เมื่อถนนทุกสายมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ชวนมาส่องแคมเปญ We are GEN S กับการสร้างปรากฎการณ์ รวมพล “คนเจนใหม่หัวใจยั่งยืน” เปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ด้วยมือเรา

ในช่วงต้นปี 2024 สื่อแทบทุกสำนักต่างนำเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกันว่าปีนี้จะเป็นปีที่ “เทรนด์ ESG” ที่ให้ความสำคัญกับ สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) จะทวีความเข้มข้นขึ้นอีก และเทรนด์นี้จะยิ่งมีส่วนสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจทุกประเภทในอนาคต

โดยปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับเทรนด์นี้ คือ การประกาศใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 66 ที่ผ่านมา กับ 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ 1. เหล็กและเหล็กกล้า 2. อลูมิเนียม 3. ซีเมนต์ 4. ปุ๋ย 5. ไฟฟ้า และ 6. ไฮโดรเจน ครอบคลุมสินค้าปลายน้ำบางรายการ อาทิ นอตและสกรูที่ทำจากเหล็กและเหล็กกล้า และสายเคเบิลที่ทำจากอลูมิเนียม

โดยการเตรียมรับมือของภาคธุรกิจไทยในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านมาพบว่า ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันส่งเสริมผู้ประกอบการจัดทำฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product : CFP) ซึ่งเป็นการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน ที่สามารถนำไปใช้วางแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นหน่วยงานรับรอง CFP ของไทย
และยิ่งเมื่อโลกให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม จนเกิดกฎระเบียบเพื่อให้ธุรกิจช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมของไทย ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมา หลายองค์กรได้ปรับทิศทางการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับ เทรนด์ ESG ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรม CSR ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คนและสิ่งแวดล้อมในวงกว้างมากขึ้น หรือการคิดค้นและออกแบบนวัตกรรมความยั่งยืน ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงทั้งในองค์กรและสังคมโดยรวม ตลอดจนการปรับเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อปูทางการดำเนินธุรกิจสู่ความยั่งยืน

ส่องเทคโนโลยีและเทรนด์ ESG ตัวแปรสำคัญขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero สร้างการเติบโตให้ทุกธุรกิจอย่างยั่งยืน

หากอ้างอิงตามบทความเรื่อง “เทคโนโลยี ในฐานะปัจจัยคู่ของความยั่งยืน” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ สมาคมไทยพัฒน์ สถาบันที่เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรธุรกิจในการปรับเอาแนวคิด CSV (Creating Shared Value) มาพัฒนาเป็นกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อตอบโจทย์และสร้างคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและสังคม ได้ระบุชัดเจนว่าในบริบทความยั่งยืนระดับองค์กร เทคโนโลยีมีบทบาทที่เป็นได้ทั้งปัจจัยความยั่งยืนโดยตัวเอง และเป็นปัจจัยที่สร้างให้เกิดความยั่งยืนของกิจการ จึงเรียกว่าเป็นปัจจัยคู่ของความยั่งยืน หรือ Twin Factor of Sustainability
และในยุคนี้องค์กรต่างๆ ก็ได้ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีในฐานะปัจจัยที่สร้างความยั่งยืนให้กับการทำธุรกิจ โดยเทคโนโลยีที่ใช้สร้างความยั่งยืน หรือ Sustainable Technology นี้ ก็เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของ 2 แนวคิด ที่ประกอบด้วย เทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไข หรือหลีกเลี่ยงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีที่สนับสนุนแนวคิดรักษ์โลกและความยั่งยืน 

