เป็นที่ยอมรับกันว่าการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก (Stagnation) ส่งผลกระทบต่อทุกอุตสาหกรรม และได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านการบริโภค การใช้จ่าย รายได้ รวมถึงการจ้างงานในภาคเศรษฐกิจซึ่งอาจจะชะลอตัวตามไปด้วย และสถานการณ์ดังกล่าวนี้เอง ได้สนับสนุนแนวโน้มของภาคอุตสาหกรรมตามแนวคิด “Regionalization” หรือชื่ออย่างเป็นทางการ คือ “ภูมิภาคาภิวัตน์” เป็น การจัดงานไมซ์ภูมิภาค ที่มีผลต่อการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจสู่การลดการพึ่งพาประเทศที่ห่างไกลออกไปหรือนอกภูมิภาคของตนเอง และมุ่งเน้นการกระชับความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
ปรากฎการณ์นี้ เป็นผลมาจากช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้เกิดข้อจำกัดด้านงบประมาณ ต้นทุน และรายได้ที่ผู้ประกอบการรวมถึงผู้คนทั่วโลก ซึ่งยังคงต้องระมัดระวังทางด้านการเงินจากความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆ ทางเศรษฐกิจ โดยในมุมอุตสาหกรรมไมซ์จะก่อให้เกิดการดำเนินกิจกรรมไมซ์ในภูมิภาคมากขึ้น และมีแนวโน้มที่การเดินทางในภูมิภาคเดียวกันมากขึ้น ในขณะที่การเดินทางระหว่างประเทศที่การเดินทางไปยังประเทศที่อยู่อยู่ไกลออกไปนั้นจะมีน้อยลง ซึ่งคาดการณ์ว่าแนวทางนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า
อัปเดต 10 ประเทศ นักเดินทางไมซ์ ที่มาเยือนไทยมากที่สุด ในปี 2567 ย้ำชัด เทรนด์ การจัดงานไมซ์ภูมิภาค มาแน่!
จาก รายงานสภาวะอุตสาหกรรมไมซ์ ประจำไตรมาสที่ 1/2567 จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ระบุชัดเจนว่าจำนวนนักเดินทางไมซ์ต่างประเทศที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในไตรมาส 1/2567 ตามปีปฏิทิน (มกราคม-มีนาคม 2567) พบว่าสถิตินักเดินทางไมซ์ที่เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมหลายรูปแบบ
ทั้งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ การประชุมองค์กร และการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล สูงที่สุด 10 อันดับแรก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเดินทางจากกลุ่มประเทศใกล้เคียงหรืออยู่ในภูมิภาคเดียวกัน เช่น นักเดินทางไมซ์จากประเทศจีน อินเดีย และประเทศในกลุ่มอาเชียนอย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม เป็นต้น โดยนักเดินทางไมซ์ 10 ประเทศหลักที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยมากที่สุด ได้แก่
ขณะที่จำนวนนักเดินทางไมซ์ต่างประเทศในภูมิภาคที่ห่างไกลออกไป เช่น ประเทศในแถบทวีปยุโรปและอเมริกามีสัดส่วนที่น้อยกว่า ซึ่งประกอบจากหลากหลายปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะต้นทุนการเดินทางระยะไกลที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้นักเดินทางบางส่วนตัดสินใจเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ใกล้ และมีความคุ้มค่าเงินมากขึ้น
โดยข้อมูลจาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ระบุว่าเมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของปริมาณการขนส่งผู้โดยสารของสายการบินในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ถือว่ามีการเติบโตที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก และในส่วนของประเทศไทยมีการขยายและเปิดเส้นทางการบินใหม่ของหลากหลายสายการบิน อาทิ เส้นทางดอนเมืองสู่กูวาฮาติ และอัห์มดาบาด ประเทศอินเดีย เส้นทางดอนเมือง-ซัวเถา ประเทศจีนและเส้นทางหาดใหญ่-สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น
ในขณะที่สายการบินไทยแอร์เอเชียได้เปิดเส้นทางการบินระหว่าง ดอนเมือง-เซี่ยงไฮ้, สุวรรณภูมิ-เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนเป็นครั้งแรก เพื่อรองรับมาตรการวีซ่าฟรีให้กับนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย พร้อมทั้งมีการเตรียมความพร้อมรองรับงานบริการผู้โดยสารให้สอดคล้องกับปริมาณการจราจรทางอากาศ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและนักเดินทางไมซ์ที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม จุดหมายปลายทางการจัดงานไมซ่ของประเทศคู่แข่งในเอเชียแปซิฟิกของไทยอย่าง ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ รวมถึงประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางกลับมาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นด้วย แนวคิดนี้จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์ และการทำการตลาดเพื่อให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดนักเดินทางไมซ์กลุ่มนี้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีศักยภาพการแข่งขันกับตลาดได้ในอนาคต
ชี้ช่องทางใช้ Regionalization เป็นโอกาสในการขับเคลื่อน การจัดงานไมซ์ภูมิภาค
ดังนั้น แน่นอนว่า แนวคิด Regionalization มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันและการพัฒนาของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งส่งผลดีต่อการยกระดับการจัดงานให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นเพื่อดึงดูดนักเดินทางไมซ์
ทว่า ในอีกด้านหนึ่ง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินทางในภูมิภาคทำให้ระยะเวลาพำนักของนักเดินทางไมซ์ (Length of Stay) สั้นลง เนื่องจากใช้ระยะเวลาเดินทางน้อยกว่า และนักเดินทางมองว่าเป็นพื้นที่ใกล้เคียงที่มีความเป็นอยู่ที่คล้ายคลึงกัน ทั้งทางภูมิศาสตร์และทางวัฒนธรรม แต่ถ้าเป็นการเดินทางไปยังประเทศที่มีระยะห่างกันมาก (Long Haul) และมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมากนั้น จะมีผลทำให้นักเดินทางกลุ่มนี้เลือกที่จะวางแผนที่จะใช้เวลาในประเทศนั้นสูงกว่าประเทศที่มีระยะทางที่ใกล้ ซึ่งนำไปสู่การใช้จ่ายของนักเดินทางไมซ์ที่อาจลดลงตามจำนวนวันที่พำนักด้วยเช่นเดียวกัน

ดังนั้น แนวทางการดึงดูดนักเดินทางไมซ์ในภูมิภาค จำเป็นต้องติดกระดุม 3 เม็ดสำคัญด้วย ซึ่งได้แก่
การเจาะตลาดภูมิภาค ด้วยการศึกษาพฤติกรรม ความชอบ และคาดหวังของนักเดินทางไมซ์ในภูมิภาคเพื่อนำเสนอบริการ และสิ่งที่จะตอบโจทย์ความต้องการนักเดินทางได้อย่างเหมาะสมและตรงใจ
ขยายฐานกลุ่มนักเดินทางไมซ์ภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง พัฒนาความสัมพันธ์กับผู้ประกอบการท่องเที่ยว ตัวแทนท่องเที่ยวและองค์กรที่เกี่ยวข้องในภูมิภาค
กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการจัดกิจกรรมไมซ์ และกิจกรรมการตลาดส่งเสริมการท่องเที่ยวและตลาดไมซ์ ตลอดจนกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศในภูมิภาคเดียวกันผ่านการสนับสนุน และมาตรการต่างๆ ที่เอื้ออำนวย หรือเป็นประโยชน์เชิงบวกต่อทั้งผู้ประกอบการและนักเดินทาง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดโอกาสใหม่แก่อุตสาหกรรมไมซ์ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวด้วย
โดยตั้งแต่ปี 2566 ต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาส 1/2567 ตามปีปฏิทิน (มกราคม-มีนาคม 2567) ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ขับเคลื่อนนโยบาย แผนการดำเนินงานที่ส่งเสริมให้นักเดินทางต่างประเทศเข้ามาร่วมกิจกรรมไมซ์ในประเทศไทยมากขึ้น
การกระตุ้นนี้เน้นไปที่การสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งกับประเทศที่มีฐานการผลิตและตลาดที่ใหญ่ของเอเชียอย่างประเทศจีนและอินเดีย เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนที่มีประสิทธิภาพสูง ผ่านการจัดกิจกรรมไมซ์ร่วมกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเซีย และการจัดกิจกรรมการตลาดภายในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและตลาดไมซ์ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ

เช่น ที่ผ่านมา มีการจัดงาน “Thailand MICE Roadshow in China” นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยเจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับผู้ซื้อชาวจีน หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับภาคเอกชนจัดโครงการ “ASEAN + INDIA SHOPPERS IN THAILAND” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการเดินทางซ้ำของนักเดินทางกลุ่มตลาดอาเซียนและอินเดีย
ประกอบกับหนึ่งในนโยบายในการกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศ ภายใต้การผลักดันของรัฐบาลไทยที่ส่งผลให้ปริมาณนักท่องเที่ยวและนักเดินทางไมซ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสแรกของปี คือ มาตรการยกเลิกการตรวจลงตราเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกัน หรือ Visa-free (วีซ่าฟรี) ชั่วคราวและถาวรให้แก่กลุ่มนักเดินทางคุณภาพ โดยได้มุ่งเน้นไปยังประเทศกลุ่มเป้าหมายซึ่งล้วนอยู่ในภูมิภาคใกล้เคียงกับประเทศไทย ได้แก่ จีนอินเดีย ไต้หวัน และรัสเซีย
รวมถึงยังมีแผนที่จะขยายนโยบายวีซ่าฟรีไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่มเดิมในอนาคตซึ่งคาดว่าการอำนวยความสะดวกให้กับนักเดินทางทุกกลุ่มจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายนักเดินทาง ส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยได้อย่างต่อเนื่องไปถึงช่วงไตรมาสสองของปี (เมษายน-มิถุนายน 2567) ได้ด้วย
ใช้เศรษฐกิจและศักยภาพของประเทศไทย เป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการดึงนักเดินทางไมซ์ในภูมิภาค
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แนวโน้ม ‘Regionalization” ทำให้เกิดข้อได้เปรียบของประเทศไทยในการแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของไทยที่ยังประคับประคองไปได้ ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567
โดยการคาดการณ์ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับที่ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมีนาคม 2567 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้าลดลงร้อยละ 0.47 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 พบว่า อัตราเงินเฟ้อของไทย ลดลงร้อยละ 0.77 ซึ่งยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเอต่ำโดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 3 จาก 139 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และยังคงต่ำที่สุดในอาเซียนจาก 7 ประเทศ ที่ประกาศตัวเลข (ลาว ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย)

ทั้งนี้ สาเหตุจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความเป็นอิสระ และไม่พึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศในการผลิตสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค ทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้า และการบริการในประเทศยังคงอยู่ในระดับที่ไม่เพิ่มสูงขึ้นมาก จึงทำให้ประเทศไทยอยู่ในฐานะจุดหมายแรกของการเริ่มเดินทางไปต่างประเทศ (Entry Level) สำหรับการท่องเที่ยว และการจัดงานไมซ์ เนื่องจากต้นทุนทางสินค้าและบริการมีราคาถูกในสายตาของนักเดินทาง ซึ่งต่างยอมรับและยกให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการจัดงาน และการท่องเที่ยวที่มีความคุ้มค่า
ทิศทางการจัดงานไมซ์ไทยจึงควรต้องพัฒนาสู่การเป็นเครื่องมือในการขยายกลุ่มเป้าหมายในภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้น ในขณะที่นักเดินทางไมซ์ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ “คุณค่าและประสบการณ์มากกว่าราคา” โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในเวลานี้จึงไม่ใช่แค่การดึงดูดจำนวนนักเดินทางไมซ์ แต่ควรดำเนินการเพื่อเพิ่มมูลค่าในการจัดงาน (Return on Investment: ROI) และการสร้างประสบการณ์เชิงคุณภาพ (Return on Experience: ROX) ด้วยกลยุทธ์เชิงรุกในการเพิ่มรายได้จากการจัดกิจกรรมไมซ์ กระตุ้นให้นักเดินทางไมข์ใช้จ่ายและท่องเที่ยวในประเทศไทยนานขึ้น ผ่านการสร้างประสบการณ์อันน่าจดจำให้กับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก
จับตาเทรนด์การท่องเที่ยวทุกรูปแบบที่กำลังมาในปีนี้
ชี้ทางรอด อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในยุคโลกเดือด















