แชร์วิธีรับมือ ปัญหา Overtourism เมื่อนักท่องเที่ยวล้นเมือง กลายเป็นภัยคุกคามของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

จากข่าวที่ปรากฎบนฟีด Facebook ในช่วงนี้ เรื่องมุมถ่ายรูปกับภูเขาไฟฟูจิหน้าร้านสะดวกซื้อลอว์สัน ที่ไม่ว่าใครที่มาเที่ยว Kawaguchiko ก็ต้องแวะเข้ามาเชคอิน ซึ่งล่าสุดจากที่มีนักท่องเที่ยวทั่วทุกสารทิศพากันเดินทางมารอคิวถ่ายรูปที่นี่ ทำให้เกิดปัญหามากมาย ทั้งการจราจรติดขัด และปัญหาขยะจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งบริเวณหน้าร้านลอว์สัน ร้านค้าฝั่งตรงข้าม และบ้านเรือนโดยรอบ

จนกระทั่งล่าสุด เพื่อแก้ปัญหาที่ชาวเมืองต้องได้รับ ทางเมือง Kawaguchiko ได้ตัดสินใจจะสร้างฉากกั้นขนาดใหญ่เพื่อบังวิวภูเขาไฟฟูจิที่หน้าร้านลอว์สันสาขานี้แล้ว และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ ปัญหา Overtourism เมื่อนักท่องเที่ยวล้นเมืองและกลายเป็นภัยคุกคามต่อชุมชนและการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในระยะยาว
เพราะการที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตและเป็นไปอย่างคึกคักนั้นอาจเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจก็จริง แต่อย่างไรก็ตามการท่องเที่ยวที่เติบโตจน ‘มากเกินไป’ นั้นไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของสิ่งแวดล้อม จนเกิดเป็น ปัญหา Overtourism หรือแปลเป็นไทยคือ ‘ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง’ ซึ่งเป็นปัญหาอันเกิดจากการที่มีนักท่องเที่ยวไปกระจุกอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ มากเกินไป จนสร้างผลกระทบในแง่ลบต่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้คนท้องถิ่นในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
เพื่อทำความเข้าใจและรับมือกับ ปัญหา Overtourism ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เว็บไซต์ tatacademy.com ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “Overtourism ท่องเที่ยวล้น จนทำลายความยั่งยืน ผู้ประกอบการจะรับมือได้อย่างไร” ซึ่งให้ความรู้ทั้งที่มาของปัญหาและวิธีในการรับมือไว้อย่างครบถ้วน

อ่าวมาหยา
‘อ่าวมาหยา’ แห่งเกาะพีพี ประเทศไทย

ทำความเข้าใจ ปัญหา Overtourism และผลกระทบที่เกิดขึ้น

การเกิด ปัญหา Overtourism หรือนักท่องเที่ยวล้นเมืองนั้นประกอบไปด้วยหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรในช่วงหลายปีให้หลังมานี้ ทำให้จำนวนนักเดินทางเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และยังมีเรื่องของเทรนด์การท่องเที่ยวบางอย่างที่กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางกันไปยังสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ
เช่น เทรนด์การท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ ตัวอย่างที่ใกล้ตัวเราก็คงหนีไม่พ้นกรณีของภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง ‘The Beach’ นำแสดงโดยนักแสดงชื่อดัง ‘ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ’ ที่ทำให้ ‘อ่าวมาหยา’ แห่งเกาะพีพี กลายเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป จากการเข้ามา ‘เยี่ยมเยียน’ ก็กลับกลายเป็น ‘รุกราน’ ไปเสียอย่างนั้น และส่งผลให้รัฐบาลต้องปิดพื้นที่อ่าวมาหยาเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
แม้กระทั่งเทรนด์ ‘ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม’ ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่เน้นนำเสนอวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจในชุมชน แต่แท้จริงแล้วเทรนด์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็สามารถเป็นหนึ่งในสาเหตุของ Overtourism ได้เช่นกัน โดยบางชุมชนอาจเป็นที่นิยมมาก ทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไปเยี่ยมชม
หากนักท่องเที่ยวมีจำนวนมากเกินไปก็อาจส่งผลให้สภาพแวดล้อมในชุมชนเสื่อมโทรม เกิดความแออัด หรือมีมลพิษทางเสียงที่มาจากกลุ่มนักท่องเที่ยว ตัวอย่างปัญหาการท่องเที่ยวล้นจนคนท้องถิ่นเดือดร้อนนั้นได้แก่ เมืองบาร์เซโลนาแห่งประเทศสเปน ที่มีนักท่องเที่ยวมากถึง 30 ล้านคนต่อปี ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรในเมืองเสียอีก จนเกิดเป็นกระแสต่อต้านการท่องเที่ยวขึ้นมา เรียกว่า ‘Anti-Tourism’ ซึ่งเป็นการตอบกลับ Overtourism ว่าพวกเขาไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากอุตสาหกรรมสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในท้องที่มากกว่าสร้างผลดี
บาร์เซโลนา
เมืองบาร์เซโลนาแห่งประเทศสเปน
ส่วนผลกระทบจาก ปัญหา Overtourism จะเห็นได้ชัดเมื่อผู้คนหลั่งไหลกันเข้าไปท่องเที่ยว ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นอันดับแรกคือพืชและสัตว์พันธุ์เฉพาะถิ่นได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากระบบนิเวศถูกรบกวนจากมลพิษที่มนุษย์สร้าง เช่น แนวปะการังอันเป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์น้ำถูกทำลายจากการที่มีกิจกรรมดำน้ำดูปะการัง หรือการทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางแถบริมทะเล มลพิษทางเสียงที่นักท่องเที่ยวก่อ ส่งผลไปยังสิ่งแวดล้อม สร้างความเดือดร้อนให้กับความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งพืช สัตว์ และผู้คนในท้องถิ่นนั้นๆ ที่ต้องรับมือกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงยิ่งขึ้น
ขณะที่ ร้านค้าต่างๆ ถูกเปลี่ยนให้เป็นร้านขายของที่ระลึกเพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า Overtourism จะแปลได้ว่า ‘นักท่องเที่ยวล้นเมือง’ แต่แท้จริงแล้วต้นตอของปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวนักท่องเที่ยวที่เข้ามาบริโภคสินค้าและบริการแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่เป็นผู้ประกอบการ องค์กรต่างๆ ที่มีส่วนรับผิดชอบเกี่ยวกับการท่องเที่ยวด้วย ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการที่นักท่องเที่ยวล้นนั้นส่งผลกระทบไปยังหลายภาคส่วนเลยทีเดียว และเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ดังนั้นแล้วผู้ประกอบการจะสามารถรับมือกับ Overtourism ได้อย่างไรบ้าง?