ดังนั้น ในยุคที่ถนนทุกสายต่างมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero นี้ การปรับเอา Sustainable Technology ย่อมก่อให้เกิดผลดีกับองค์กรในหลากหลายด้าน เช่น
การยกระดับผลลัพธ์ทางธุรกิจ เพราะการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจะช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมการใช้พลังงาน และต้นทุนวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้ระบบอัตโนมัติในกระบวนการทำงานจะช่วยลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานพร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงและเติบโตในอนาคต
การกระตุ้นยอดขาย ปัจจุบันผู้บริโภคมีความคาดหวังสูงมากขึ้น นอกจากสินค้าและบริการที่ดีและโดนใจแล้ว พวกเขายังมองหาผลิตภัณฑ์และบริการจากองค์กรที่มีนโนบายรักษ์โลกอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การใช้พลังงานทดแทนในกระบวนการผลิต หรือใช้วัตถุดิบรีไซเคิล เป็นต้น ซึ่งรายงานของ Xerox Corporate Social Responsibility Report ยืนยันว่าบริษัทที่ส่งเสริมแนวคิด ‘รักษ์โลก’ จะเติบโตเร็วกว่าบริษัทที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมถึง 28 เท่า
การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กร เนื่องจากการใช้ Sustainable Technology จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้าน ESG ที่กำลังเป็นกระแสมาแรง เพราะทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder) ได้แก่ ลูกค้า ภาครัฐ พันธมิตรทางธุรกิจและพนักงาน ต่างต้องการให้องค์กรดำเนินกิจการภายใต้จิตสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม 

ขณะที่ การปรับทิศทางขององค์กรให้สอดคล้องกับเทรนด์ ESG ก็เป็นอีกหนึ่ง Key success ที่จะพิชิตใจผู้บริโภคยุคนี้ ซึ่งจากการสำรวจล่าสุดพบว่าผู้บริโภคในอาเซียน 81% ยอมจ่ายแพงขึ้น เพื่อซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นี่เป็นปรากฎการณ์ที่ชี้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคสาย Green ในทศวรรษนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยเหตุผลหลักอาจเป็นเพราะผลกระทบที่เห็นเป็นที่ประจักษ์ของวิกฤตโลกร้อน ที่ทวีความรุนแรงและเกิดภัยพิบัติถี่ขึ้นเรื่อยๆ
โดยตัวเลือกที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ให้ความสนใจอยากใช้สูงที่สุด ได้แก่ สินค้าและบริการแนว “3R” ซึ่งประกอบด้วย สินค้าที่ลดการสร้างขยะและนำกลับไปรีไซเคิลได้แบบ 100% (Recyclable) สินค้าแนวรีฟิล ที่ให้นำบรรจุภัณฑ์มาเอง (Refillable) และระบบรียูสแพ็กเกจจิ้งสินค้าที่ใช้หมดแล้ว แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reuseable)

และที่ผ่านมามีต้นแบบการปรับตัวของธุรกิจขนาดใหญ่ตามเทรนด์ ESG ให้เห็นมากมาย เช่น ผู้นำเรื่องสินค้า FMCG อย่าง Unilever เอง ก็นำเสนอตัวเลือกใหม่ ด้วยการนำตู้รีฟิลไปวางในซูเปอร์มาร์เก็ต ให้ลูกค้าสามารถนำบรรจุภัณฑ์มาเติมของใช้สิ้นเปลืองในบ้านเช่นแชมพู เจลอาบน้ำ น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน ได้ในราคาที่ถูกลง
แม้แต่ McDonald’s เชนฟาสฟู้ดยักษ์ใหญ่ ที่เข้าใจดีว่าธุรกิจมีส่วนสร้างขยะจำนวนมาก และตัดสินใจพัฒนา “ระบบคืนแก้ว” เปลี่ยนมาเป็นแก้วรียูสที่สามารถนำกลับมาฆ่าเชื้อโรค ใช้ซ้ำได้ใหม่ ทดแทนแก้วกระดาษใช้แล้วทิ้งอย่างที่ผ่านมา และยังคืนเงินค่ามัดจำแก้วให้กับลูกค้าที่เก็บแก้วกลับมาคืนทีหลังด้วย

GC จับกระแส New Generation ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน พร้อมดันแคมเปญ We are GEN S สร้างคอมมูนิตี้คนเจนใหม่หัวใจยั่งยืน

