การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำยังเป็นเรื่องถกเถียงกันไม่รู้จบ กลุ่มลูกจ้างก็อยากให้ปรับตามสถาวะข้าวของที่แพงขึ้นทุกวัน ในขณะที่ฝ่ายนายจ้างก็ทำใจลำบาก เพราะต้องแบกคอร์สเพิ่มขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังวิกฤต
เมื่อรัฐบาลประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เป็นวันละ 400 พร้อมกันทั่วประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 กลายเป็นแรงกระเพื่อมให้ฝั่งนายจ้างออกมาคัดค้านกันจ้าละหวั่น ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ สมาคมการค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น มากกว่า 95 สมาคม ได้ยื่นหนังสือคัดค้านนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ต่อรมว.แรงงาน แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย
โดยให้เหตุผลว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท เท่ากันทั่วประเทศ โดยไม่คำนึงถึงผลการศึกษา และการรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งปัจจุบัน รัฐบาลได้ดำเนินการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2567 ไปแล้ว 2 ครั้ง จึงไม่ควรมีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีเป็นครั้งที่ 3

กลุ่มนายจ้างยังสะท้อนมุมมองว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเฉพาะพื้นที่จังหวัด และประเภทธุรกิจ ควรให้มีการรับฟังความคิดเห็น และศึกษาถึงความพร้อมของแต่ละพื้นที่จังหวัด และประเภทธุรกิจ รวมทั้งควรให้มีการหารือร่วมกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจก่อนปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเฉพาะพื้นที่จังหวัด และประเภทธุรกิจ คือควรปรับให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่ควรทำพร้อมกันทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
พร้อมกันนี้ ยังมีข้อมูลจาก สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ระบุว่า
ปี 2566 มีสถานประกอบการประมาณ 8 แสนกิจการ ในจำนวนดังกล่าวเป็นโรงงานอุตสาหกรรม 72,699 โรงงาน ส่วนใหญ่เป็นรายย่อยและ SMEs ที่มีสัดส่วนถึง 90% แสดงให้เห็นถึงผลกระทบ เพราะส่วนใหญ่ใช้แรงงานเข้มข้น ขาดนวัตกรรมและแบรนด์ เป็นอุตสาหกรรมรับจ้างการผลิต มีความอ่อนไหวต่อต้นทุน การปรับค่าจ้าง 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ พบว่าค่าเฉลี่ยการปรับขึ้นอยู่ที่ 15% เกือบครึ่งหนึ่งจะกระจุกอยู่ในช่วงอัตราค่าจ้างวันละ 340-350 บาท ซึ่งจะทําให้อัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 1,650 บาท หากมีแรงงาน 200 คน ค่าจ้างจะปรับเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 4 ล้านบาทต่อปี สําหรับรายใหญ่คงเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ SMEs เป็นเรื่องที่ใหญ่มีความสําคัญต่อความอยู่รอด












