“การศึกษาของบริษัทลิงค์อิน (LinkedIn) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการจ้างงานและหางาน พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2564) มีประกาศรับสมัคร “งานสีเขียว” หรือ งานที่ต้องใช้ ทักษะสีเขียว เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของจำนวนแรงงานสีเขียวซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 ต่อปี
โดยงานสีเขียวที่เติบโตสูงในระยะสั้น มักเป็นงานด้านพลังงานหมุนเวียน เช่น ช่างเทคนิคด้านกังหันลม และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ขณะที่งานสีเขียวที่เติบโตสูงในระยะกลาง มักเป็นงานด้านความยั่งยืน เช่น ผู้จัดการด้านความยั่งยืน และนักนิเวศวิทยา”
ขณะที่ ในประเทศไทย การจ้างงานสีเขียวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีอัตราเติบโตสะสมเฉลี่ยประมาณร้อยละ 1.4 ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2565) ทำให้สัดส่วนการจ้างงานสีเขียวของไทยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 7 ของการจ้างงานทั้งหมด

โดยงานสีเขียวมีการจ้างงานอยู่ในหลายสาขา ทั้งนี้สาขาที่มีสัดส่วนแรงงานสีเขียวมาก มักเป็นสาขาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น การจัดการของเสีย เหมืองแร่ พลังงาน และก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม งานสีเขียวในไทยจำนวนมากยังเป็นงานรายได้ต่ำ เช่น งานเก็บขยะ ขณะที่งานสีเขียวที่มีรายได้ดี เช่น งานวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และงานช่างเทคนิคพลังงานหมุนเวียน ยังมีจำนวนน้อย
จากข้อมูลอัปเดตข้างต้นในบทความเรื่อง “ปรับทักษะคนไทยในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ…เพื่อสร้างงานรายได้ดีและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดย ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู เผยแพร่ในเว็บไซต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ทำให้ทราบว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เกิดขึ้นทั่วโลกส่งผลกระทบต่อธุรกิจและตลาดแรงงานครั้งใหญ่
โดยจะเกิด “ธุรกิจสีเขียว” ที่เป็นธุรกิจใหม่หรือขยายตัวขึ้นหลายสาขา ซึ่งนำมาสู่การสร้างงานใหม่ เช่น ธุรกิจจัดการของเสียและรีไซเคิล ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ธุรกิจสร้างและปรับปรุงบ้านและอาคารประหยัดพลังงาน ธุรกิจการลดคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจบริหารจัดการและการเงินสีเขียว
ขณะที่ ในทางตรงข้าม “ธุรกิจสีน้ำตาล” หรือธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น ธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิล ธุรกิจรถยนต์สันดาป ธุรกิจเกษตรแบบเดิมที่ใช้สารเคมีสูงและทรัพยากรธรรมชาติมาก จะหดตัวลงและทำให้งานบางส่วนหายไป โดยแรงงานที่น่าจะได้รับผลกระทบสูงหรือเป็นกลุ่มเสี่ยงมักเป็นแรงงานที่มีทักษะและระดับการศึกษาไม่สูงนัก ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 8 ล้านคนในประเทศไทย
แนวนโยบายการพัฒนาคนที่ควรจะเป็น เพื่อเตรียมแรงงานที่มี ทักษะสีเขียว ตอบรับการเติบโตของ Green Job
จากบทความเดียวกันนี้ ระบุว่า ทีดีอาร์ไอ ได้วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่จากประกาศรับสมัครงานเกือบล้านตำแหน่งในปี 2565-กลางปี 2566 พบว่า ประกาศหางานมีงานสีเขียวประมาณร้อยละ 7 หรือเกือบ 7 หมื่นตำแหน่ง
นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากเว็บไซต์สมัครงานขนาดใหญ่ในช่วงเดือนกันยายน–ครึ่งแรกของเดือนตุลาคม 2566 ชี้ว่า มี ทักษะสีเขียว ที่ต้องการสูงในหลากหลายสาขา เช่น การจัดการด้านความยั่งยืน วิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน การจัดทำรายงานด้านความยั่งยืน และการบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืน
ทั้งยังมีทักษะสีเขียวที่ต้องการสูงในสาขาเฉพาะด้วย เช่น สาขาพลังงานมีทักษะสีเขียวที่ต้องการ เช่น การออกแบบระบบพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดการคาร์บอนฟุตพรินท์ และการทำแบบจำลองพลังงาน โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยยังขาดแคลนแรงงานสีเขียวทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ หากจะเปลี่ยนให้คนไทยได้งานสีเขียวรายได้ดี ประเทศไทยต้องเร่งสร้างทักษะโดยรวมที่สำคัญให้แก่คนไทย ได้แก่
A (Attitude) หมายถึง ทัศนคติที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
S (Skill) หมายถึง ทักษะเฉพาะที่สำคัญ ได้แก่ การสื่อสาร ความสามารถในการปรับตัว ความคิดสร้างสรรค์ และการคิดเชิงออกแบบ (design thinking)
K (Knowledge) หมายถึง ความรู้เชิงเทคนิคด้านวิศวกรรมและเทคนิค หรือด้านวิทยาศาสตร์ (หรือเรียกโดยรวมว่า STEM) หรือด้านการจัดการดำเนินงาน หรือด้านการติดตามประเมินเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
นอกจากนี้ควรมีการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มเติม ทักษะสีเขียว ที่สำคัญ เช่น ทักษะการจัดการและพัฒนากลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ทักษะเกี่ยวกับพลังงาน การหมุนเวียนทรัพยากรและการลดคาร์บอน (รวมถึงการประเมินโครงการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์) ทักษะด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเดินทางสีเขียว (รวมถึงการจัดการและบำรุงรักษารถไฟฟ้า) และทักษะการเงินเพื่อความยั่งยืน (รวมถึงการวิเคราะห์และรายงานผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน)
หากไม่เร่งยกระดับสมรรถนะที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะด้าน STEM ซึ่งขาดแคลนมากในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการเร่งฝึกอบรมเพื่อเพิ่มเติมทักษะสีเขียวให้คนไทย ประเทศไทยจะปรับเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้ยากและช้ากว่าที่กำหนด และจะขาดกลจักรที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งจะทำให้การสร้างงานรายได้ดีเกิดขึ้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และที่สำคัญแรงงานจำนวนมากจะตกงานหรือได้งานรายได้ต่ำมาก
ดังนั้น ภาครัฐควรเร่งดำเนินนโยบายที่สำคัญ ดังนี้
ประการแรก ปรับการพัฒนาแรงงานตามนโยบายเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยสร้างเวทีที่ให้ภาครัฐและภาคเอกชนมาทำงานร่วมกัน และทำให้หน่วยงานรัฐที่อยู่ภายใต้กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ
ประการที่สอง วางระบบข้อมูลเพื่อระบุทักษะและจัดทำแผนพัฒนา โดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) ระบุทักษะที่ตลาดต้องการ และจัดทำแผนพัฒนาทักษะแรงงานที่ต้องการรายอุตสาหกรรมทุกปี โดยร่วมหารือใกล้ชิดกับภาคเอกชนและภาคการศึกษาเพื่อจัดลำดับทักษะที่ต้องพัฒนาและออกแบบหลักสูตรรองรับตลาดแรงงานในอนาคต รวมทั้งวิเคราะห์คุณลักษณะและทักษะที่ควรเสริมของแรงงานที่มีความเสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้าง
ประการที่สาม พัฒนาทักษะ STEM ให้เข้มแข็ง โดยฝึกอบรมผู้สอนให้มีความรู้ความเข้าใจจริง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เรียนได้ ร่วมกับปรับการเรียนรู้ให้เป็นแบบสหวิทยาการ โดยเน้นการแก้ปัญหาจริง