จ.ภูเก็ต ประเทศไทย

แชร์ 6 วิธีรับมือ Overtourism ในฐานะผู้ประกอบการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์

  • หมั่นสังเกต
แน่นอนว่าผู้ประกอบการจะต้องคอยอัปเดตข่าว เทรนด์หรือกระแสอยู่เสมอเพื่อนำไปปรับใช้กับธุรกิจ ซึ่งในขณะเดียวกัน เรื่อง Overtourism ก็เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการควรตระหนักรู้ด้วย ผู้ประกอบการควรหมั่นศึกษาและสังเกตสภาพแวดล้อมในสถานที่ท่องเที่ยวอยู่เสมอ คอยดูว่าเกิดความเสียหายหรือความเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ เพื่อที่จะได้หาทางแก้ไขได้อย่างทันท่วงที
  • พร้อมปรับตัว
หลังจากที่ศึกษาเรียนรู้ถึงสถานการณ์ความเป็นไปของ Overtourism ในปัจจุบันแล้ว หากพบว่าธุรกิจการท่องเที่ยวของตนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการท่องเที่ยวล้นเมือง ผู้ประกอบการก็จะต้องเตรียมพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อยู่เสมอ ทั้งนี้การปรับปรุงแนวทางธุรกิจนั้นไม่ใช่เพียงแค่เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและคุณภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ
  • สร้างความตระหนักรู้ให้แก่นักท่องเที่ยว
ไม่เพียงแค่ตัวผู้ประกอบการเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวเองก็จำเป็นที่จะต้องรับรู้ถึงผลกระทบที่ตนเองสร้างต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้นผู้ประกอบการก็สามารถที่จะสร้างความตระหนักรู้เรื่องการท่องเที่ยวที่ล้นให้แก่นักท่องเที่ยวได้ โดยอาจเป็นตัวกลางในการสร้างแคมเปญเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ Overtourism และให้ข้อมูลว่าการท่องเที่ยวส่งผลเสียต่อแหล่งท่องเที่ยวอย่างไร เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวร่วมด้วยช่วยกันสร้างร่องรอยทางคาร์บอนให้น้อยที่สุด
หาดบางแสน จ.ชลบุรี ประเทศไทย
  • จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว
เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ทรัพยากรมากจนเกินไป ผู้ประกอบการสามารถใช้แนวทางการจำกัดนักท่องเที่ยวในการเข้ามาบริโภคสินค้าและบริการได้ แทนที่จะขยายกิจการเพื่อให้รองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น แต่อาจลองพิจารณาในทางกลับกัน คือจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาใช้บริการให้อยู่ในจำนวนที่สามารถรองรับได้อย่างพอดี เพื่อให้ไม่มีการรุกรานและรบกวนระบบนิเวศจนเกินไป
  • กระจายจำนวนนักท่องเที่ยว
Overtourism เกิดจากการที่นักท่องเที่ยวไปกระจุกรวมกันอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวแห่งเดียว และการท่องเที่ยวย่อมสร้างร่องรอยทางคาร์บอนให้แก่สถานที่ จนส่งผลเสียให้กับระบบนิเวศ ดังนั้นผู้ประกอบการที่กำลังคิดว่าจะเริ่มธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวจึงควรที่จะผลักดันแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักให้ผู้คนได้รู้จักมากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายนักท่องเที่ยวให้ไปเยี่ยมเยียนแหล่งอื่นๆ ลดการรวมตัวและลดการสร้างความเสียหายให้แก่แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและที่อยู่อาศัยของผู้คนในท้องถิ่น
  • ร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ
การผลักดันในเรื่องของ Overtourism นั้นอาจไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยฝ่ายเดียว นอกจากการขอความร่วมมือกับนักท่องเที่ยวแล้ว ผู้ประกอบการก็อาจจับมือกับ NGO ท้องถิ่น องค์กรในชุมชนต่างๆ เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ปกป้องแหล่งท่องเที่ยวให้คงอยู่ต่อไป
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์ ‘Overtourism’ ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวนักท่องเที่ยวแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่บางครั้งก็เกิดจากความละเลยของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคส่วนต่างๆ ดังนั้นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจึงจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จัก Overtourism เพื่อหาทางรับมือ ปรับตัวไปตามสถานการณ์ และลงมือทำจริง ลดจำนวน กระจายจำนวนนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ เพื่อที่จะรักษาคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น และอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามของเราให้คงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านานนั่นเอง

วิธีรับมือกับปัญหาหลากหลายอย่างสร้างสรรค์

4 ขั้นตอนช่วยธุรกิจ SME เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

AI ช่วยโลกได้อย่างไร

ธุรกิจโรงแรมปรับกลยุทธ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทางรอดในยุคโลกเดือด