เอสซีจี แชร์ต้นแบบการขับเคลื่อน Inclusive Society ผ่านมุมมอง 4 หญิงแกร่ง จาก 4 ชุมชนต้นแบบทั่วไทย

“สังคมเปลี่ยนแปลง สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ธุรกิจเปลี่ยนแปลง ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง เราจึงมารวมตัวกัน เพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น” นี่คือถ้อยความที่หนังสือ “เหตุผลที่เรามารวมกัน” พ็อกเกตบุ๊กเล่มล่าสุดของ เอสซีจี ต้องการสื่อสารกับทุกคน ซึ่งเราจะยิ่งเข้าใจและเห็นภาพเดียวกันนี้ชัดยิ่งขึ้นจากงาน SCG “The Possibilities for Inclusive Society – เติบโตไปด้วยกัน…กับโลกที่ยั่งยืน” เพราะภายในงานมีการพูดคุยกับ 4 ตัวแทนผู้นำชุมชนจาก 4 ภาคของไทย มาร่วมแบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์ พร้อมส่งต่อพลังบวกและแรงบันดาลใจในการลุกขึ้นมาทำดี เพื่อตนเอง สังคม ชุมชน และประเทศชาติ


รับรู้ปณิธานของ เอสซีจี กับการขับเคลื่อนสู่ Inclusive Society ส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมน่าอยู่ให้คนรุ่นถัดไป

การจัดงาน SCG “The Possibilities for Inclusive Society” ในครั้งนี้ เอสซีจีได้เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ในการชวนทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยน แบ่งปัน และสานต่อภารกิจความยั่งยืนให้อยู่คู่สังคมไทย เพื่อเน้นย้ำใจความ “เหตุผลที่เรามารวมกัน” ที่สื่อสารไว้ในหนังสือ ซึ่งเป็น Key Success หลักของความสำเร็จในการพัฒนาที่ผ่านมา

ชนะ ภูมี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่การบริหารความยั่งยืน เอสซีจี กล่าวว่า “ธุรกิจต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก สังคม และยุคสมัย เอสซีจีจึงยกระดับการขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่ Inclusive Society ร่วมกับพนักงาน เครือข่าย พันธมิตร และชุมชน สร้างการเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาอย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อมยั่งยืน และส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้คนรุ่นต่อไป โดยยึดหลักการมุ่งผลักดันสังคมเติบโตไปด้วยกัน 4 ด้าน
ฟื้นน้ำ สร้างป่า ผ่านการดำเนินงานมาเกือบ 20 ปี ในโครงการ ‘รักษ์ภูผามหานที’ ที่ตั้งใจถ่ายทอดแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนให้ชุมชนนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มีน้ำกิน น้ำใช้ และน้ำทำเกษตรตลอดปี พร้อมจับมือกับชุมชนดูแลระบบนิเวศให้สมบูรณ์และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ โดยตั้งเป้าหมายปลูก ฟื้นฟู อนุรักษ์ป่า 3 ล้านไร่ในปี 2593 ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 5 ล้านตันต่อปี
พัฒนาอาชีพมั่นคง เดินหน้าพัฒนาทักษะอาชีพ ให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ ‘พลังชุมชน’ พัฒนาศักยภาพชุมชน แก้จนด้วยความรู้คู่คุณธรรม ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าท้องถิ่นมีอัตลักษณ์และตอบโจทย์ตลาด จนถึงปัจจุบันสร้างอาชีพไปแล้ว 4,942 คน สร้างรายได้เพิ่มกว่า 4-5 เท่า เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง 24 จังหวัดทั่วประเทศ

ส่งเสริมสุขภาวะ สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงระบบสาธารณสุข อาทิ โครงการ ‘แพทย์ดิจิทัล ดูแลผู้ป่วยทางไกล’ ใช้นวัตกรรม DoCare ระบบ Tele-monitoring และ Telemedicine ของเอสซีจี ดูแลผู้ป่วยทางไกลด้วยระบบติดตามสุขภาพ เก็บข้อมูลอย่างแม่นยำและต่อเนื่อง พร้อมระบบปรึกษาแพทย์ทางไกล ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลจึงสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดเวลา ประหยัดค่าเดินทาง ปัจจุบันขยายผลใช้กับโรงพยาบาลแล้ว 13 โรงพยาบาล 1 วิสาหกิจเพื่อสังคม ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วไทย พร้อมตั้งเป้าขยายอีก 10 โรงพยาบาล ใน 10 จังหวัด ภายในปี 2567
สนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’ ความร่วมมือบูรณาการระหว่างรัฐ-เอกชน-ประชาชน (PPP: Public-Private-People Partnership) เปลี่ยนจังหวัดสระบุรีให้เป็นเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้จังหวัดอื่นๆ เปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2608 ความร่วมมือในสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ที่เกิดขึ้นแล้ว อาทิ การกำหนดใช้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในทุกงานก่อสร้างในจังหวัดสระบุรีตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป การทำนาเปียกสลับแห้ง ช่วยลดการใช้น้ำ ลดก๊าซมีเทน การปลูกหญ้าเนเปียร์พืชพลังงานสูง และนำของเหลือจากการเกษตรและขยะชุมชนไปแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน รวมทั้งร่วมกับชุมชนในการสร้างป่าชุมชนต้นแบบของจังหวัดที่ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างรายได้ให้ชุมชน

ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก 4 หญิงแกร่ง ตัวแทนผู้นำชุมชน 4 ภาค พร้อมส่งต่อพลังบวก สร้างสังคมไทยน่าอยู่ทุกมิติ

เพื่อให้เห็นภาพความสำเร็จที่ผ่านมาที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาสังคมทุกมิติ เอสซีจี ได้เชิญ 4 หญิงแกร่งจาก 4 ภาค ที่เป็นตัวแทนชุมชนและต้นแบบความสำเร็จของการผลักดันสังคมให้เติบโตไปด้วยกัน 4 ด้าน มาแชร์ประสบการณ์จริง พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆ ไปยังทุกพื้นที่ทั่วไทย เริ่มจาก วันดี อินทรพรม กำนันตำบลแกลง จังหวัดระยอง ที่บอกเล่าถึงปัญหาในพื้นที่ว่า

“เมื่อสิบกว่าปีก่อนที่บ้านมาบจันทร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ไม่ได้อุดมสมบูรณ์แบบนี้เลย ที่นี่เป็นเขาหัวโล้น เพราะการบุกรุกที่ป่า และเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ สัตว์ป่าก็หนีกันไปหมด ทำให้ที่นี่เกิดปัญหาภัยแล้งซ้าซากเป็นเวลาหลายปี พอฝนตกก็ไม่มีต้นไม้คอยดูดซับ ทำให้หน้าดินพังทลาย กักเก็บน้ำไม่ได้ เพาะปลูกไม่ได้ และต้องซื้อน้ำจากที่อื่นมาใช้ เราเคยรวมตัวกันปลูกป่า แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะเราไม่มีความรู้ในการปลูกป่าให้สมบูรณ์”
หลังจากหาวิธีการเพื่อพลิกฟื้นป่ารอบเขายายดาให้อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง วันดีได้รับทราบเรื่องราวโครงการสร้างฝายชะลอน้ำที่ประสบความสำเร็จของ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ในพื้นที่จังหวัดลำปาง เธอจึงได้ติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาในการพลิกฟื้นชุมชนแห่งนี้ในช่วงปี พ.ศ. 2550
จากนั้นไม่นาน เอสซีจี เคมิคอลส์ ตอบรับเป็นที่ปรึกษาและ “พี่เลี้ยง” ในการพลิกฟื้นชุมชนรอบเขายายดา หลังจากได้สำรวจพื้นที่แล้ว ทาง เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้จัดทำโครงการ “เก็บน้ำดี มีน้ำใช้ ด้วยโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ” เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง สร้างระบบการจัดการน้ำในชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
สร้างคน : รวมพลังสร้างกลุ่มแกนนำในชุมชนที่พร้อมทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เสียสละ กล้าตัดสินใจ บนฐานพื้นของการรับฟังความคิดเห็น
สร้างกติกา : ตั้งกติกาการใช้น้ำของชุมชน บนพื้นฐานของความเกื้อกูลกันและกัน
เก็บน้ำ : เก็บน้ำในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด และอยู่ได้นานที่สุด รวมไปถึงฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำ และแหล่งเก็บน้ำของชุมชนด้วยการเก็บน้ำหลากในหน้าฝนเพื่อนำไปใช้ในหน้าแล้ง
เก็บข้อมูล : เก็บข้อมูลต้นทุนน้ำที่มีอยู่ตามจุดต่างๆ ในชุมชน เพื่อนำข้อเท็จจริงที่พบในพื้นที่ที่ใช้นำมาวิเคราะห์การจัดน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
“พอเริ่มสร้างฝายตั้งแต่ปี 2551 ถึง 2553 พวกเราก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงบนเขายายดา จนทำให้วันนี้ป่าเขายายดากลับมาคืนความอุดมสมบูรณ์ เพาะปลูกพืชผักหลากหลายได้ตลอดปี และทางเอสซีจี เคมิคอลส์ ก็ช่วยแนะนำให้เรานำผลผลิตไปแปรรูปเป็นสินค้าต่างๆ ได้มากมาย และรวมถึงต่อยอดบ้านมาบจันทร์ของเราให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทำรายได้เข้ามาในชุมชนได้อีกมากมาย ต้องขอขอบคุณเอสซีจี เคมิคอลส์ ที่เป็นทั้งเพื่อนและพี่เลี้ยงช่วยดูแลพวกเราอย่างใกล้ชิด” กำนันวันดี กล่าวสรุปด้วยรอยยิ้ม
อำพร วงค์ษา
จากนั้น อำพร วงค์ษา ประธานศูนย์หัตถกรรมบ้านงานฝีมือบ้านผาหนาม จังหวัดลำพูน หนึ่งในสมาชิก ‘โครงการพลังชุมชน’ ผู้พลิกวิกฤตของชีวิตเป็นแรงผลักดันสร้างโอกาสให้กับตัวเอง พร้อมทั้งเดินหน้าสร้างอาชีพให้คนในชุมชน เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ว่างงาน และผู้หญิงที่ขาดโอกาสในการทำงาน บอกเล่าถึงความสำเร็จของการผลักดันสังคมให้เติบโตไปด้วยกัน
“จากที่เรามีเงินเดือน แล้วต้องมาอยู่แบบไม่มีเงินเดือนมันทำให้ชีวิตเราลำบาก ทำเกษตรไม่ได้เพราะมีภาระที่ต้องดูแล จึงจำเป็นที่จะต้องหาอะไรสักอย่างเพื่อเป็นอาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารัก คือ หัตถกรรม ด้วยการที่ชอบเย็บปักถักร้อย ‘งานถัก’ จึงเป็นงานแรกที่เลือก ถักผ้าม่าน ผ้าคลุมไหล่ ถักเสื้อ และไปทำเสนอขายและได้ตลาด จากนั้นทำให้ชีวิตเริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เริ่มหาคนมาทำช่วยและมีออเดอร์”
และควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจ ครูอ้อ ก็ได้แสวงหาความรู้เมเติม ด้วยการเข้าอบรมในโครงการพลังปัญญาของเอสซีจี ในปี 2558 เพื่อนำความรู้มาพัฒนา ต่อยอดสู่การเข้าร่วม โครงการพลังชุมชน ของเอสซีจี ซึ่งเป็นหลักสูตรเสริมสร้างความรู้ชุมชน สร้างอาชีพยั่งยืน

โดยโครงการนี้ตั้งใจขยายผลศาสตร์พระราชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนลุกขึ้นมาพัฒนา พึ่งพาตนเอง ด้วยภูมิปัญญาและวัตถุดิบท้องถิ่นมาต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่า สร้างอัตลักษณ์สินค้าให้โดดเด่น รู้จักตลาดก่อนผลิตและขาย สร้างแบรนด์ทำการตลาด ขยายช่องทางการขาย ทั้งออฟไลน์และออนไลน์
“โครงการพลังชุมชนของเอสซีจี สอนให้เห็นคุณค่าในตัวเอง ด้วยการทำงานที่ตัวเองรักและถนัด คือ งานหัตถกรรม เช่น การเย็บปัก ทำดอกไม้ประดิษฐ์ และเราทำมันได้เต็มที่ สามารถพัฒนาต่อยอด ช่วยสร้างรายได้ให้ครอบครัว และยังได้แบ่งปันความรู้ให้คนในชุมชนที่ว่างงานและกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ ผู้สูงวัย ทำงานฝีมือให้มีรายได้ มีงานทำ พึ่งพาตัวเอง เราพัฒนาจากสิ่งที่เรามี ก็สามารถช่วยเหลือแบ่งปันคนอื่นได้”
สุจิตรา ป้านวัน
ต่อมา สุจิตรา ป้านวัน ประธานชุมชนวังขรีวิถียั่งยืน ผู้ก่อตั้ง ‘กลุ่มเยาวชนยิ้มแฉ่งให้ด้วยใจ’ เพื่อแก้ปัญหาขยะ สร้างความร่วมมือภายในชุมชน เชื่อมเยาวชนและผู้สูงวัยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พัฒนาชุมชนให้สะอาด น่าอยู่ พร้อมมุ่งสู่การเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำ
“เราเริ่มลงพื้นที่ตำบลนาไม้ไผ่ ซึ่งมีอยู่เกือบ 3 พันครัวเรือน 14 หมู่บ้าน โดยเริ่มต้นที่หมู่ 13 เพราะเป็นหมู่บ้านหลังเขาที่อยู่ห่างไกล ด้วยการใช้เวลาทุกเสาร์ – อาทิตย์ เข้าไปทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยกับเด็กๆ กว่า 1 ปี เด็กๆ จึงเปิดใจและเข้าร่วมกลุ่ม โดยเริ่มต้นจากเด็ก 15 คน จนปัจจุบัน มีน้องๆ กลุ่มเยาวชนยิ้มแฉ่งให้ด้วยใจถึง 7 รุ่น และมี 250 ครัวเรือน จาก 7 หมู่บ้าน เข้าร่วมกิจกรรมการจัดการขยะนี้”
“โดยนอกจากกิจกรรมที่ชวนเด็กๆ ไปร่วมกิจกรรมเก็บขยะ และให้ความรู้เรื่องการแยกขยะเพื่อนำไปขายสร้างรายได้แล้ว พี่หหนูยังใช้ ขยะ เป็นสื่อกลาง เชื่อมคนสองวัย คือ วัยเด็กและวัยสูงอายุในชุมชน ให้ได้มีโอกาสพูดคุย ทำกิจกรรมร่วมกัน โดย พี่หนูจะนำกลุ่มเด็กๆ ไปเยี่ยมบ้านผู้พิการและผู้สูงอายุ ทำให้เด็กๆ ได้เห็นถึงความเป็นอยู่ของผู้ที่อยู่อย่างยากลำบาก และสอนให้รู้จักการช่วยเหลือ ช่วยกันทำความสะอาดและจัดการขยะ เพื่อให้ผู้พิการและผู้สูงอายุมีสุขอนามัยที่ดีขึ้น”

จากจุดเริ่มต้นของการใช้ “ขยะ” เป็นเครื่องมือ สร้างความใกล้ชิดระหว่างคนสองววัย มาในวันนี้ ผลลัพธ์ของความพยายามและตั้งใจของพี่หนูกเกิดประโยชน์โพดผล ออกกดอกออกผลชัดเจน ทำให้ชุมชนในตำบลบ้านนาไม้ไผ่ เป็นต้นแบบของ ชุมชน Like (ไร้) ขยะ สามารถ “สร้างขยะเป็นรายได้” จากการนำขยะที่เด็กๆ เดินเก็บจากข้างถนน และขยะที่ชาวบ้านส่งมอบให้มาคัดแยก นำไปขายสร้างรายได้คืนกลับมายังชุมชน
โดยความสำเร็จในโครงการนี้ เกิดขึ้นได้จาก “ความร่วมมือ” ของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ซึ่งโครงการนี้ได้เชื่อมต่อกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หน่วยงานราชการในจังหวัดนครศรีธรรมราช และ เอสซีจี ที่มีโรงงานอยู่ที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะที่สามารถนำไปขายและทำเป็นเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมได้ นั่นคือ ขยะ RDF
มาถึงต้นแบบสุดท้าย นิโลบล ลิจุติภูมิ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี บุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีแม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข ด้วยการใช้เทคโนโลยีแพทย์ดิจิทัลจากโครงการ ‘แพทย์ดิจิทัล ดูแลผู้ป่วยทางไกล’

“โรงพยาบาลท่าวุ้งได้เปลี่ยนระบบการดูแลสุขภาพให้เป็นวงจรที่ยิ่งทำ ยิ่งดี โดยนัดคนไข้ไปที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือจุดบริการสาธารณสุขชุมชน ซึ่งกระจายอยู่ในหมู่บ้านต่างๆ อาสาสมัครสาธารณสุขทำการเจาะเลือดแค่ห้านาทีคนไข้ก็เดินกลับบ้านได้เลย คุณภาพไม่ต่างจากมาที่โรงพยาบาล และวันรุ่งขึ้นยาจะถูกส่งไปที่บ้าน”
“นอกจากนั้น เรายังใช้อุปกรณ์จาก DoCare ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากเอสซีจี มาบันทึกข้อมูลคนไข้ที่เข้ามาตรวจร่างกายในจุดบริการสาธารณสุขชุมชน และแพทย์จากโรงพยาบาลสามารถเรียกดูข้อมูลได้ โดยที่คนไข้ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อไปรอพบหมอนานๆ ช่วยบรรเทาความแออัดของจำนวนคนไข้ที่โรงพยาบาล ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้คนไข้ เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ประหยัดทั้งเงินและเวลา”
“ขณะที่คนไข้ติดเตียงซึ่งไม่สามารถมาหาหมอที่โรงพยาบาลได้ก็สามารถพูดคุย เห็นหน้าหมอจากหน้าจอแท็บเล็ตได้โดยตรง ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคนไข้ในเรื่องการดูแล การใช้ยาที่ถูกต้อง โดยอุปกรณ์ DoCare หนึ่งเครื่องสามารถดูแลคนไข้ได้ 50 คนต่อวัน ไม่เฉพาะคนไข้ที่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงทันเวลาและมีประสิทธิภาพบุคลากรการแพทย์เองก็ลดควาตึงเครียด ลดมาณงานลง ทำให้สามารถดูแลคนไข้รายอื่นๆ ได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น”

ต้นแบบการพัฒนาชุมชนทั่วไทยที่สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย 

‘Thailand’s Food Bank’ ความหวังใหม่ของการส่งต่อ “อาหารส่วนเกิน” สู่กลุ่มเปราะบาง ลดขยะอาหาร สร้างความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืน

พลิกชะตา 800 ชีวิตบนเกาะกลางแม่น้ำตากใบ จ.นราธิวาส ปลดล็อค ปัญหาความยากจน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนปลายด้ามขวานไทย ด้วยโครงการวิจัย มนร.

ถอดบทเรียนการปลดล็อค ศรีสะเกษ จากจังหวัดยากจนสู่ เมืองเกษตรอินทรีย์ ด้วย โมเดลเศรษฐกิจ BCG

Previous article“ใบอ้อยอัดเม็ด-อัดก้อน” นวัตกรรมแปรรูปเกษตรเหลือทิ้ง แก้ปัญหา PM2.5 รายแรกของเมืองไทย
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.178
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์