ขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยขึ้นแท่นอันดับ 2 ของอาเซียน เตรียมพร้อมแรงงานรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2024 ศูนย์จัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันโลก (World Competitiveness Center : WCC) ในสังกัดสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาการจัดการ (International Institute for Management Development : IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ/เขตเศรษฐกิจประจำปี 2024 หรือ IMD World Competitiveness Ranking 2024


การจัดอันดับดังกล่าว มี 67 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจเข้าร่วมการประเมินและจัดอันดับ โดยมีเกณฑ์หลักในการประเมิน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1. สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) 2. ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) 3. ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) และ 4. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
ผลการจัดอันดับประจำปี 2024 ปรากฏว่า สิงคโปร์กลับขึ้นไปอยู่อันดับที่ 1 ได้สำเร็จ หลังจากที่เคยอยู่ในอันดับ 1 ครั้งล่าสุดในปี 2020 และร่วงลงในปี 2021 ก่อนจะขยับมาอยู่อันดับ 3 เมื่อปี 2023 
จุดเด่นของสิงคโปร์คือ เป็นผู้นำในด้านทัศนคติและค่านิยม โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี และตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันสิงคโปร์ยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพในด้านราคา สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกรอบทางสังคม และเตรียมรับมือกับความท้าทายที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่ไม่แน่นอน สนับสนุนให้แรงงานและกลุ่มธุรกิจคว้าโอกาสและจัดการกับการหยุดชะงักที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันในอนาคต
การฝึกซ้อมพายเรือมังกรในสิงคโปร์ วันที่ 8 มิ.ย. 2024

สำหรับ 20 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถการแข่งขันสูงที่สุดในปี 2024 คือ

1. สิงคโปร์
2. สวิตเซอร์แลนด์
3. เดนมาร์ก
4. ไอร์แลนด์
5. ฮ่องกง
6. สวีเดน
7. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
8. ไต้หวัน
9. เนเธอร์แลนด์
10. นอร์เวย์
11. กาตาร์
12. สหรัฐอเมริกา
13. ออสเตรเลีย
14. จีน
15. ฟินแลนด์
16. ซาอุดีอาระเบีย
17. ไอซ์แลนด์
18. เบลเยียม
19. แคนาดา
20. เกาหลีใต้
เศรษฐกิจไทย
ขณะที่ ประเทศไทย ผลปรากฏว่าอันดับขีดความสามารถขยับขึ้นถึง 5 อันดับ ครองอันดับที่ 25 จากอันดับ 30 ในปีที่ผ่านมา
ปัจจัยหลักที่ไทยทำผลงานได้ดีคือ ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ครองอันดับ 5 ด้วยคะแนน 64.3 ดีขึ้นถึง 11 อันดับ จากอันดับที่ 16 ในปี 2023 เนื่องมาจากได้คะแนนที่โดดเด่นด้าน International Trade ดีขึ้นมาถึง 23 อันดับ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ก็ดีขึ้นได้แก่ ประเด็นการจ้างงาน (Employment) ราคา (Prices) และเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Economy) ส่วนด้านอื่นๆ ได้คะแนน ดังนี้ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ อันดับที่ 20 ได้ 62.0 คะแนน ประสิทธิภาพของภาครัฐ อันดับที่ 24 ได้ 55.1 คะแนน และโครงสร้างพื้นฐาน อันดับที่ 43 ได้ 40.2 คะแนน 
ต้องยอมรับว่าขีดความสามารถของไทยในปีนี้ แซงมาเลเซีย และขึ้นเป็นที่ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ ซึ่งครองแชมป์ในปีนี้
อย่างไรก็ดี ยังมีความท้าทายต่อประเทศไทย อาทิ ค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและความกังวลต่อหนี้สินครัวเรือน รวมถึงความตระหนักรู้และความสามารถของ SMEs ในการจัดการกับกฎระเบียบระหว่างประเทศเกี่ยวกับการปล่อยคาร์บอนต่ำ การจัดการกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
ในด้านการจัดเตรียมบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เตรียมทัพกำลังคน ตามนโยบาย IGNITE THAILAND: Future Workforce for Future Industry เพื่อให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น

เด็กอาชีวะ 5.0

โดยภายในระยะ 5 ปีข้างหน้า ได้ตั้งเป้าสำหรับ Semiconductor & Advanced Electronics ไว้ที่ 80,000 คน EV 150,000 คน (ICE มี 600,000 คน) และ AI 50,000 คน ปัจจุบัน ได้เริ่มดำเนินการผลิตกำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไปแล้ว 6 โครงการ โดยมี 3 โครงการที่เป็น Quick Win เห็นผลในระยะสั้น ได้แก่
1. การพัฒนาและเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) เช่น โครงการ STEM PLUS หลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น สำหรับกำลังคนที่อยู่ในอุตสาหกรรม โดยมีแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนที่ส่งบุคลากรมาเรียน สามารถนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมไปลดหย่อนภาษีได้ 250% ปัจจุบันมีหลักสูตรด้านอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 150 หลักสูตร ด้าน EV 124 หลักสูตร ด้าน AI 313 หลักสูตร ตั้งเป้าผลิตกำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 12,500 คนต่อปี ด้าน EV 24,000 คนต่อปี ด้าน AI 8,000 คนต่อปี
2. โครงการ Coop+ หรือ สหกิจศึกษาพลัส ที่นำนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์มาพัฒนาทักษะเพิ่มเติมและฝึกงานกับภาคอุตสาหกรรม หลังจบการศึกษาแล้วยังสามารถทำงานกับบริษัทได้ทันที โดยตั้งเป้าผลิตกำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์ 1,500 คนต่อปี เริ่มนำร่องไปแล้วกับ 8 บริษัทชั้นนำ ขณะที่ด้าน EV และ AI ก็จะใช้รูปแบบเดียวกัน โดยตั้งเป้าด้าน EV 500 คนต่อปี ด้าน AI 500 คนต่อปี
3. โครงการสหกิจศึกษาในต่างประเทศ โดยการส่งนักศึกษาไปฝึกงานในมหาวิทยาลัยหรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ 3 ด้านนี้ในต่างประเทศ ล่าสุดได้ร่วมมือกับอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน สหราชอาณาจักร ในการส่งนักเรียนทุนไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกด้านเซมิคอนดักเตอร์ และจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันในด้าน EV และด้าน AI เพื่อให้เพียงพอต่อการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่ในประเทศ