จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ยังคงเพิ่มขึ้น นับเป็นปัญหาสำคัญที่สื่อถึง ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา ที่สังคมไทยต้องเผชิญกันมาอย่างยาวนาน โดยรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต่างกำหนดนโยบายเชิงรุก เพื่อตอบสนองต่อปัญหานี้ ซึ่งมาในวันนี้ คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติและรับทราบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout และพร้อมเดินหน้าตามมาตรการนี้แล้ว
โดยที่ผ่านมา มีการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการให้ครอบคลุมในทุกมิติ นั่นคือ มาตรการค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาผ่านการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยกลไกหลักในการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลของเด็กและเยาวชนระหว่างหน่วยงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบสารสนเทศกลางในระยะยาวเพื่อรองรับการบูรณาการข้อมูลและการค้นหาให้มีประสิทธิภาพ
อัปเดต 3 มาตรการ ตอบสนองมิชชั่น Thailand Zero Dropout
การขับเคลื่อนให้ภารกิจการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout เดินหน้าไปสู่ความสำเร็จ ภาครัฐได้อัปเดต 3 มาตรการสำคัญที่พร้อมขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่เป้าหมายนี้
มาตรการติดตาม ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา
โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแต่ละรายทั้งด้านการศึกษา สุขภาวะ พัฒนการ สภาพความเป็นอยู่ และสภาพสังคม ผ่านกลไกจัดการศึกษาเชิงพื้นที่แบบบูรณาการด้วยกลไกคณะกรรมการระดับจังหวัด และช่วยเหลือ ดูแล และส่งต่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาด้วยระบบการช่วยเหลือและส่งต่อสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นรายกรณี

มาตรการจัดการศึกษาและเรียนรู้แบบยืดหยุ่น มีคุณภาพ และเหมาะสมกับศักยภาพของเด็กและเยาวชนแต่ละราย
มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาและพัฒนาเต็มศักยภาพของตนเอง ด้วยการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น โดยให้การรับรองคุณวุฒิหรือเทียบโอนคุณวุฒิการศึกษา/ใบประกอบอาชีพหรือวิชาชีพระหว่างการจัดการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นต้น
มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการศึกษาหรือเรียนรู้
มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ในลักษณะ Learn to Earn ให้เด็กและเยาวชนอายุ 15-18 ปี ได้พัฒนาทักษะการทำงานที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน เหมาะสมตามศักยภาพและมีรายได้เสริมระหว่างเรียน ด้วยการสนับสนุนให้สถานประกอบการเข้าร่วมจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ควบคู่กับการทำงาน มอบหมายให้ รง.พิจารณากำหนดมาตรการที่เหมาะสม
ทั้งนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าพื้นที่จังหวัดขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout รวม 25 จังหวัด เพื่อดูแลกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนที่หลุดออกระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นได้ จำนวน 20,000 คน ในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และจะคลอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เป็นต้นไป และสามารถดูแลกลุ่มเด็กเหล่านี้ได้ทั้งหมดจำนวน 1,000,000 คน ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ซึ่งจะทำให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
จากมาตรการที่วางไว้นี้เอง ได้นำลงมาสู่การปฏิบัติจริงแล้วที่ จ.ราชบุรี โดยเมื่อครั้งที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี ได้สื่อสารไว้ว่า
“ในส่วนตัวผมพยายามทำอะไรที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษา ช่วงที่ยังทำงานอยู่ภาคเอกชนจึงให้บริษัทมาลงพื้นที่ เห็นว่าราชบุรีเป็นจังหวัดที่มีขนาดเหมาะสมพอที่จะช่วยเหลือเด็กทั้งจังหวัดกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังการระบาดของโควิด-19 มีเด็กที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาค่อนข้างมาก”
หลังจากการลงพื้นที่จริงของนายกรัฐมนตรี นำสู่การจัดงาน “All for Education Ratchaburi Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน รวมพลังคนราชบุรีไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง” ซึ่งเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อรวมพลังชาวราชบุรี ผลักดันให้จังหวัดราชบุรีเป็นพื้นที่แห่งแรกในประเทศไทยที่จะไม่มีเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาภายในปี 2567