ในบริบทของประเทศไทยเอง มีรายงานผลการวิจัยที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ระบุชัดเจนว่าตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา มีคน Gen Z กว่า 54% เต็มใจที่จะจ่ายแพงขึ้นอีก 10% หรือมากกว่านั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าที่เขารู้สึกว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึง 62% คนกลุ่มนี้กำลังก้าวเข้าสู่วัยทำงาน และมีกำลังซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ซึ่งสถิติทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่านี่คืออีกหนึ่งกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพสูง และจัดอยู่ในนิยามของคน Generation Sustainability ที่จะกลายมาเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่โลกใบใหม่ที่ยั่งยืน
และด้วยความเชื่อมั่นว่า “คนเจนใหม่หัวใจยั่งยืน” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มคน GEN Z หากแต่กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ทำให้ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดตัวแคมเปญ “We are GEN S” เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับสังคมไทยว่าคนทุกเพศทุกวัยสามารถมาเป็นคน GEN S หรือ Generation Sustainability ได้ ขอเพียงมีกายพร้อม ใจพร้อม ที่จะมาร่วมมือกับทุกฝ่าย แล้วปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็น “คนเจนใหม่หัวใจยั่งยืน” ไปด้วยกัน

โดยภารกิจปลุกพลังคน GEN S ด้วยแคมเปญ “We are GEN S” ของ GC เริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 จนถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา และไฮไลต์ของการเปิดตัวแคมเปญนี้อยู่ที่การปล่อยคลิปวิดีโอความยาว 4 นาทีกว่าออกมา เพื่อกระตุ้นเตือนให้คนฉุกคิดว่าแท้ที่จริงแล้วปัญหาโลกเดือดที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกคน ซึ่งคลิปวิดีโอนี้ได้บอกเล่าข้อมูลวิกฤตโลกร้อนที่อาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนมนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่บนโลกนี้ได้ มีเพียงคน GEN S เท่านั้นที่จะกอบกู้วิกฤติของโลก แล้วใครล่ะคือคน GEN S ที่โลกต้องการ ?
เชื่อว่าใครที่ได้ดูคลิปวิดีโอนี้แล้ว จะเข้าใจได้ถึงถ้อยความที่ GC ต้องการจะสื่อสารในคลิปนี้ นั่นคือการสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ที่ทุกคนมีต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่ได้ลงมือทำเพราะมองว่าทำเพียงคนเดียวไม่ได้ เป็นเรื่องยาก ต้องใช้งบประมาณ
ทั้งที่ในความเป็นจริง ทุกคนสามารถเป็นคน GEN S ได้ทั้งหมดแบบไม่มีข้อจำกัดเรื่องวัยและอายุ เพราะความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุก ภาคส่วน ทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ที่ช่วยกอบกู้โลกได้ เพียงแค่ เปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีคิด โดยเริ่มต้นจากหลักการง่ายๆ อย่าง 3 Rs คือ Reuse นำกลับมาใช้ซ้ำ Reduce ลดการใช้สิ่งที่ย่อยสลายยาก และ Recycle การเปลี่ยนรูปแบบของที่เคยใช้ให้กลับมามีคุณค่าด้วยกรรมวิธีต่างๆ เราก็สามารถจะเป็นส่วนหนึ่งของคน GEN S ได้ไม่ยาก
ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มทำตรงไหน ในคลิปวิดีโอสั้นๆ แต่ทรงพลังนี้ได้อธิบายไว้ชัดว่าเราสามารถเริ่มจากเรื่องง่ายๆ รอบตัว เช่น ทานอาหารไม่เหลือทิ้ง ประหยัดไฟโดยการถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ใช้ ใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เลือกซื้อเสื้อผ้าตามความจำเป็น หรือนำเสื้อผ้าเก่ากลับมา Reuse ใหม่ ลดการใช้ที่ไม่จำเป็น เก็บไว้ใช้ซ้ำ ดัดแปลงลดใช้ทรัพยากร แยกขยะเพื่อนำกลับมาหมุนเวียนใช้ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ทุกคนเข้าถึงความเป็นคน “GEN S.. Generation Sustainability คนเจนใหม่หัวใจยั่งยืน” กันแล้ว โดยหลังจากปล่อยคลิปวิดีโอออกไปในสื่อออนไลน์ก็สามารถสร้างความสนใจและการมีส่วนร่วม ยืนยันได้จากการคลิกรับชมวิดีโอมากกว่า 9.7 ล้านครั้งทีเดียว

ตอกย้ำความสำเร็จของแคมเปญ We are GEN S ด้วยการเป็นบริษัทไทยหนึ่งเดียว คว้ารางวัลสำคัญจากเวทีระดับภูมิภาค PR Awards Asia-Pacific 2024

ด้วยจุดแข็งของแคมเปญ We are GEN S ที่มีส่วนเชื่อมโยงพฤติกรรมเพื่อสร้างความยั่งยืนให้คนทุกเพศทุกวัยเข้าใจง่ายและลงมือทำได้จริงด้วยหลากหลายไอเดียการใช้ชีวิตในแบบ Net Zero Lifestyles ผ่านแพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้ทั่วโลก (https://gcgens.com/) ทำให้ล่าสุด แคมเปญ We are GEN S ไปคว้ารางวัลแคมเปญประชาสัมพันธ์ยอดเยี่ยมแห่งปี ระดับ Bronze กลุ่ม Corporate Brand จากเวที PR Awards Asia-Pacific 2024 จัดขึ้น ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง มาครองได้สำเร็จ โดยเป็นบริษัทไทยหนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

โดยงาน PR Awards Asia-Pacific 2024 ครั้งที่ 23 จัดขึ้นโดย Campaign Asia-Pacific นิตยสารชั้นนำด้านการตลาดและการโฆษณา ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นับเป็นเวทีรางวัลด้านการสื่อสารที่ดำเนินงานมากว่า 20 ปี โดยมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์ กว่า 72 คน ทั่วโลกเป็นผู้ตัดสิน เพื่อมอบรางวัลให้กับองค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีกลยุทธ์การสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่โดดเด่นในภูมิภาค
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ แคมเปญ We are GEN S เข้าตากรรมการจากเวที PR Awards Asia-Pacific 2024 คือ แคมเปญนี้ที่ไม่ใช่แค่ให้ความรู้ แต่เป็นการกระตุ้นให้เกิดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มการกระทำที่มีความรับผิดชอบต่อโลก โดยครอบคลุมการมองเห็นทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ กว่า 142 ล้านครั้ง ส่งผลให้เกิด GEN S คำมั่นสัญญาเพื่อโลกที่ดีขึ้น กว่า 1,800 ความมุ่งมั่น

รางวัลนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทของ GC ในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งไปที่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593
ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนองค์กร GC กล่าวในโอกาสที่ GC ได้รับรางวัลในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนี้ว่า
“ที่ผ่านมา GC มุ่งดำเนินธุรกิจภายใต้การสร้างสมดุลของสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance & Economic) (ESG) พร้อมมุ่งมั่นส่งเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ โดยขยายความร่วมมือไปยังทุกภาคส่วน ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก GC ตระหนักเสมอว่า บริษัทฯ มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแล สร้างสมดุลที่ยั่งยืนให้กับทุกชีวิต เพื่อส่งต่อโลกใบนี้ที่ดีกว่าเดิมให้คนรุ่นต่อไป และเราเชื่อว่า โลกที่ยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือกันของทุกคน”

อ้างอิง :


อัปเดตเทรนด์การส่งเสริมให้คนทุกวัยหันมาใส่ใจความยั่งยืน

บพข. จับมือ อบก. TEATA & ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ปลดล็อคการขับเคลื่อน Net Zero Tourism ด้วย แอปพลิเคชัน Zero Carbon (ตอนที่ 1)

เอสซีจี แชร์ต้นแบบการขับเคลื่อน Inclusive Society ผ่านมุมมอง 4 หญิงแกร่ง จาก 4 ชุมชนต้นแบบทั่วไทย

แอป AIS E-Waste+ คว้ารางวัลระดับโลก สุดยอดเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมจากเวที WSIS Prize 2024 จัดโดย ITU & UN

Previous article“จีน” เดินหน้าเต็มสูบ เร่งปั้นอุตสาหกรรมใหม่โดยเฉพาะหุ่นยนต์อุตสาหกรรมและการผลิตอัจฉริยะ
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.187
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์