การค้ายุควิทยาศาสตร์และนวัตกรรม แค่ไอเดียสร้างธุรกิจอย่างเดียวไม่พอ

เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่าน มีข่าวน่ายินดีคือ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP ซึ่งมีภารกิจพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ 9 หน่วยงานพันธมิตร

ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สปอว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะสิ่งแวดล้อม และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด “Innovation for Sustainable Trade ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการค้าที่ยั่งยืน” เสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

เมตาเวิร์ส
พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’ โดยส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย รวมถึงตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและการทำธุรกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมทั้งในด้านการค้า การลงทุน ของผู้ประกอบการส่งออกของไทยควบคู่ไปกับด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้า และพัฒนาช่องทางการตลาด เห็นถึงจุดร่วมในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน กับหน่วยงานนวัตกรรมภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงภาคการศึกษา ซึ่งมีนโยบายผลักดันการวิจัยและสร้างนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ตอบโจทย์ความท้าทายของสังคม หน่วยงานทั้งสองภาคส่วน (ภาคการค้าและภาคการวิจัย) เล็งเห็นว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนและยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน ‘ยกระดับสินค้าไทย’ ไปสู่ ‘สินค้ามูลค่าสูง’ พร้อมทั้งขยายโอกาสทางการตลาดสู่ต่างประเทศ ให้เกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

แน่นอนว่าแต่ละหน่วยงานที่ DITP ร่วมจับมือล้วนแต่มีจุดแข็งด้านงานวิจัยและพัฒนา มีผลงานที่จับต้องได้ ในระดับที่เรียกได้ว่า “ขั้นเทพ” ยกตัวอย่าง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติภารกิจ “ปิดช่องว่าง” ของปัญหาในระบบวิจัยไทย ขับเคลื่อนผลงานวิจัยให้ลงจากหิ้งออกจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้มากที่สุด เพื่อ “พลิกโฉมไทยให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วและพร้อมสำหรับโลกอนาคต” ซึ่งภารกิจของ บพข. คือการจัดสรรทุนวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคบริการ รวมถึงสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างตลาดนวัตกรรม การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งเน้นบริหารจัดการทุนที่ส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และศาสตร์ต่างๆ เชื่อมโยง Value Chain ที่ก่อให้เกิด “อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูง” สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน บทบาทสำคัญของ บพข. คือเป็นหน่วยที่ให้ทุนกับทุกภาคส่วน มุ่งนำเอางานวิจัยมาพัฒนาและต่อยอดให้เป็นจริงในเชิงพาณิชย์หรือเชิงอุตสาหกรรมได้

นวัตกรรม Deep Tech

ปัจจุบัน บพข. ได้จัดสรรทุนวิจัยครอบคลุม 8 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ได้แก่ กลุ่มอาหารมูลค่าสูง กลุ่มสุขภาพและการแพทย์ กลุ่มพลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ กลุ่มท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กลุ่มดิจิทัลแพลตฟอร์ม กลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน กลุ่มระบบคมนาคมแห่งอนาคต และกลุ่มโลจิสติกส์และระบบราง นอกจากนี้ยังให้ทุนสนับสนุนแผนงานกลไกขับเคลื่อนประเทศใน 4 แผนงาน ได้แก่ แผนงานโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure; NQI) แผนงานการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติ เพื่อการพัฒนา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ (Global Partnership) แผนงานการสร้างแพลตฟอร์มบ่มเพาะและพัฒนาธุรกิจที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Science and Technology Accelerator Platform) และแผนงานพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศเพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรม (IDEs) ขนาดใหญ่ (Innovation Driven Enterprise: IDE)

อีกหนึ่งหน่วยงานที่อยากยกเป็นตัวอย่างคือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ถือเป็นขุมพลังหลักของประเทศ ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์ นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่หลากหลาย เพื่อให้ภาคเอกชนได้เข้าถึงบริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน วทน. ของภาครัฐได้อย่างครบวงจร อีกทั้ง สวทช. ได้ร่วมดำเนินการตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม คำนึงถึงการนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มุ่งไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว และการทำโครงการนวัตกรรมร่วมกับภาคเอกชนในการนำของเสียหรือวัสดุเหลือทิ้ง (by product) ของอุตสาหกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน เนื่องจากปัจจุบันประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น
ต้องยกนิ้วให้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ได้สานต่อความร่วมมือในการบูรณาการกับ 9 หน่วยงาน เพื่อสร้างผู้ประกอบการยุคใหม่ให้ผลิตสินค้าด้วยการคิดค้น วิจัย นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดสากล รวมทั้งการส่งเสริมผู้ประกอบการ ให้สามารถดำเนินธุรกิจที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ ตามเทรนด์ของของโลกที่ไม่สามารถปฏิเสธได้