โดยการปักหมุดครั้งสำคัญของโครงการ ราชบุรี Zero Dropout ภายใต้ภารกิจ Thailand Zero Dropout ที่ตั้งเป้าชัดเจนว่าต้องทำให้เด็กทุกคนต้องได้เรียน ซึ่งเริ่มดำเนินงานตามแผนระยะยาว 3 ปี มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 โดยจังหวัดราชบุรีได้รับเลือกให้เป็นโมเดลต้นแบบในการสร้างกลไกการเปลี่ยนแปลงการศึกษาระดับประเทศ เพื่อช่วยเด็กหลุดจากการศึกษาเป็น ‘ศูนย์’ ภายในปี 2567
ทั้งนี้ หน่วยงานที่มาร่วมมือกันเพื่อพิชิตภารกิจนี้ คือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสมัชชาการศึกษาราชบุรี เป็นผู้ดำเนินงานหลัก ร่วมด้วย บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ได้สนับสนุนเงินทุนในโครงการจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อจุดประกายให้ทุกคนมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเดียวกันคือ ให้เด็กทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุม ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการสำคัญ คือ มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการศึกษาหรือเรียนรู้

ถอดรหัสแนวคิด “การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ”
ด้าน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เคยให้มุมมองสำคัญเรื่องแนวคิด “การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ” ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการเดินหน้าภารกิจนี้ว่า
“การจัดการศึกษาที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง กล้าคิดนอกกรอบ” คือ ทัศนคติที่สำคัญของการสร้างห้องเรียนแห่งโอกาสเพื่อทำให้เด็กทุกคนได้เข้าสู่การศึกษา และ กสศ. จะสนับสนุนและร่วมมือกับทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ทุกสถาบันการศึกษา เพื่อทำให้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบเกิดขึ้นให้ได้และเกิดการขยายผล”
ทั้งนี้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เป็นการจัดการศึกษาที่มีกฎหมายรับรองถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 15 ที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาในระบบด้วยหลักสูตรทั่วไปตามโรงเรียน การศึกษานอกระบบที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม และการศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจ

“สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้ง 3 รูปแบบเลยก็ได้ โดยให้เทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ ทั้งจากสถานศึกษาเดียวกันหรือต่างกัน รวมทั้งการเรียนรู้นอกระบบตามอัธยาศัย ฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์ทำงาน และมาตรา 6 ที่มีใจความว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งตอนนี้เป็นที่น่ายินดีว่ารัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ มีทิศทางและนโยบายสนับสนุนการจัดการศึกษาด้วยแนวคิด 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับครูและโรงเรียนเพื่อทำงานกับเด็กตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่นายกรัฐมนตรีประกาศมุ่งเป้าลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษาให้เหลือศูนย์”
“เพราะเมื่อพิจารณาข้อมูลตัวเลขเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาที่ กสศ. ร่วมกับ 3 กระทรวงหลักคือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ทำการสำรวจและพบว่าเด็กเยาวชนวัย 3-18 ปีที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษาซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 1,025,514 คน และมีความคาดหวังว่าการสร้างโอกาสการศึกษาที่ยืดหยุ่นจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถพาเด็กกลับเข้าสู่การศึกษาได้”

“เราต้องไม่ลืมว่าการพาเด็กกลับมาเรียนไม่ได้สิ้นสุดที่การพบตัวและพากลับไปที่โรงเรียน แต่การตามเด็กกลับมาแล้วจะทำให้เขาไปต่อได้ ต้องมีแนวทางรับมือที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต มีวิธีการที่เอื้อกับการเรียนรู้ของเด็กที่มีภาระหน้าที่ต่างๆ อาทิต้องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว หรือต้องไปประกอบอาชีพหารายได้ ดังนั้นเราต้องมีระบบศูนย์การเรียน มีการฝึกอาชีพ มีห้องเรียนแห่งโอกาส โดยเฉพาะในโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนขนาดเล็ก”
“อีกประเด็นที่ต้องกล่าวถึงคือในกระบวนการนี้ คือ ครูจะมีบทบาทสำคัญในการประคองชีวิตเด็กคนหนึ่ง ให้ไปถึงโอกาส ให้เข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเห็นความสำคัญของการศึกษา การเตรียมตัวเปิดเทอมใหม่นี้ จึงอยากชวนครูสำรวจครอบครัวศิษย์ เพื่อไปดูข้อเท็จจริงในชีวิตของเขาว่ามีข้อแม้อุปสรรคใด ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งขาดเรียนบ่อยหรือมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง แล้วถ้ารู้สภาพจริงที่เด็กเผชิญอยู่ ก็จะสามารถนำข้อมูลนั้นกลับมาวางแผนดูแลช่วยเหลือได้ตรงจุด”

