วันนี้ มีข่าวดีล่าสุดจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เผยผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดย IMD World Competitiveness Center ประจำปี 2567 หรือ IMD 2024 พร้อมข้อสังเกตเพื่อขยับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ในปีนี้ดีขึ้นถึง 5 อันดับจากปีที่แล้ว
ดร.สิริพร พิทยโสภณ นักยุทธศาสตร์ระดับสูง รักษาการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยว่า
“จากการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเขตเศรษฐกิจ 67 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดย IMD World Competitiveness Center ประจำปี 2567 หรือ IMD 2024 พบว่าในปี 2567 อันดับของประเทศไทยดีขึ้น 5 อันดับ จากอันดับที่ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 25 ของโลก และเป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์”

“อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปัจจัย 4 ด้านที่ใช้ในการจัดอันดับ ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นจากปีที่แล้วใน 2 ด้าน คือสมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) และประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) โดยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจมีอันดับดีขึ้นมากที่สุดถึง 11 อันดับ จากอันดับที่ 16 เป็นอันดับที่ 5 ขณะที่ด้านประสิทธิภาพภาครัฐอันดับดีขึ้น 3 อันดับ จากอันดับที่ 23 เป็นอันดับที่ 20 ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐาน อยู่ในอันดับ 43 เท่าเดิม และด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ คงที่อยู่ในอันดับที่ 24”

“ในส่วนของปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ พบว่ามีตัวชี้วัดภายในที่มีการเปลี่ยนแปลงอันดับอย่างชัดเจน ได้แก่ ตัวชี้วัดจำนวนผลงานที่ตีพิมพ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีอันดับดีขึ้นจาก 29 เป็น 25 เพิ่มขึ้นจาก 13,468 รายการ เป็น 18,491 รายการ และ ตัวชี้วัดจำนวนสิทธิบัตรที่มีผลบังคับใช้ต่อประชากร 100,000 คน มีอันดับดีขึ้นจาก 56 เป็น 55 เพิ่มขึ้นจาก 5.5 เป็น 6.2”
นอกจากนั้น ปัจจัยด้านการศึกษา ยังมีตัวชี้วัดภายในที่มีการเปลี่ยนแปลงอันดับอย่างชัดเจนเช่นกัน ได้แก่ ตัวชี้วัดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของทั้งประเทศต่อ GDP อันดับดีขึ้นจาก 51 เป็น 32 ซึ่งขยับขึ้นถึง 19 อันดับ คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อ GDP เพิ่มขึ้นจาก 3.60% เป็น 4.80% และตัวชี้วัดอัตราส่วนประชากรที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา อันดับดีขึ้นจาก 46 เป็น 44 เพิ่มขึ้นจาก 35% เป็น 46%”

“แต่ในทางกลับกัน พบว่ามีตัวชี้วัดที่มีอันดับลดลงอย่างชัดเจน ได้แก่ ตัวชี้วัดสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่เอื้อต่อการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ อันดับลดลงจาก 34 เป็น 43 ได้รับคะแนนลดลงจาก 6.16 เป็น 5.71 คะแนน ตัวชี้วัดค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้งประเทศต่อ GDP อันดับลดลงจาก 34 เป็น 37 สัดส่วนลดลงจาก 1.21% เป็น 1.16% ตัวชี้วัดการจัดการศึกษาสาขาบริหารจัดการตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจ อันดับลดลงจาก 19 เป็น 32 คะแนนลดลงจาก 7.07 เป็น 6.44 คะแนน และตัวชี้วัดทักษะทางภาษาตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจ อันดับลดลงจาก 47 เป็น 54 คะแนนลดลงจาก 5.38 เป็น 5.22 คะแนน”
ดร.สิริพร กล่าวว่า จากผลการจัดอันดับดังกล่าว สอวช. มีข้อสังเกตเพื่อการขยับอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และการศึกษา ดังนี้
1. สป.อว. ได้มีการแต่งตั้ง “คณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในการนำข้อเสนอแนวทางการผลักดันอันดับความสามารถทางการแข่งขันโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (Scientific infrastructure) ของประเทศไปสู่การปฏิบัติตั้งแต่ปี 2564 ทำหน้าที่เสมือนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการขยับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาของไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อให้การดำเนินงานของคณะทำงานนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงควรมีการดำเนินงาน ติดตาม และรายงานผลการดำเนินงานต่อกระทรวง อว. อย่างต่อเนื่อง
2. กระทรวง อว. สามารถทำงานร่วมกับสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ด้านการประชาสัมพันธ์นโยบายสำคัญที่ภาครัฐดำเนินงานขับเคลื่อนด้าน อววน. เพื่อเพิ่มช่องทางการสื่อสารไปสู่ภาคเอกชนได้มากขึ้น
ส่วนในแง่มุมทางเศรษฐกิจ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) ระบุว่าปัจจัยหลักที่ IMD 2024 ใช้ในการจัดอันดับรวม 4 ด้าน มี 2 ปัจจัยที่ไทยมีอันดับดีขึ้นในปีนี้คือ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ที่ดีขึ้นถึง 11 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 5 และประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ดีขึ้น 3 อันดับ จากอันดับที่ 23 เป็นอันดับที่ 20 ในปีนี้
ทั้งนี้ อันดับที่ดีขึ้นในด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจมาจากประเด็นด้านการค้าระหว่างประเทศ (International Trade) ที่ดีขึ้นถึง 23 อันดับมาอยู่อันดับที่ 6 ในปีนี้ อันเนื่องมาจากประเด็นด้านการท่องเที่ยวที่สัดส่วนของรายได้จากการท่องเที่ยวต่อ GDP (Tourism receipts) และการส่งออกด้านบริการ (Export of commercial services) รวมถึงดุลบัญชีเดินสะพัดมีอันดับที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก

ในขณะที่ด้านระดับราคาและค่าครองชีพ (Prices) ดีขึ้น 10 อันดับจากปีที่แล้ว นอกจากนี้ ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) มีอันดับดีขึ้นเล็กน้อย จากอันดับที่ 23 ในปี 2566 เป็นอันดับที่ 20 ในปี 2567 จากตัวชี้วัดด้านการบริหารจัดการ (Management Practices) ที่ตัวชี้วัดเกี่ยวกับความกลัวความล้มเหลวของผู้ประกอบการ (Entrepreneurial fear of failure) และกิจกรรมของผู้ประกอบการขั้นต้น (Total early-stage Entrepreneurial Activity) มีค่าและอันดับที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีถึงผลของความพยายามของทุกภาคส่วนในการผลักดันเรื่องนี้
อัปเดตเทรนด์เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศของไทย
‘Regionalization’ เทรนด์สำคัญ ดันศักยภาพไทยให้เป็นศูนย์กลาง ‘การจัดงานไมซ์ภูมิภาค’











