ในวันนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตขยะอาหารที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งการตอบสนองต่อปัญหานี้นอกเหนือจากการกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาขยะอาหารแล้ว การลดการสูญเสียอาหารตั้งแต่ต้นทางก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการลดวิกฤตปัญหาขยะอาหาร และนี่คือหัวใจสำคัญของโครงการจัดตั้ง ธนาคารอาหารของประเทศไทย หรือ Thailand’s Food Bank ที่จะมาเป็นความหวังใหม่ของการสร้างความมั่นคงอาหารให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน
เพราะจากข้อมูลที่ได้มีการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีอาหารส่วนเกินมากถึงเกือบ 4 ล้านตันต่อปี ในขณะที่มีการรายงานตัวเลขของประชากรของประเทศที่มีรายได้น้อยและมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาการเข้าถึงอาหารอยู่ถึง 3.8 ล้านคน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG สาขาอาหาร ร่วมกับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ดำเนินการศึกษาและวิจัยเชิงนโยบายเพื่อสร้างต้นแบบการดำเนินงานเพื่อบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน (Food surplus) ของประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.
โดยการเปิดตัว ธนาคารอาหารของประเทศไทย ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารส่วนเกิน การกอบกู้อาหาร และการส่งต่ออาหารส่วนเกินอันจะช่วยส่งเสริมให้ลดการเกิดขยะอาหาร และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศไปด้วยกัน และหวังเป็นต้นแบบของการสร้างแบบจำลองการส่งต่ออาหารส่วนเกินให้สังคมไทย
เจาะลึกประเด็น “ความมั่นคงทางอาหาร” ของไทย กับความตั้งใจของทุกภาคส่วนในการใช้กลไก ธนาคารอาหารของประเทศไทย มาแก้ปัญหาให้ตรงจุด
นอกเหนือจากการแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย Thailand’s Food Bank : การบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน คำตอบในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ที่จัดขึ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยในงานนี้ มีการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินในลักษณะธนาคารอาหาร ทั้งในมุมประสบการณ์กอบกู้อาหารส่วนเกินและการส่งต่ออาหาร โดยมูลนิธิ SOS มุมประสบการณ์บริจาคอาหารและแรงบันดาลใจในการเป็นผู้บริจาคอาหารส่วนเกิน โดยผู้แทนผู้บริจาคอาหารจากหลากหลายบริษัทและแบรนด์อาหารที่เห็นความสำคัญของการร่วมลดขยะอาหารและนำไปส่งต่อให้กับผู้ต้องการที่แท้จริง
ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบาย หัวหน้าโครงการการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ให้ข้อมูลโครงการดีๆ นี้เพิ่มเติมว่า
“โครงการการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทยทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์นโยบาย BCG ของภาครัฐ โดยเฉพาะเป้าเรื่องความมั่นคงของอาหาร (Food Security) ขณะเดียวกัน ก็จะมีการลด Food lost และ Food waste หรือขยะอาหาร ทั้ง 2 เป้าหมายนี้ ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายว่าจะแก้ปัญหานี้ไปด้วยกันได้อย่างไร เพราะ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมาย ใน SDGs ที่ 2 และ 12 ก็กำหนดชัดเจนถึงการแก้ปัญหานี้ในระดับโลกด้วย”

“จนกระทั่ง ทาง สวทช. ได้เจอกับ มูลนิธิ SOS ว่ามีโซลูชั่น ที่จะแก้ปัญหาทั้ง 2 เป้าหมายข้างต้นนี้ไปพร้อมกัน คือ การสูญเสียหรือการเกิดขยะอาหารนั้น ถ้ามันเข้าสู่ขั้นตอนของการไปเป็นขยะอาหารอาหารแล้ว เท่ากับว่า เป็นการปล่อยมีเทนและก๊าซเรือนกระจก แต่ถ้าในความจริงแล้ว เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดผลลัพธ์นี้ได้ ด้วยการจัดการในระหว่างทาง ซึ่งเราต้องหาผู้ช่วย เพราะตามข้อมูลทางสถิติ พบว่าประเทศไทยมีอาหารส่วนเกินมากถึงเกือบ 4 ล้านตันต่อปี ที่เป็นอาหารซึ่งยังกินได้”
“ขณะที่ ในสังคมไทย ก็ยังมีคนเชื่อว่าบ้านเรามีความอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไม่มีหรอกคนที่ไม่มีจะกิน แต่จากการลงพื้นที่ ไปพบกลุ่มเปราะบางในแต่ละจังหวัดของประเทศไทย ต้องบอกความจริงที่ไปพบว่ามีประชาชนไทยอีกไม่น้อย ที่เข้าไม่ถึงอาหาร ต้องอดอาหาร และเจอกับสภาวะที่ไม่มีความมั่นคงทางอาหารแม้แต่นิดเดียว ซึ่ง มูลนิธิ SOS จัดกลุ่มคนเหล่านี้ว่าอยู่ใน Level 5”
“และสถานการณ์ของประเทศไทยในตอนนี้ คือ มีอาหารส่วนเกิน ที่เหลือทิ้งทุกวัน อย่างอาหารจากโรงแรม ที่ไม่ว่าจะคำนวณอย่างไร ก็ยังมีส่วนของอาหารที่ต้องทิ้ง ขณะที่ ในสังคมไทย ก็ยังมีผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง ที่มีความยากลำบากในการหาอาหารมารับประทานในแต่ละวัน ทำอย่างไรใน 2 สถานการณ์นี้มาเจอกันให้ได้ และ มูลนิธิ SOS ก็มาเติมเต็มและเป็นตัวกลางตรงนี้ ที่มาถึงส่วนที่เกินไปเติมในส่วนที่ขาด”
“แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า คนของทาง SOS ก็ไม่ได้มีมาก ถ้าทั้งประเทศ มูลนิธิ SOS มีคนทำงานทั้งหมด 30 คนเท่านั้น ที่ต้องมาจัดการอาหารทั้งหมด 4 ล้านตัน ให้ไปถึงมือกลุ่มคนจน หรือกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศที่มีกว่า 38 ล้านคน มันเป็นได้ยากมาก จากปัญหาที่เราเห็นนี้เอง ทำให้ทาง สวทช. ก้าวเข้ามา ต่อยอดภารกิจของ มูลนิธิ SOS และหาวิธีในการขยายผลต่อไปเพื่อเสริมศักยภาพการทำงาน มูลนิธิ SOS ต่อไปให้ได้”
“โดยที่ผ่านมา สิ่งที่เราทำคือพยายามหาโมเดลในการทำงานตรงนี้ให้นิ่งเสียก่อน เพื่อขยายผลต่อไปได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในตอนนี้เรามีโมเดลการขยายผลที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ และวางแผนต่อไปว่าจะขยายผลไปยังจังหวัดนครสวรรค์ต่อไป โดยให้กลไกของ Local Food Rescue ช่วย”
ความร่วมมือของทุกภาคส่วน Key success factor สำคัญ ดันโครงการ Thailand’s Food Bank ให้ขยายไปต่อได้ทั่วไทย
ดร.ปัทมาพร ได้ตอบคำถามสำคัญว่า “ในภารกิจการจัดตั้ง ธนาคารอาหารของประเทศไทย นี้ หน่วยงานรัฐ เข้ามามีบทบาทมากแค่ไหน?”
“ต้องบอกตามตรงว่า ถ้าการดำเนินงานนี้อิงทุกอย่างอยู่แค่เฉพาะในหน่วยงานรัฐ เชื่อว่าผลลัพธ์ของโครงการนี้ไปได้ไม่ไกล คือ รัฐ อยู่ในฐานะของผู้สนับสนุนที่ทำได้ดี แต่ต้องยอมรับว่า หน่วยงานรัฐ ไม่ใช่หน่วยงานหลักที่จะเป็นคนรันโครงการนี้ เพราะว่าภาคส่วนที่รู้ดีที่สุด รู้ว่า ใคร พื้นที่ตรงไหน ต้องการอะไร คือคนที่เป็นผู้นำชุมชนและเป็นชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งคนเหล่านี้จะรู้ดีเพราะอยู่ในพื้นที่ เป็น Keyman หลักที่จะทำให้โครงการนี้มีความยั่งยืน ยกตัวอย่างในวันนี้ที่เราจัดงานที่ เขตลาดพร้าว เพราะผู้นำชุมชนในเขตนี้มีความเข้มแข็งมาก”
“ดังนั้น จึงยังอยากเน้นย้ำว่าหน่วยงานภาครัฐ ต้องอยู่ในฐานะของผู้สนับสนุน คิดค้นกลไกต่างๆที่มาช่วยทำให้การดำเนินงานของโครงการการจัดตั้งธนาคารอาหารนั้นดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เช่น การสนับสนุนด้านเครื่องมือที่ทางผู้ดำเนินงานต้องการ เช่น Food Safety Guideline หรือแนวทางปฏิบัติเพื่ออาหารปลอดภัยสำหรับอาหารที่บริจาค ตรงนี้ หน่วยงานรัฐต้องเป็นคนจัดทำและแนะนำออกไป โดยเราได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. และกรมอนามัย ที่จะมาช่วยแนะนำว่าต้องใส่ใจในเรื่องใดบ้างเพื่อให้อาหารที่บริจาคนั้นมีความปลอดภัย ถูกสุขอนามัยสำหรับผู้รับ”

“โดย Food Safety Guideline นี้ ทาง สวทช. กำลังร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ เพื่อพัฒนาให้ออกมาและนำไปปรับใช้ โดยเราใช้ห้องแล็บและ Facility ต่างๆที่ทาง สวทช. มีในการศึกษาข้อมูล ซึ่งต้องวางมาตรฐานสำหรับอาหารของไทย จะไม่ใช้มาตรฐาน Food Safety Guideline ของทางยุโรป สหรัฐอเมริกา มาใช้ไม่ได้ เพราะอาหารของประเทศไทยก็ไม่เหมือนกับอาหารของประเทศอื่น จึงต้องมีข้อกำหนดตรงนี้เป็นของตนเอง”
“ทั้งนี้ Food Safety Guideline ที่นำมาปรับใช้ จะเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนการรับอาหาร การเก็บรักษาอาหาร การขนส่ง การแจกจ่ายอาหาร โดยมีหลักปฏิบัติสำหรับผู้สัมผัสอาหาร เช่น การแช่แข็งอาหารส่วนเกินและติดฉลากใหม่ การระบุวันที่และระยะเวลาที่แนะนำ ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายและการควบคุมอันตราย เช่น สารเคมี สารก่อภูมิแพ้”
“และในหลักปฏิบัติในการเตรียมอาหารก็มีการวางไว้ชัดเจน เช่น การทำละลายอาหารแช่แข็ง การทำให้สุก การทำให้เย็น การอุ่นร้อน การรักษาความปลอดภัยอาหารระหว่างขนส่ง เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย เพื่อให้อาหารที่แจกจ่ายยังคงมีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการบริโภค ช่วยให้เกิดความมั่นใจทั้งต่อผู้ให้บริจาคและผู้รับบริจาครวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการบริจาคอาหารในวงกว้างมากยิ่งขึ้น”

“ขณะเดียวกัน เราได้ต่อยอดระบบ Cloud Food Bank ของทาง SOS โดยใช้จุดแข็งของ NECTEC ที่เก่งในเรื่องของฐานข้อมูล AI และระบบดิจิทัล แล้วอัปเกรดระบบ Cloud Food Bank นี้ให้ดีขึ้น สามารถคำนวณในเรื่องของผู้ให้ผู้รับ หรือ การทำให้มี Dashboard ในเรื่องนี้”
“และแน่นอนว่าในยุคนี้ ประเด็นในเรื่องของ Carbon Footprint หรือ Carbon Emission เป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญตามเทรนด์โลก ยิ่งถ้าเป็นผู้ประกอบการอาหาร แล้วปล่อยปละละเลยทำให้เกิดขยะอาหารจำนวนมาก จนปล่อย Carbon Emission หรือก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศมากๆ แน่นอนว่าเป็นภาพลบต่อการทำธุรกิจอย่างแน่นอน” “ดังนั้น การมีโครงการธนาคารอาหารประเทศไทย ขึ้น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการอาหารของไทยอย่างแน่นอน และมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่า ในวันหนึ่งผู้ประกอบการไทยจะต้องให้ความสนใจและเข้ามาร่วมโครงการนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้วยเหตุผลและความตั้งใจของแบรนด์นั้นเป็นการส่วนตัว และข้อบังคับในด้านของการปล่อยคาร์บอนของการทำธุรกิจ ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญในตอนนี้ด้วย”
“ต้องเน้นย้ำว่า การดำเนินโครงการธนาคารอาหารของไทยในตอนนี้ มูลนิธิ SOS คือเครื่องยนต์หลัก หรือ Core Engine ในการขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างแท้จริง โดยใช้ข้อมูลและทรัพยากรเดิมที่ทาง SOS มีอยู่มาขยายเป็น Multiplier ที่ทางเจ้าหน้าที่ของ SOS สามารถไปเทรนคนในแต่ละพื้นที่ทั่วไทยให้สามารถดำเนินการตามโครงการธนาคารอาหารนี้ได้”อย่างตอนนี้เรามีพื้นที่จังหวัดที่ดำเนินโครงการนี้แล้วใน 10 จังหวัด เป้าหมายต่อไปจึงเป็นการขยายไปให้ได้ในอีก 10 จังหวัด ภายในปี 2569 โดยใช้โมเดลที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ จ.นครสวรรค์ เป็นต้นแบบ”

ด้าน ทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า
“มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) ประเทศไทย ทำหน้าที่รับอาหารจากผู้บริจาคส่งต่อไปยังผู้ขอรับได้ภายใน 1 วัน ได้ตรงตามความต้องการและลดความเสียหายของอาหาร ซึ่งอาหารที่บริจาคจะต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติอาหารปลอดภัยสำหรับอาหารบริจาค (Food Safety Guideline)”
“และในตอนนี้ เรามีความตั้งใจที่จะขยายโครงการนี้ไปตามจังหวัดต่างๆตามที่ทางพันธมิตร ภาคเอกชน ที่มาบริจาคอาหารมาแนะนำว่าควรไปขยายในจังหวัดไหนก่อน เช่น บ่อยครั้ง แบรนด์อาหารที่มาบริจาค จะเป็นผู้มาแจ้งว่าอยากให้ขยายโครงการนี้ไปยังจังไหวัดไหน เพราะจังหวัดนั้นทางแบรนด์อาหารนั้นๆมีสาขาหรือมีร้านค้าตั้งอยู่มาก ซึ่งเมื่อไปถ่ายทอดความรู้ วิธีการดำเนินการแล้ว สิ่งที่ SOS เน้นย้ำกับอาสาสมัครที่ได้ไปให้ความรู้ คือ การเก็บข้อมูล แล้วส่งกลับมาที่ มูลนิธิ SOS ที่เปรียบเหมือนเป็น ยานแม่ หรือ สำนักงานใหญ่ให้ และจะมีสาขาบ่อยๆ ตามเมืองใหญ่ต่างๆให้ นี่คือโมเดลที่เราวางไว้ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานต่อไป”
“โดยพื้นที่ที่เราอยากไปขยายผลโครงการก่อนเป็นพื้นที่ต่อไป คือ ทางภาคอีสาน ซึ่งตอนนี้ได้วางแผนว่า จังหวัดขอนแก่นจะเป็นจุดแรกที่ทางเราจะเจาะเข้าไป เพราะมองว่าที่ขอนแก่น นอกจากจะมีกลุ่มผู้รับแล้ว ยังมีศักยภาพในด้านของผู้ประกอบการที่พร้อมจะบริจาค อาหารส่วนเกิน ให้เราจำนวนไม่น้อย”
“แต่อย่างไรก็ตาม เราก็มองปัจจัยอื่นด้วย อย่างในพื้นที่มีจิตอาสาที่มีความเข้มแข็งหรือไม่ ขณะที่ในส่วนของผู้ประกอบการ เราก็มีเครือข่ายที่เป็นสภาหอการค้าฯ ที่อยู่ในแต่ละจังหวัด ซึ่งที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือทางโครงการธนาคารอาหารและมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในการช่วยเป็นสื่อกลางในการติดต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม ในพื้นที่นั้นให้”
ทำความเข้าใจ “อาหารส่วนเกิน” ไม่ใช่ของเหลือแต่เป็นของดีที่เดินทางไปหากลุ่มคนที่ต้องการได้ถูกที่ ถูกเวลา
ทั้ง ดร.ปัทมาพร และ คุณทวี ได้เน้นย้ำในประเด็นสำคัญที่ต้องการให้สังคมไทยทำความเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องของ “อาหารส่วนเกิน”
“มาถึงวันนี้ เราอยากสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการที่จะมาร่วมบริจาคอาหารว่าโครงการของเราจะนำอาหารส่วนเกินที่ทางผู้ประกอบการได้บริจาค ไปส่งต่อให้คนที่ต้องการจริงๆ ไม่ได้นำไปจำหน่ายต่อ และทางมูลนิธิ SOS ก็มีความตั้งใจที่จะนำอาหารนี้ไปให้กับผู้ที่ต้องการแบบได้คุณภาพ ไม่ทำให้เสียชื่อของผู้บริจาคอาหาร”
“และอีกหนึ่งสิ่งที่อยากฝาก คือ อยากให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจในนิยามที่แท้จริงของ “อาหารส่วนเกิน” ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนไม่เข้าใจและมีทัศนคติเชิงลบกับมัน “อาหารส่วนเกิน” เท่ากับเป็นอาหารที่ไม่ดี ที่นำมาบริจาค ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย อาหารส่วนเกินไม่ใช่ของไม่ดีหรือของเหลือ และเมื่อให้ไป ก็ดีทั้งคนให้และคนรับ”
“เพราะ อาหารส่วนเกิน ในคำจำกัดความที่ทั่วโลกทราบกัน คือ Food surplus เป็นอาหารที่เกินจากความต้องการของเรา ถึงแม้จะสามารถนำไปบริโภคต่อได้ แต่คนส่วนมากเลือกที่จะ “ทิ้ง” เช่น ผัก ผลไม้ที่ถูกตัดแต่งเพื่อความสวยงาม หรืออาหารกระป๋องที่เราทิ้งไปโดยที่ยังไม่หมดอายุ”