แชร์บทบาทของภาคเอกชนในการจัดการศึกษา เสริมการเรียนรู้ สร้างทักษะอาชีพจำเป็น
และอีกหนึ่งภาคส่วนสำคัญ ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการเดินหน้าภารกิจ Thailand Zero Dropout ที่มานำร่องทำในพื้นที่จังหวัดราชบุรี คือ ภาคเอกชน อย่าง บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน)
สมัชชา พรหมสิริ ผู้บริหารบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมนำเสนอถึงบทบาทภาคเอกชนในการสนับสนุนการศึกษาที่ยืดหยุ่นเพื่อเด็กทุกคนต้องได้เรียน โดยกล่าวว่า
“ในฐานะภาคเอกชนผู้มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราเชื่อว่าทุกภาคส่วนล้วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอต่อการประกอบอาชีพ และพร้อมเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของประเทศ นำมาซึ่งความตั้งใจของแสนสิริในการเดินหน้าโครงการ ‘ราชบุรี Zero Dropout’ ร่วมกับ กสศ. ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อจุดประกายให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไปด้วยกัน”
“โดยกลไกสนับสนุนการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ที่แสนสิริร่วมออกแบบกับ กสศ. โครงการราชบุรี Zero Dropout นั้น เป็นการทำงานในลักษณะพื้นที่นวัตกรรม หรือ Sand Box โดยเริ่มจากการออกหุ้นกู้มูลค่า 100 ล้านบาทนำมาใช้ขับเคลื่อนงานตามเป้าหมาย พร้อมใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับงานด้านการศึกษาจาก กสศ. ในการระดมทุนเพื่อสร้างระบบดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในจังหวัดราชบุรี ภายในกำหนดระยะเวลา 3 ปี โดยหวังว่าจะพบแนวทางสร้างโอกาสทางการศึกษา และลดจำนวนเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาให้เหลือ ‘ศูนย์’”

“ตลอดสามปีเราพบว่าหนทางที่ยั่งยืนและเป็นไปได้ที่สุด คือต้องมีการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของเด็กเยาวชนที่หลากหลาย รวมถึงสามารถเชื่อมโลกการเรียนรู้กับการทำงานเข้าด้วยกัน หรือเป็นการสร้างและพัฒนาโครงข่ายของระบบนิเวศการเรียนรู้ ที่ไม่เพียงสอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้เรียน หากยังต้องตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของภาคธุรกิจเอกชนด้วย”
“โดยนวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เป็น 1 นวัตกรรมที่ กสศ. ร่วมกับโรงเรียนต้นแบบในจังหวัดราชบุรีนำมาใช้ และทำให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน ที่ต้องอาศัยความกล้าหาญเสียสละของเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน รวมไปถึงครูทุกท่าน คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้ได้อย่างไม่ต้องยึดติดอยู่กับการศึกษาเพียงลู่เดียว หรือการวัดประเมินผลด้วยมาตรฐานเพียงแบบเดียว”
“โมเดล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบที่เกิดขึ้นผ่านโรงเรียนต้นแบบในจังหวัดราชบุรี เป็นนวัตกรรมความร่วมมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงกับการศึกษาที่หลายฝ่ายช่วยกันสร้างสรรค์ขึ้น (Co – Creation For Education) โดยหวังว่าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและขยายผลออกไปทั่วประเทศ”
ที่มา : บทความจากเว็บไซต์ กสศ. เรื่อง
- “ครม. รับทราบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ “Thailand Zero Dropout”
- “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ คือจุดเปลี่ยนของโครงสร้างระบบการศึกษาใหม่แบบ Inside Out + Outside In”
- “‘การศึกษาคือการลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน’ บทบาทภาคเอกชนสามารถสนับสนุนการศึกษาที่ยืดหยุ่น เพื่อเด็กทุกคนต้องได้เรียน”












