เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ “แสงเหนือ” ที่สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรุงวอชิงตัน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณภาคกลางของประเทศ ซึ่งปกติแล้ว ไม่ค่อยได้เห็น “แสงเหนือ” เหมือนภูมิภาคตอนบน
“แสงเหนือ” หรือ “ปรากฏการณ์ออโรรา” เกิดจากกลุ่มจุดดับบนดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ซึ่งปล่อยพลังงานและก๊าซมายังโลก ซึ่งจะหมุนกลับมาหาให้ชมอีกครั้งในราว 2 สัปดาห์หน้า
ช่วงที่ผ่านมา บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาระบุว่า มีความเป็นไปได้ว่าการปล่อยพลังงานครั้งถัดไป จะมีขนาดใหญ่ขึ้น และซับซ้อนมากขึ้น ถึงขนาดอาจทำให้เกิดการระเบิดหลายครั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจกระทบกับสนามแม่เหล็กของโลกครั้งใหญ่ทีเดียว
เห็นได้จากช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ที่ดวงอาทิตย์ได้ปล่อยรังสีขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง จนเกิดเปลวสุริยะขนาดยักษ์ ส่งผลให้เกิดอุปสรรคขัดขวางการสื่อสารผ่านคลื่นวิทยุย่านความถี่สูงทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การปล่อยพลังงานของจุดดับบนดวงอาทิตย์ในลักษณะนี้ จะไม่คงอยู่ตลอดไป เพราะดวงอาทิตย์กำลังใกล้จะพ้นช่วงปลดปล่อยพลังงานมากที่สุดหรือ Solar Maximum ซึ่งถือเป็น “วัฏจักรสุริยะ” ที่มีวงรอบ 11 ปี
ดังที่กล่าวไป ปรากฏการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นจากการที่ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เกิดการสลับขั้วเหนือ-ใต้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์ นำไปสู่การปลดปล่อยมวลสารออกมา ทำให้เกิดสภาพอากาศดังกล่าวในชั้นอวกาศ
ทั้งนี้ “วัฏจักรสุริยะ” ดังกล่าว นับเป็นครั้งที่ 25 นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มสังเกตจุดดับดวงอาทิตย์อย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี ค.ศ. 1755 เป็นต้นมา
มันเคยถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่เงียบสงบ แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่ามันดูมีกำลังแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้

อนึ่ง นักพยากรณ์สภาพอวกาศ และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมอวกาศ ได้ออกมาเผยว่า “พายุแม่เหล็กโลก” หรือ Geomagnetic Storm ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นปรากฏการณ์ในรอบ 30 ปี และถือเป็น Even ใหญ่ที่สุดนับจากปี ค.ศ. 2003
“พายุแม่เหล็กโลก” เกิดจากการปะทุเพื่อปลดปล่อย Corona Mass Ejection หรือ CME ในฐานะกลุ่มก๊าซร้อนที่มีประจุพลังงานสูง โดยมีการปลดปล่อยอย่างน้อย 5 ครั้ง
ส่งผลให้ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยพลังงานออกไปอย่างต่อเนื่อง แปลไทยเป็นไทยก็คือ การปะทุของ “สนามแม่เหล็ก” และ “พายุสุริยะ” นั่นเอง
ปรากฏการณ์นี้ใช้เวลาประมาณ 18 ชั่วโมงจากดวงอาทิตย์มายังโลก ซึ่งเป็นจุดที่ CME มีปฏิสัมพันธ์กับสนามแม่เหล็กโลก
ขณะเดียวกัน เป็นที่ทราบกันดี ว่าโลกของเราถูกห่อหุ้มด้วย “สนามแม่เหล็กโลก” หรือ Magnetosphere ที่ปกป้องมนุษย์จากการได้รับรังสีเข้มข้น ซึ่งหากไม่มี “สนามแม่เหล็กโลก” ก็อาจทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตในโลกนี้
ทั้งนี้ พายุลูกดังกล่าว มีกำลังแรงถึงระดับ G5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตราวัดของกรมอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษ และองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว
สร้างผลกระทบต่อระบบสื่อสารทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นโครงข่ายไฟฟ้า GPS รวมถึงระบบ Digital โดยรวม ชี้ให้เห็นว่า พายุนี้ มิได้เป็นเพียง “แสงที่สวยงาม” แต่มันมี “อานุภาพร้ายแรง” อีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกวันนี้ มวลมนุษยชาติต่างพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นกว่าช่วงที่เคยเกิดพายุสุริยะครั้งใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 2003
เห็นได้จาก เที่ยวบินหนึ่ง จากซานฟรานซิสโกไปยังปารีส ถึงกับต้องเปลี่ยนเส้นทางการบินเพื่อหลีกเลี่ยงการบินเหนือบริเวณอาร์กติก ซึ่งมีปริมาณของรังสีเข้มข้น
นอกจากนี้ บรรดาเกษตรกรในสหรัฐฯ ที่ใช้รถแทรกเตอร์ระบบ GPS ได้รับผลกระทบด้านการสื่อสารเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดาวเทียมถ่ายภาพความละเอียดสูงในสหราชอาณาจักร ถูกระบุว่า อยู่ในสถานะไม่ทำงานเป็นเวลาถึง 4 วัน ทำให้ไม่สามารถเก็บภาพหลายเหตุการณ์บนโลกไว้ได้ เช่น ไฟป่าในแคนาดา เป็นต้น
ยังไม่นับ การเกิดผลกระทบกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของทวีปอเมริกาเหนือ โดยพบว่า เกิดกระแสไฟฟ้าส่วนเกินพุ่งเข้าสู่ระบบไฟฟ้าหลายพื้นที่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิวซีแลนด์ ซึ่งมีรูปแบบระบบโครงข่ายไฟฟ้าคล้ายกับสหราชอาณาจักร ซึ่งทางการนิวซีแลนด์ต้องสั่งปิดวงจรบางส่วนทั่วประเทศ เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด
National Grid ซึ่งเป็นบริษัทโครงข่ายไฟฟ้ารายใหญ่ของสหราชอาณาจักรระบุว่าได้รับผลกระทบต่อการส่งไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย ขณะที่สมาคมเครือข่ายพลังงาน ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ให้บริการไฟฟ้าสหราชอาณาจักร ชี้ว่า ได้วางมาตรการป้องกันอย่างรัดกุม เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีกำลังผลิตพลังงานสำรอง เพื่อบริหารจัดการกับความผันผวนของแรงดันไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม “ระบบไฟฟ้าสำรองเคลื่อนที่” คือสิ่งที่จำเป็นต้องมีไว้เพื่อให้มีไฟฟ้าสำรองต่อเนื่อง เช่น ขณะที่หม้อแปลงไฟฟ้าที่เสียหายกำลังถูกเปลี่ยนใหม่ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงที่เกิด “พายุสุริยะ”
ย้อนไปในอดีต สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งกระทบกับมวลมนุษยชาติก็คือ “เหตุการณ์ระดับแคร์ริงตัน” หรือปรากฏการณ์พายุสุริยะครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1859 ที่ “แสงเหนือ” สามารถมองเห็นได้ทั่วโลก ที่ทำให้หลายครอบครัวลุกขึ้นมาหุงหาอาหารเช้า เพราะคิดว่าพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ทั้งที่ยังเป็นเวลากลางคืน
“เหตุการณ์ระดับแคร์ริงตัน” ได้ส่งผลกระทบกับระบบโทรเลขของแคนาดา เมื่อเกิดกระแสไฟฟ้าปริมาณมากในระบบโทรเลข แม้ว่าพนักงานจะปิดอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยแล้วก็ตาม และหลังจากนั้นก็เกิดไฟไหม้ที่ศูนย์โทรเลขกลาง
แน่นอนว่า แม้ “พายุสุริยะ” เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า และระบบนำร่อง เป็นเรื่องอ่อนไหว เพราะมันมีนัยในเชิงพาณิชย์
ขณะเดียวกัน “การพยากรณ์สภาพอวกาศ” ยังเป็นเรื่องใหม่ของมวลมนุษยชาติเมื่อเทียบกับ “การพยากรณ์ชั้นบรรยากาศ”
แต่ตราบใดที่เราใส่ใจ และเรียนรู้เกี่ยวกับดวงอาทิตย์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวงการขนส่งอุปกรณ์ไปยังอวกาศ การพยากรณ์ถึง “พายุใหญ่” ในครั้งถัดไป อาจมีความยิ่งใกล้เคียงมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่