ประการสุดท้าย ฝึกทักษะแรงงาน โดยใช้แนวทางที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย กล่าวคือ แนวทางแรก การอุดหนุนนายจ้างให้ฝึกทักษะสีเขียวแก่แรงงานในระบบ โดยอุดหนุนค่าเรียนและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่นายจ้างปัจจุบัน แนวทางที่สอง การอุดหนุนการฝึกทักษะสีเขียวให้แรงงานนอกระบบ โดยแจกคูปองฝึกทักษะ ควบคู่กับจัดทำระบบแนะแนวและจับคู่หางาน และแนวทางที่สาม การอุดหนุนการฝึกทักษะเพื่อเปลี่ยนงานให้แก่แรงงานกลุ่มเสี่ยงในธุรกิจสีน้ำตาล โดยช่วยจับคู่หางาน ควบคู่กับการสนับสนุนค่าเรียนและเงินเดือนบางส่วนให้นายจ้างใหม่
ความจริงที่ต้องยอมรับ เพื่อวางแนวทางผลิตแรงงาน ทักษะสีเขียว ได้ทันต่อความต้องการ
ล่าสุด ยังมีข้อเขียนจาก รองศาสตราจารย์จตุรงค์ นภาธร อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งการการศึกษาวิจัย จนพบว่าช่องว่างระหว่างระบบการศึกษาและพัฒนาทักษะในการปฏิบัติงานของประเทศไทยกับความต้องการของตัวองค์การหรือบริษัทในการปฏิบัติงานสีเขียวยังคงมีอยู่ เพราะระบบการศึกษาและพัฒนาทักษะในประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตบุคลากรที่มีความรู้ ทักษะ และความสามารถในการปฏิบัติงานสีเขียวได้ทันที (industry-ready) ในจำนวนที่เพียงพอกับความต้องการขององค์การหรือบริษัท
และนี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้องค์การหรือบริษัทชั้นนำในประเทศไทยหลายแห่ง หันมาใส่ใจกับการปฏิบัติงานสีเขียว/การรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นต้องลงทุนฝึกอบรมและพัฒนาพนักงานของตนเองให้มีความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานสีเขียวตามที่ต้องการ
ทั้งในรูปแบบของการฝึกอบรมในห้องเรียน การศึกษาดูงาน การฝึกอบรมในงาน (On-the-job training) การโค้ชชิ่ง การให้พนักงานที่มีประสบการณ์มากกว่าเป็นพี่เลี้ยงคอยสอนงานพนักงานใหม่หรือพนักงานที่มีประสบการณ์น้อยกว่า (Mentoring)
การติดตามบุคคลต้นแบบ (Job Shadowing) และการประพฤติปฏิบัติตัวของผู้บริหารเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพนักงาน (Role Model)

โดย รองศาสตราจารย์จตุรงค์ ได้เสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาด้านการพัฒนาทักษะสีเขียว ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล สถาบันอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และองค์การหรือบริษัทต่างๆ ดังนี้
ภาครัฐบาลต้องหันมาให้ความใส่ใจกับการนำเนื้อหาด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการสีเขียวเข้าไปผนวกเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา และต้องจัดการให้มีการฝึกทักษะของผู้เรียนระดับอาชีวศึกษาให้มีทักษะต่างๆ ที่ตอบสนองความต้องการขององค์การหรือบริษัทและสามารถปฏิบัติงานในสถานการณ์จริงได้ทันที เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในตลาดแรงงาน (Skill Shortage) และการผลิตบุคลากรที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับความต้องการของตลาด (Skill Mismatch)
ภาครัฐบาลต้องกำหนดนโยบายในการให้สิ่งกระตุ้นจูงใจ (Incentive) ในรูปแบบต่างๆ เช่น ภาษี กับองค์การหรือบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานสีเขียวหรือการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อที่องค์การเหล่านั้นจะหันมาให้ความใส่ใจกับการปฏิบัติงานสีเขียวหรือการรักษาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ภาครัฐบาลต้องให้ความใส่ใจกับการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวและนโยบาย/แนวปฏิบัติในการรักษาสิ่งแวดล้อมรวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนให้มากยิ่งขึ้น มีการสนับสนุนงบประมาณให้กับหน่วยงานต่างๆ อย่างจริงจัง
สถาบันอาชีวศึกษาต้องหันมาปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตัวองค์การหรือบริษัทและมีความทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะการสอดแทรกเนื้อหาความรู้และการฝึกทักษะในการปฏิบัติงานสีเขียวหรืองานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมเข้าไปในหลักสูตรการศึกษา ทั้งนี้ เพราะสถาบันอาชีวศึกษาถือเป็นกลจักรสำคัญกับการพัฒนาประเทศ ด้วยเหตุที่ว่าสถาบันดังกล่าวมีแนวโน้ม ที่จะผลิตบุคลากรที่มีความรู้และทักษะสีเขียว ที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของตลาดและสามารถปฏิบัติงานได้ทันที

มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรีในด้านการจัดการสีเขียว/การจัดการสิ่งแวดล้อมให้เน้นทั้งด้านทฤษฎีและการฝึกทักษะในการปฏิบัติงานไปพร้อมกัน และอาจสอดแทรกกรณีศึกษาด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย เพื่อให้ผู้ที่จบการศึกษามีความรู้และทักษะที่จะสามารถปฏิบัติงานสีเขียว/งานด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ทันที และมหาวิทยาลัยควรร่วมมือกับองค์การหรือบริษัทต่างๆ ในการออกแบบหลักสูตรด้านการจัดการสีเขียว/การจัดการสิ่งแวดล้อมให้ตอบโจทย์และความต้องการของบริษัทให้มากยิ่งขึ้น มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องรับโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมมาเพื่อช่วยองค์การ/บริษัทต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมเหล่านั้นแก้ไขปัญหาด้านการจัดการสีเขียวหรือการรักษาสิ่งแวดล้อม
องค์การหรือบริษัทโดยเฉพาะองค์การขนาดเล็กและขนาดกลางควรหันมาให้ความใส่ใจกับงานสีเขียว/งานด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น (ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยากในความเป็นจริง แต่ก็มีโอกาสจะเป็นไปได้หากภาครัฐบาลมอบสิ่งกระตุ้นจูงใจ (Incentive) ที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์การหรือบริษัท)
เพราะหากองค์การเหล่านั้นมองเห็นความสำคัญของสิ่งที่อาจจะวัดเป็นตัวเงินในระยะสั้นได้ยาก ก็จะทำให้โอกาสของการมุ่งไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทยเป็นไปได้มากขึ้น และจะส่งผลดีกับทุกๆ ภาคส่วน รวมถึงตัวองค์การหรือบริษัทเองในระยะยาว
การที่องค์การหรือบริษัทโดยเฉพาะองค์การขนาดเล็กและขนาดกลางซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทยหันมาให้ความใส่ใจกับงานสีเขียว/งานด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ยังช่วยส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานสำหรับบัณฑิตที่มีความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการสีเขียวมากขึ้น และน่าส่งผลต่อจำนวนลูกค้าที่น่าจะเพิ่มขึ้น
ที่มา :
- บทความ เรื่อง “ปรับทักษะคนไทยในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ…เพื่อสร้างงานรายได้ดีและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดย ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู จากเว็บไซต์ TDRI
- บทความ เรื่อง “ทักษะสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดย ศ.ศิริวรรณ สืบนุการณ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่ในเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ
โอกาสต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
อุตสาหกรรมการบินจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (SAF)
แบตเตอรี่ หรือ ไฮโดรเจน : เส้นทางสู่เป้าหมาย net zero emission
ส่องโอกาสจากอาชีพมาแรงใน สายงาน ESG ท่ามกลาง 5 แนวโน้มความท้าทายที่ภาคธุรกิจควรจะต้องจับตามอง














