Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.180

ซาอุฯ ซื้อไม้ล้อมไทย 10 ล้านต้น ป้อนโครงการ Saudi Vision 2030 ปลูกต้นไม้ 1 หมื่นล้านต้นSaudi Vision 2030

ดร.นลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยภายหลังการหารือกับนาย Osama Kokandy ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท Vision Ambassadors ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการค้า การลงทุนระหว่างประเทศจากซาอุดีอาระเบีย โดยให้บริการทั้งในด้านการบริหาร การสนับสนุนทางการเงินและทางเทคนิคแก่นักลงทุนว่า ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และการหาแนวทางในการขยายความร่วมมือมือในภาคส่วนสําคัญระหว่างไทยและซาอุฯ โดยล่าสุดบริษัท Vision Ambassadors ได้จัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท ซัสเทนเนเบิ้ล ดีเวลลอปเม้น จำกัด เพื่อส่งต้นไม้ล้อมในประเทศไทยให้กับซาอุฯ และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยตั้งเป้าส่งออกต้นไม้ล้อมไว้ที่ 10 ล้านตน เพื่อตอบโจทย์ Saudi Arabia Green initiative ตามนโยบาย Saudi Vision 2030  ที่ต้องการต้นไม้ 1 หมื่นล้านต้น ทั้งนี้ มีพันธุ์พืชในประเทศไทยกว่า 200 ชนิดที่สามารถปลูกได้ในประเทศซาอุฯ และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยการส่งออกไม้ล้อมนี้เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยและแก่เกษตรกรผู้ปลูกไม้ล้อมอย่างยั่งยืน ในปี 2566 ซาอุดีอาระเบียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 17 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับ 2 ในตะวันออกกลาง โดยการค้าสองฝ่ายมีมูลค่ากว่า 8,796.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“ลิซ่า” ต้นแบบเยาวชน สำนึกรักบ้านเกิด ส่งเสริม Soft Power ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไทย

ผลงานมิวสิควิดีโอ (MV) เดี่ยว ชิ้นล่าสุด เพลง “ROCKSTAR” ของลิซ่า ลลิษา มโนบาล นอกจากเป็นการประเดิมเพลงเดี่ยวเพลงแรกจากค่าย LLOUD ซึ่งเป็นค่ายเพลงของ ลิซ่า เอง เป็นการถ่ายทำมิวสิควิดีโอ โดยใช้ทีมงาน นักเต้น นักแสดงประกอบ และสถานที่ในกรุงเทพฯ ได้แก่ ย่านเยาวราช และโรงหนังออสการ์เก่า ซอยเพชรบุรี 39 เป็นการนำเสนอ Soft Power ของไทย กระตุ้นการท่องเที่ยวท้องถิ่น ยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ดึงดูดผู้ที่ติดตามของลิซ่าที่มีอยู่ทั่วโลกให้หันมาสนใจบรรยากาศการเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น ถือเป็นโอกาสเพิ่มกระแสความนิยมในการท่องเที่ยวไทย ดันเยาวราชเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ชั่วข้ามคืน การกลับมาครั้งนี้ของ ลิซ่า นับเป็นการยืนยันให้ทั่วโลกได้เห็นว่าเธอคือ Rockstar ศิลปินระดับโลก ในสไตล์ฮิปฮอปที่เจ้าตัวชื่นชอบ กลายเป็นเทรนด์อันดับหนึ่งในหลายโซเชียลมีเดียทั่วโลก กับแฮชแท็ก #MusicianLISAisBack และ #LLOUD และ Rockstar ยังสามารถแตะทะลุ 1 ล้านวิวภายในไม่ถึง 30 นาทีอีกด้วย

ช็อค! เยาวชนเข้าใจผิด “บุหรี่ไฟฟ้า” มีนิโคตินดีต่อร่างกาย ทำให้เลิกบุหรี่มวนได้

นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในสังคมไทย และสังคมโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนซึ่งอยู่ในช่วงวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจากผลสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า/พอต ของเยาวชนไทย จำนวน 40,164 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 – 27 พฤษภาคม 2567 โดยกองสุขศึกษาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย และกรุงเทพมหานคร พบว่า เยาวชนไทยอายุระหว่าง 6-30 ปีมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 18.60 เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า เพศชายสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงที่สุด ร้อยละ 21.49 รองลงมา LGBTQ+ ร้อยละ 19.73 และเพศหญิง ร้อยละ 16.22 เมื่อสอบถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของเยาวชน พบว่ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า คือ เข้าใจว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้สามารถเลิกบุหรี่มวนได้ ร้อยละ 61.23 เข้าใจว่านิโคตินส่งผลดีต่อร่างกาย ร้อยละ 51.19 เข้าใจว่าน้ำยาของบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนผสมของนิโคติน ร้อยละ 26.28 เข้าใจว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย ร้อยละ 23.28 และเข้าใจว่าควันบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย ร้อยละ 12.53 นอกจากนี้เยาวชนยังมีความเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้า/พอต อันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ร้อยละ 50.2 อีกด้วย แสดงให้เห็นว่าเยาวชน ยังขาดความรู้ และความตระหนักถึงผลกระทบจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าและยังมีความเชื่อที่ผิด เพราะในบุหรี่ไฟฟ้ามีสารเสพติดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ส่งผลเสียต่อระบบหายใจ ระบบหลอดเลือดสมอง ระบบประสาทและสมองและอื่นๆ และยังนำไปสู่ยาเสพติดชนิดร้ายที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ธปท. กำชับสถาบันการเงินทำธุรกรรมกับประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ป้องกันการฟอกเงิน

รายงานการแถลงข่าวร่วมสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ตามที่ ปรากฎข่าวเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของสถาบันการเงินไทยกับประเทศเมียนมา นั้น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ชี้แจงว่า สำนักงาน ปปง. ได้กำชับให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประกาศ แนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ในการแสดงตนของลูกค้าและการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าและการทำธุรกรรมตามมาตรการที่สำนักงาน ปปง. ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และที่ผ่านมาสถาบันการเงินได้ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม หากสำนักงาน ปปง. ตรวจพบว่ามีสถาบันการเงินมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องแล้ว สำนักงาน ปปง. จะพิจารณาดำเนินการกับสถาบันการเงินนั้นตามอำนาจ หน้าที่ ต่อไป
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ธปท. ได้กำชับให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของ Financial Action Task Force (FATF) และมาตรการของสำนักงาน ปปง. มาอย่างต่อเนื่อง โดยสถาบันการเงินจะต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่ทำธุรกรรมเกี่ยวข้องกับประเทศที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเข้มข้น ซึ่ง ธปท. พร้อมให้ความร่วมมือกับสำนักงาน ปปง. ในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินและสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย

นักวิจัยพัฒนา ‘แก้วซ่อมตัวเองได้’ ชนิดใหม่ ก่อตัวเองหลังโดนน้ำ

สำนักข่าวซินหัว รายงาน มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (TAU) ของอิสราเอล เผยว่าทีมนักวิจัยได้พัฒนาวัสดุแก้วชนิดใหม่ที่ก่อตัวขึ้นเองเมื่อสัมผัสโดนกับน้ำ และมีหลายคุณสมบัติพิเศษเฉพาะ เช่น สามารถซ่อมแซมตัวเองได้
การวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ (Nature) ระบุว่าแก้วชนิดใหม่นี้สร้างจากโครงสร้างทางชีวภาพ มีความแข็งมากกว่าวัสดุแก้วธรรมดามากและมีคุณสมบัติยึดติดสูง สามารถยึดชิ้นส่วนแก้วต่างๆ เข้าด้วยกันและซ่อมแซมรอยแตกที่เกิดขึ้นภายในได้ อีกทั้งมีระดับความโปร่งใสครอบคลุมตั้งแต่แสงที่มองเห็นได้จนถึงอินฟราเรดย่านกลาง
มหาวิทยาลัยฯ ระบุว่านวัตกรรมแก้วดังกล่าวมีศักยภาพที่จะสามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ทัศนศาสตร์และอิเล็กโทร-ออปติกส์ (electro-optics) การสื่อสารผ่านดาวเทียม การสำรวจระยะไกล และชีวการแพทย์
ปกติแล้ววัสดุแก้วจะผลิตขึ้นจากการทำให้วัสดุหลอมเหลวเย็นลงอย่างรวดเร็ว หรือ “แช่แข็ง” วัสดุเหล่านั้นในสถานะอสัณฐาน (amorphous) ซึ่งเป็นโครงสร้างรูปแบบหนึ่งของของแข็ง ก่อนที่จะตกผลึก ส่งผลให้เกิดคุณสมบัติทางแสง เคมี และทางกลที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งมีความทนทาน ปรับใช้ได้หลายรูปแบบ และมีความยั่งยืน
ในการศึกษาล่าสุดนี้ นักวิจัยค้นพบเปปไทด์ (peptide) ลักษณะเฉพาะที่มีพฤติกรรมแตกต่างจากวัสดุที่เป็นที่รู้จัก โดยก่อตัวเป็นโครงสร้างอสัณฐานและไม่เป็นระเบียบอันเป็นลักษณะของแก้ว
แก้วชนิดใหม่นี้ก่อตัวได้เองตามธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังงาน เช่น ความร้อนหรือความดันสูง เพียงแค่ละลายสารจำเพาะที่อยู่ในรูปแบบผงในน้ำ คล้ายกับการผสมเครื่องดื่มปรุงแต่งรส
เปปไทด์อะโรมาติก ซึ่งประกอบด้วยลำดับกรดอะมิโน 3-ไทโรซีน (three-tyrosine amino acid) จะก่อตัวเป็นโมเลกุลแก้ว หลังจากมีการระเหยสารละลายในน้ำที่อุณหภูมิห้อง
ทีมงานได้ทดลองพัฒนาเลนส์จากวัสดุแก้วใหม่นี้แล้ว พวกเขาเพียงแค่หยดสารละลายลงบนพื้นผิวเพื่อควบคุมความโค้ง และปรับเปลี่ยนปริมาตรของสารละลายเพื่อควบคุมจุดโฟกัส แทนที่จะใช้กระบวนการตัดเจียรและขัดเงาที่กินเวลานานกว่า
อีฮัด กาซิต นักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่าแก้วชนิดใหม่มีคุณสมบัติที่ไม่พบในวัสดุแก้วอื่นๆ ในโลก ทำให้มีศักยภาพที่สำคัญในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ทั้งหมดนี้ได้มาจากเปปไทด์เพียงตัวเดียว ซึ่งเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กๆ ของโปรตีน