คลัง-แบงก์ชาติ มองต่างมุม ใครได้…ใครเสีย คำตอบอยู่ตรงไหน?

เห็นการประเมินแบบจำลองของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. แล้วจะบอกว่า มองต่างกับรัฐบาลแบบคนละมุม

นายเศรษฐพุฒิ สิทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. ฟันธงแบบตรงๆ ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 66-71 จะเติบโตได้แค่ราว 3% และยากที่จะกลับไปเติบโตได้สูงถึง 4-5% อย่างเช่นในอดีต 10 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าจะขับเคลื่อนจีดีพีให้โตขั้นต่ำ 5% ต่อปี  
เหตุผลของผู้ว่าฯ ธปท.มองว่า เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และยังซ่อนความยากลำบากของประชาชนอยู่อีกไม่น้อยที่เดือดร้อนจากรายได้ที่ยังฟื้นกลับมาไม่เต็มที่ ทั้งลูกจ้างนอกภาคเกษตร, ผู้ประกอบอาชีพอิสระ แม้รายได้อาจจะกลับมาใกล้เคียงช่วงก่อนโควิด แต่กลับมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าครองชีพสูงขึ้น
โดย ธปท. ประเมินภาพเศรษฐกิจไทยรายไตรมาส ในช่วงที่เหลือของปี 2567 ดังนี้
ไตรมาส 2 คาดเติบโตใกล้เคียง 2%
ไตรมาส 3 คาดเติบโตใกล้เคียง 3%
ไตรมาส 4 คาดเติบโตใกล้เคียง 4%
ถัวเฉลี่ยกับไตรมาส 1 ที่ขยายตัว 1.5% ก็ไม่น่าจะถึง 3%
ผู้ว่าฯแบงชาติสะท้อนทางออกว่า การจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่านี้ จะต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างแรงงานให้มีประสิทธิภาพ มีการลงทุนเพิ่มขึ้น มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัย

อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

หากไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือการยกระดับประสิทธิภาพแรงงานอย่างจริงจัง แต่เน้นการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือจะพูดให้ชัดก็คือ การแจกเงินดิจิทัลวอลเลต ไม่ได้เป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน การเติบโตของเศรษฐกิจไทยก็จะติดบ่วงอยู่ได้ในระดับ 3% ไม่สามารถเติบโตได้มากกว่านี้
สอดคล้องกับรายงานฉบับใหม่ของธนาคารโลก (World Bank) ได้มีการปรับประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ลดลงเหลือแค่ 2.4%
เป็นการปรับลดลงจากครั้งก่อนที่เคยคาดไว้ที่ 2.8% สาเหตุมาจากการฟื้นตัวของท่องเที่ยวและส่งออกในครึ่งปีแรกที่เติบโตน้อยกว่าคาด ยังไม่นับปัจจัยภายนอกอย่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน วิกฤตตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าเกษตร
รายงานดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะต้องรับมือกับความท้าทายต่างๆ ต้องเผชิญกับยากลำบากที่เพิ่มขึ้นในการรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ขณะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น
ซึ่งการเพิ่มเสถียรภาพทางการคลัง ท่ามกลางความต้องการด้านการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ถ้ารัฐบาลไทยจะใช้มาตรการระยะสั้น เช่น การแจกเงินดิจิทัล ก็ต้องมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือทางสังคมและการให้เงินช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย ช่วยเหลือครัวเรือนที่ “เปราะบาง” เพื่อบรรเทาปัญหาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิเคราะห์จากรายงานของเวิลด์แบงก์ น่าจะตีความได้ว่า ถ้ารัฐบาลจะแจกเงินดิจิทัล ก็ต้องแจกเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่แจกแบบเหวี่ยงแห

เศรษฐกิจไทย

แน่นอนว่า มุมมองดังกล่าวสวนทางกับนโยบายของรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง กล่าวถึงกรณีที่นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่า ธปท. ระบุว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะโตได้แค่ 3% ไม่มีทางฟื้นกลับมาโตได้ 4-5% หากใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแค่ระยะสั้น ไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว ว่า รัฐบาลไม่ได้ทำเพียงแค่นโยบายเดียว ซึ่งผู้ว่า ธปท. ก็น่าจะรู้ และน่าจะเข้าใจ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการเติมเงินเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็มีการดำเนินการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว เช่นการพัฒนาแรงงานดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติ ส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งทำควบคู่กันไป
“เมื่อกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างต่ำ ไม่ถึง 60% ถ้าเราเร่งกระบวนการในการสร้างเม็ดเงินเข้าไป ก็จะทำให้เกิดการผลิต การบริโภคที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายก็สามารถดึงกำลังการผลิตในปัจจุบันขึ้นมาได้ในระดับที่มีความเหมาะสม ก็จะเกิดการสร้างงาน สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น” รมช.คลัง กล่าว
พร้อมขยายความว่า หากเศรษฐกิจไทยเติบโตตามศักยภาพได้ไม่เกิน 3% แล้วรัฐบาลงอมืองอเท้า ความเดือดร้อนของประชาชนจะทำยังไง รัฐบาลจึงต้องพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากลไกดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา เพื่อให้ศักยภาพของประเทศไทยเจริญเติบโตมากกว่าแค่ 3% กลายเป็น 4% หรือ 5% และถ้ามีมาตรการที่เหมาะสมก็อาจจะเติบโตมากกว่านี้
จะว่าไปแล้ว ทั้งสองมุมมองล้วนมีจุดหมายเดียวกันคือ การผลักดันการเติบโตของประเทศ เพียงแต่มีวิธีการขับเคลื่อนที่แตกต่างกัน ยังไม่พูดถึงดอกเบี้ยนโยบายที่แบงก์ชาติเห็นว่าอัตราในปัจจุบันเหมาะสมแล้ว แต่รัฐบาลต้องการให้ลดลงอีก แนวทางของใครจะถูกหรือผิด จะได้หรือเสีย ไม่นานคงรู้กัน