสี่ยงจากวิกฤตยูเครน และความขัดแย้งระหว่างกาซา-อิสราเอล กอปรกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังคงอยู่ในระดับสูงในตลาดแรงงานที่ตึงตัว ซึ่งอาจเพิ่มการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยและลดราคาสินทรัพย์ได้